บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง

sprite

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยจ้องลูกสาวตัวเองตาเขม็ง ถึงขั้นบังเกิดความรู้สึกอยากตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอดขึ้นมาจริง ๆ แล้ว

กลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ เขาตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ ว่าจะต่อสู้ช่วงชิงเพื่อเกียรติยศที่คู่ควรกับตระกูลฮู่มาให้จงได้

เขารู้ว่า ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับผลความสำเร็จทางการเมืองของเจิ้งเป่ยในครั้งนี้มาก เขากลับมาอย่างยิ่งใหญ่กล้าหาญ วันนี้ตอนที่อยู่ในวัง เขายังถึงกับกล้าท้าทายพระราชอำนาจของฝ่าบาท แม้ว่าจะไม่บรรลุความปรารถนา แต่เขาก็รู้ว่าตราบใดที่เขายังคงยืนหยัดในเป้าหมายนี้ต่อไป เขาจะต้องเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน

ดังนั้น ระหว่างทางที่กลับจากวังไปที่จวน ในใจจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกทะเยอทะยาน มีปณิธานอันแรงกล้าไปตลอดทาง

แต่อนิจจาใครหนอจะรู้ว่า หลังผ่านความเพียรพยายาม ลำบากตรากตรำอย่างหนักจนมีวันนี้ได้ เพิ่งจะยิ้มแย้มภาคภูมิใจได้ไม่นานเท่าไร กลับถูกลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนสร้างความลำบากใจให้ได้อาย เหมือนถูกฟาดด้วยที่ช่วยใส่รองเท้าเข้าไปเต็ม ๆ หน้า เรียกได้ว่าฟาดใส่หน้าแก่ ๆ ของเขาแบบตรง ๆ จนยับเยินหมดสภาพเลยทีเดียว

นี่นับเป็นอะไรได้? เขาจงใจสร้างบรรยากาศที่กดดันอย่างลึกล้ำขนาดนั้น พยายามจะบีบคั้นกดกันฝ่าบาทให้ต้องจำนน แต่สุดท้าย กลับถูกฝ่าบาทบีบคั้นกดดันลูกสาวคนสำคัญของเขาแทนหรือนี่?

น้ำเย็นเฉียบที่สาดเข้าใส่หนนี้ ถึงกับดับจิตวิญญาณนักสู้อันแรงกล้าตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขาจนมอดดับลงไปตรง ๆ เลยทีเดียว

เขาแก่กว่าฮ่องเต้ปีเดียว ก็จะได้เป็นพ่อตาของฮ่องเต้แล้วอย่างนั้นรึ?

โอ้สวรรค์! นี่มันรับไม่ได้จริง ๆ

แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ร้องไห้อยู่ แต่ก็ยังเต็มไปด้วยไฟโทสะอันขุ่นเคืองไม่หายของลูกสาว เขาก็รู้สึกจนใจ ไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้วจริง ๆ

ถึงขั้นที่ลูกสาวยังยื่นคำขาดให้เขาด้วยว่า หากฝ่าบาทไม่ต้องการนาง นางก็จะสละทางโลกไปออกบวชเป็นแม่ชีทันที

นี่มันนับเป็นอะไรได้ ? เขาต้องยกลูกสาวให้ฝ่าบาทง่าย ๆ ไม่พอ ยังถึงกับต้องแสร้งทำเป็นหลานชายตัวน้อย ๆ ที่แสนไร้เดียงสา ไปร้องขอความเมตตาจากฝ่าบาทให้ยอมรับลูกสาวของเขาไปอีกอย่างนั้นรึ?

เจ้าเป็นแม่ชี ก็ยังดีกว่าต้องเข้าวัง”

พูดขึ้นว่า: "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พรุ่งนี้ท่านพ่อก็ส่งข้าไปที่สำนักนางชีหมิงเยว่เถอะ ใครก็ไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อมข้า ข้าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว

พูดจบก็เช็ดน้ำตา แล้วเดินกลับไปทันที

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยอับจนหมดความคิดแล้วทุกทาง หันไปมองฮูหยินใหญ่อย่างจนใจสุดแสน

นางจะไปมีหนทางทำอะไรได้อีกล่ะ? จะอย่างไรก็ไม่สามารถไปบังคับให้นางแต่งกับคนที่นางไม่ชอบได้อยู่ดี "นั่นลูกสาวที่เจ้าให้ท้ายคนจนเสียคนเองนี่นะ

แล้วดึงทึ้งมันออกมาแบบเต็มกำมือใหญ่ ๆ เลยทีเดียว ช่างทำให้เดือดร้อนรำคาญใจอะไรเช่นนี้ นี่จะไม่ให้เขาได้มีโอกาสดื่มด่ำกับอำนาจวาสนาที่เพียรสร้างมาสักหน่อยเลยหรือ? อุตส่าห์คว้าชัยชนะกลับมายังราชสำนักอย่างยากลำบาก ได้รับคำแซ่ซ้องสรรเสริญจากประชาชน เหล่าขุนนางต่างไว้วางใจ แต่มาวันนี้ เขากลับต้องทำตาปริบ ๆ มองส่งลูกสาวเข้าวังหลังไปง่าย ๆ

หลังจากรอจนถึงพลบค่ำด้วยหัวใจที่แทบจะขาดลงให้จงได้ เมื่อลูกชายกลับมา เขาก็รีบเรียกลูกชายเข้ามาปรึกษาหารือด้วยทันที

แม่ทัพน้อยฮู่ก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง “ ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงคิดว่านางชอบเจ้าเด็กน้อยอ๋องฉู่นั่นไปได้ล่ะขอรับ ? นางชอบฝ่าบาทมาตั้งนานแล้ว

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยคล้ายถูกโจมตีจนกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก "เจ้ารู้อย่างนั้นรึ?"

ตั้งแต่ยังเล็ก นางก็เอาแต่พูดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอดไม่ใช่รึ? ” แม่ทัพน้อยฮู่นั่งลง

อาจเป็นแค่คำพูดเล่น ๆ ไม่จริงจังอะไร” เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยพยายามย้อนนึกไปถึงฉากที่นางได้เห็นฝ่าบาทเมื่อตอนนั้น อันที่จริงนางคุกเข่าอยู่กับพื้น แล้วมองดูจากระยะไกล

แต่เพียงแวบเดียวที่ได้เห็นหน้าครั้งนั้น กลับเป็นสิ่งที่ติดค้างสั่งสมอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจนางมาโดยตลอด เพราะมีเพียงความคิดถึงคะนึงหาแต่ไม่อาจได้พบหน้า ทุกสิ่งที่นางคิดไว้ในใจ จะต้องดีงามสมบูรณ์แบบมากอย่างแน่นอน

ลูกหนอลูก นั่นคือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนะลูกเอ๋ย แม้ว่าหน้าตาเขาจะนับว่ารูปงามหล่อเหลา แต่ก็ไม่มีทางเทียบกับคนหนุ่มที่อายุยังน้อยได้จริง ๆ หรอกนะ

“เจ้ารีบคิดหาหนทางเร็วเข้า! จะอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวเจ้า แต่งงานกับคนแก่คราวพ่อได้เด็ดขาด” เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยตบโต๊ะแล้วพูดเสียงดังสนั่น

เขาเกิดนึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้เขาโกรธจนตบโต๊ะแผดเสียงโวยวายใส่ลูกสาวไป เรียกว่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่นางยังเล็กจนเติบใหญ่มาขนาดนี้ ที่ผ่านมาเขาจะตัดใจทำลงไปได้อย่างไรกัน? เขามีลูกสาวที่แสนล้ำค่าแค่คนนี้คนเดียว ทั้งรักทั้งถนอมดั่งแก้วตาดวงใจ แค่จะพูดจาเสียงดังใส่ก็ยังกลัวนางตกใจด้วยซ้ำ

แม้ว่าความขวัญกล้าอันมหาศาลของนาง จะไม่ทำให้นางตกใจกลัวอะไรง่าย ๆ ก็ตาม

แม่ทัพน้อยฮู่กลับมีท่าทีเฉยเมยอย่างยิ่ง “แต่งให้ฝ่าบาทแล้วมันอย่างไรล่ะ? นั่นคือเรื่องที่ใจนางเฝ้ามุ่งมาดปรารถนามาโดยตลอด แต่จะว่าไปฮ่องเต้ก็ยังไม่แก่นะขอรับ เขายังหนุ่ม ทั้งยังสง่างาม สูงส่งน่าเกรงขาม ดูเหมือนคนที่เพิ่งจะอายุได้สักสามสิบกว่า ๆ เท่านั้นเอง"

“ พ่อแก่กว่าเขาแค่ปีเดียว ” เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยพูดด้วยความเดือดดาล

แม่ทัพน้อยฮู่ถึงกับตกใจจนผงะ มองดูบิดาอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วพึมพำว่า "จริงรึนี่? สวรรค์! ท่านพ่อดูเหมือนคนอายุราว ๆ หกสิบเห็นจะได้ ทำไมถึงแก่กว่าฝ่าบาทแค่ปีเดียวเองล่ะ? ดูเหมือนแก่กว่าตั้งหลายสิบปีเชียวนะ? "

"เจิ้งเป่ยลมแรงเหน็บหนาว พ่อทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อบ้านเมืองอย่างหนัก ถึงได้ดูแก่ชราเช่นนี้" เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยไฟโทสะลุกท่วม

แม้ว่าผู้ชายจะไม่ค่อยใส่ใจกับรูปร่างหน้าตามากนัก แต่วีรบุรุษก็ไม่สมควรดูแล้วแก่ชราร่วงโรย เขาเพิ่งจะอายุแค่สี่สิบกว่า ๆ มีทั้งจิตใจอันแน่วแน่และพละกำลังอันแข็งแกร่ง จะแต่งอนุใหม่อีกสักสองสามคนก็ไม่ใช่ปัญหา

“คิด ๆ ดูฝ่าบาทก็น่าจะทรงงานหนักเพื่อบ้านเมืองเช่นกันกระมัง ? ปัญหาน่าจะอยู่ที่เรื่องของพื้นฐานแต่ละคนแล้วล่ะ” จู่ ๆ แม่ทัพน้อยฮู่ก็เป็นกังวลขึ้นมา มองดูเขาตาปริบ ๆ แล้วถามขึ้นว่า “ท่านพ่อ ข้าเป็นลูกแท้ ๆ ของท่านหรือไม่?”

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเหวี่ยงฝ่ามือฟาดออกไป แน่นอนว่าฟาดไม่โดน “เจ้ากับน้องสาวล้วนเกิดจากพ่อคนนี้

“เช่นนั้นก็น่าอนาถแล้ว! วันหน้าข้ากลัวเหลือเกินว่าข้าจะเป็นเหมือนท่าน เพิ่งจะสี่สิบกว่า ๆ แต่กลับดูเหมือนคนอายุหกสิบ”

ๆ แต่ไม่มีอารมณ์จะทะเลาะกับเขา ก่อนหน้านี้พวกเขาพ่อลูกต่างก็เข้ากันได้ดีมาตลอด ดีในระดับที่เรียกได้ว่าแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เกือบทุกเรื่อง แต่วันนี้เขารู้สึกหดหู่มากจริง

พูดขึ้นว่า “ท่านพ่อ เหตุใดท่านจะต้องหดหู่ขนาดนี้ด้วย? เป็นชายาไม่ดีอย่างไรรึ? ด้วยนิสัยกับวรยุทธของนาง ในวังยังจะมีใครที่สามารถรังแกนางได้อีก? ฝ่าบาทก็ไม่มีทางกล้าละเลยนางเพราะท่าน ในทางกลับกัน ถ้าให้หาพวกที่หนุ่มแน่นอายุน้อยสักคน นิสัยของน้องสาวก็ทั้งไม่ค่อยระวังทั้งยังอารมณ์ร้าย คนอายุน้อย ๆ สองคนมาอยู่ร่วมกัน ดีไม่ดีเกิดทะเลาะกันวันเว้นวันขึ้นมา นั่นต่างหากถึงจะเดือดร้อนท่านจริง

กลายเป็นว่า เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยยอมฟังคำพูดเหล่านี้เข้าหูจนได้

แม่ทัพน้อยฮู่ก็พูดรวบรัดสรุปใจความให้ว่า “ วันนี้น้องสาวของเจ้ายืนกรานหนักแน่นเช่นนี้ ถ้าพ่อยังคัดค้านอีก นางจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก ท่านจะสามารถรับมือกับมันได้หรือ? ไม่สู้ยอมตามใจนาง หากวันหลังไม่มีความสุข ค่อยพานางกลับเจิ้งเป่ยแล้วหาคนดี ๆ ให้นางได้แต่งใหม่สักคน จะอย่างไรที่เจิ้งเป่ย ก็ไม่รู้ว่ามีคนตั้งเท่าไรที่อยากขอนางแต่งงาน ตอนนี้ที่พ่อควรเป็นกังวลจริง ๆ คือคิดหาวิธีว่าจะพูดเกลี้ยกล่อมฝ่าบาทอย่างไร ให้พระองค์ยอมรับน้องสาวต่างหาก เติมเต็มความปรารถนาของนางเสียเถอะ

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยถอนหายใจยาว "ข้าถูกทำให้ให้แก่ไว ก็เพราะพวกเจ้าสองคนพี่น้องนี่แหละ"

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเข้าวังไปอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น

เมื่อวานตอนเข้าวังไปดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรขนาดไหน พอมาวันนี้กลับอ่อนน้อมถ่อมตนขนาดนี้

ราวกับว่าเอวของเขาไม่อาจยืดตรงได้อีกต่อไปแล้วเลยทีเดียว

เขาฝืนบีบเคล้นรอยยิ้มบนใบหน้า หมอบคลานที่พื้นเข้าไปถวายบังคม "หม่อมฉันขอถวายบังคมฝ่าบาท

อ่าน บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง นวนิยายออนไลน์ฟรี

The บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง ซีรีส์ได้รับการอัปเดตพร้อมรายละเอียดใหม่มากมาย ขนานกับลักษณะบุคลิกภาพนั้น คือ อารมณ์ของคนที่รักชีวิต รักชีวิต อยากหนีจากสถานการณ์ชีวิตที่มืดมนและน่าสลดใจ ในบทที่ บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน กล่าวได้ว่า บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง เป็นบทที่อ่านง่ายที่สุดในซีรีส์ บัลลังก์หมอยาเซียน ชุดนี้

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง