บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 1000 ฉันอยากปลูกฝังคนผู้หนึ่ง

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 1000 ฉันอยากปลูกฝังคนผู้หนึ่ง ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 1000 ฉันอยากปลูกฝังคนผู้หนึ่ง เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 1000 ฉันอยากปลูกฝังคนผู้หนึ่ง บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 1000 ฉันอยากปลูกฝังคนผู้หนึ่ง ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 1000 ฉันอยากปลูกฝังคนผู้หนึ่ง

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 1000 ฉันอยากปลูกฝังคนผู้หนึ่ง นวนิยาย

กินอาหารค่ำแล้ว ฟางหวูและหยวนชิงหลิงสนทนากันด้านนอก เธอกล่าวต่อหยวนชิงหลิง: “คุณถามที่มาความเกี่ยวข้องของฉันกับหงเย่มาตลอด ฉันบอกคุณได้ คุณตาของหงเย่เคยช่วยฉัน ตอนนั้นฉันเพิ่งจะข้ามเวลาไป แม้แต่กินข้าวก็เป็นปัญหา เขารับฉันไว้ เอาเสบียงอาหารของตัวเองมอบให้ฉันทั้งหมด ตอนนั้นเขาเพิ่งจะแต่งงาน ภรรยาตั้งครรภ์แล้ว ในครอบครัวยากจนจนไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ ขายต่างหูคู่หนึ่งที่เป็นสินสมรสติดตัวของภรรยาของเขาเชิญหมอมารักษาบาดแผลให้ฉัน บุญคุณนี้ ฉันจำจนถึงทุกวันนี้”

“คุณตาของหงเย่? แต่ฉันจำได้ว่าสภาพแวดล้อมในครอบครัวแม่ของหงเย่ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น” เมื่อก่อนเจ้าห้าได้ตรวจสอบเรื่องราวในชีวิตแม่ของหงเย่มาก่อน แม้ว่าเดิมทีจะไม่ใช่ตระกูลที่ร่ำรวยสูงส่ง แต่ก็เป็นคนในครอบครัวที่มีฐานะ

“พวกเขาหนีตามกันออกไป ในครอบครัวไม่ยอมรับโดยสิ้นเชิง” ฟางหวูพูดถึงเรื่องในอดีต ยังคงมีความรู้สึกซาบซึ้ง “หลังจากนั้นลูกสาวของเขาเกิดเรื่อง จึงพาลูกหนีกลับเป่ยถังไปอีก เพราะเวลานั้นฉันอยู่ในเมืองหลวง และไม่รู้เรื่องเหล่านี้ กระทั่งหลังจากนั้นตอนที่ฉันอยากไปตามหาพวกเขา พวกเขาก็เสียชีวิตแล้ว ฉันได้ยินมาว่าหงเย่ได้ถูกส่งไปที่กระดูกมนุษย์หมาป่า จึงแอบเข้าไปตามหาเขา อยากพาเขาออกไป ขณะที่ฉันไป เป็นตอนที่ลิงแทบจะไม่ไหวพอดี เขาให้ฉันพาลิงออกไป ซ่อนด้านบนยอดเขาหมาป่าหิมะแช่แข็งไว้ ลิงเป็นคนใกล้ชิดคนเดียวของเขา ดังนั้นเขาต้องการช่วยลิงไว้ ยาที่คุณค้นคว้าวิจัยเป็นเพียงความหวังเดียว แต่นั้นไม่รู้ว่าคุณจะข้ามเวลามาโดยสิ้นเชิง ก็รู้ว่าเป็นความหวังรำไร แต่เขาก็ไม่ยอมละทิ้ง”

หยวนชิงหลิงคิดไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้ อดที่จะตะลึงงันไปไม่ได้

“ทีแรกบอกว่าฉันไม่รู้ประโยชน์ใช้สอยของเขา เพราะรู้สึกว่าตั้งแต่ต้นจนจบเป็นเรื่องระหว่างหงเย่และลิง แต่คุณเข้าใจผิดว่าเขามีเจตนาที่ไม่ดีแอบแฝงมาตลอด หงเย่ในตอนนี้เปลี่ยนเป็นยังไงฉันไม่รู้ แต่เขาเมื่อก่อน แม้ว่าจะเต็มไปด้วยความแค้น แต่ในใจกลับมีจุดที่อ่อนโยนเสมอ ฉันบอกว่ารอจนเมื่อค้นคว้าวิจัยยาออกมา ฉันจะถามคุณก่อน ให้คุณเอาตามการสังเกตที่คุณมีต่อหงเย่ มั่นใจว่าสามารถให้ได้หรือไม่ ฉันจึงจะให้ เพราะฉันไม่รู้ว่าเขาเปลี่ยนไปรึเปล่า เปลี่ยนไปจนมีความทะเยอทะยานมาก แต่ตอนนี้ ไม่มีความจำเป็นนี้แล้ว พูดให้คุณฟังก็เท่านั้น”

“ลิงบอกเขาเรื่องการค้นคว้าวิจัยยาของฉัน? และเป็นลิงที่บอกว่ายาสามารถช่วยเขาได้?”

ฟางหวูกล่าว: “ลิงบอกเรื่องราวมากมายกับเขา แต่ลิงไม่ได้ให้เขาไปหายา เป็นเขาเองที่ยังคงเก็บความดื้อรั้นนี้ไว้ในใจ เขาเข้าควบคุมคนสอดแนมของหงเล่ ผิวเผินเพื่อแทรกเข้าประเทศอื่นสืบสวนด้านการทหาร แต่ความจริงเขาได้บอกให้คนสืบเรื่องนี้อย่างลับๆโดยตลอด เริ่มแรกมีการค้นพบในแคว้นต้าโจว เพราะการแสดงออกอย่างที่ผิดปกติของไทเฮาหลงและจิ่นหนิงจวิ้นจู่ทำให้เขาตัดสินใจผิดไปแล้ว แต่เขาเคยเข้าใกล้จิ่นหนิงจวิ้นจู่ พบว่าไม่ใช่ และเขาก็ไม่มีปัญญาที่จะเข้าใกล้ไทเฮาได้ สุดท้ายการปรากฏตัวของคุณดึงดูดความสนใจของเขา แต่ว่าตอนแรกเริ่มก็ไม่ได้มั่นใจมากนัก ดังนั้นจึงอยู่ในขั้นตอนการหยั่งเชิงมาโดยตลอด และค่อยๆเอาหัวใจของเรื่องราวเคลื่อนจากแคว้นต้าโจวมาเป่ยถัง”

หยวนชิงหลิงได้ฟังคำพูดของฟางหวู นึกเชื่อมโยงก่อนหลังขึ้นมา มีความน่าเชื่อถือมากจริงๆ

“ลิงเป็นผู้เดียวที่ให้ความอบอุ่นแก่เขาหลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิต เขาวางไม่ลง” ฟางหวูถอนหายใจเบาๆ ชำเลืองมองหยวนชิงหลิง “ฉันกับเขาประสบเคราะห์กรรมเหมือนกัน ฉันก็มีคนที่วางไม่ลง ต้องการยาชนิดนี้ แต่ฉันรู้ว่าทำให้คุณหวั่นไหวไม่ได้ แม้ว่าคุณเองจะประสบกับความยากลำบากใหญ่หลวงเหมือนกัน ก็กลัวเพียงว่าคุณก็จะไม่เปลี่ยนใจ”

นางพูดจนเศร้าโศก แต่กลับยิ้มเจื่อนๆ “อันที่จริงแม้ว่าฉันจะได้ยาชนิดนั้นมาจริงๆ ฉันก็ส่งกลับไปไม่ได้ ก็ช่างเถอะ คุณพูดถูก การเกิดและตายจาก เดิมทีก็เป็นเรื่องทั่วไปของคน จะเพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเองไม่สนใจส่วนรวมได้ยังไง? ไม่กี่ปีมานี้ที่ฉันอยู่เป่ยถัง มองเรื่องราวของโลกอย่างทะลุปรุโปร่ง เดิมทีก็เข้าใจอยู่ แต่ว่าความดึงดันที่ลึกซึ้ง ฉันก็วางไม่ลง”

หยวนชิงหลิงไม่เคยเห็นฟางหวูเศร้าโศกเจ็บปวดขนาดนี้มาก่อน เธอไม่รู้ว่าจะปลอบใจยังไง แต่ก็เป็นเหมือนที่ฟางหวูกล่าว นางไม่สามารถเปลี่ยนใจได้ แม้ว่าตัวนางเองจะประสบกับภัยพิบัติใหญ่

จากลากับฟางหวู ตลอดทางที่นั่งรถกลับไป หยวนชิงหลิงล้วนนิ่งเงียบ ยืนยันได้แล้วว่าหงเย่ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อแคว้นต้าโจวหรือแม้แต่อาณาเขตประเทศของเป่ยถัง ก็ไม่ได้ทําให้เธอโล่งใจ

เพราะว่าความปรารถนาที่ไม่ได้มาจะทำให้คนคลุ้มคลั่ง หงเย่มีความยึดติดกับลิงล้ำลึกขนาดนี้ หากรู้ว่าการค้นคว้าวิจัยทุกอย่างถูกนางทำลาย ใครจะรับรองได้ว่าเขาจะไม่คลุ้มคลั่งลุกขึ้นมาทำลายทุกอย่างล่ะ?

ตอนกลางคืน พวกเขาสามีภรรยาพาเจ้าแฝดเข้านอน เจ้าแฝดเข้านอนอย่างรวดเร็วนานแล้ว ก่อนหน้าที่จะนอนได้หยดยาหยอดตาให้พวกเขาแล้ว เส้นสีแดงเลือดจางไปหน่อยแล้ว ก่อนหน้าที่เจ้าแฝดจะนอน มือน้อยๆดังแขนเสื้อของหยวนชิงหลิงไว้ หลังจากนอนแล้วก็ไม่ได้ปล่อยทันที นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ในสมองน้อยๆของพวกเจ้าแอบซ่อนศักยภาพไว้มากมายเพียงไรกันแน่? เป็นพวกเจ้าที่ช่วยแม่ไว้ ใช่หรือไม่?” หยวนชิงหลิงลูบใบหน้าน้อยๆ กล่าวพึมพำ

หยู่เหวินเห้ากอดนางจากทางด้านหลัง เอ่ยถามด้วยความกังวล: “ลูกๆจะมีอันตรายหรือไม่?”

“ดูจากตอนนี้ไม่มี แต่เจ้าแฝดจำเป็นต้องอบรมสั่งสอนให้ดี มั่นใจว่าพวกเขาจะมีแนวคิดแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้อย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะทำให้เป่ยถังเกิดหายนะ”

หยู่เหวินเห้าดึงให้นางนั่งลง สีหน้าจริงจัง ราวกับว่าได้ผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วรอบหนึ่ง กล่าวต่อหยวนชิงหลิง: “รอให้สถานการณ์ของหนานเจียงสงบแล้ว ข้าอยากปลูกฝังคนผู้หนึ่ง”

หยวนชิงหลิงกล่าว: “ตอนนี้ไม่ใช่ว่าท่านเริ่มปลูกฝังคนกลุ่มหนึ่งแล้วหรือ? ข้าจำได้ก่อนหน้านี้ท่านเคยพูด”

“ไม่ ไม่ใช่กลุ่มคน ข้าอยากปลูกฝังฮ่องเต้ในอนาคตของเป่ยถังผู้หนึ่ง”

หยวนชิงหลิงสีหน้างงงัน “ฮ่องเต้? ทำไม?”

หยู่เหวินเห้ากล่าวอย่างระมัดระวังรอบคอบ: “จากเรื่องของเจ้าแฝด ทำให้ข้าเกิดความคิดนี้ขึ้นอย่างฉับพลัน ยังไม่ได้วิเคราะห์อย่างหนักแน่น แต่ข้าคาดว่าจะต้องไปทำจริงๆ ยายหยวน มีปัญหาหนึ่งเจ้าเคยคิดหรือไม่? หากว่าข้าเป็นฮ่องเต้ เช่นนั้นสุดท้ายลูกๆของพวกเราต้องมีคนหนึ่งที่เป็นฮ่องเต้ ตอนนี้ดูว่าเป็นซาลาเปา แต่ว่า ลูกชายทั้งห้าคนล้วนมีฝีมือความสามารถ หากว่าพวกเขามีหนึ่งในนั้นอยากจะได้ตำแหน่งฮ่องเต้ของซาลาเปาล่ะ?”

ทำไมหยวนชิงหลิงจะไม่เคยคิดถึงปัญหานี้? พวกเขาพี่น้องไม่กี่คนก็เคยรบราฆ่าฟันกันไปข้างหนึ่งเพราะตำแหน่งฮ่องเต้ แม้ว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าสถานการณ์โดยรวมจะกำหนดออกมาแล้ว แต่พี่ใหญ่ก็ยังพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า พี่สี่ความคิดไม่แน่นอน เรื่องพี่น้องปัดแข้งปัดขากันเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หากว่าอนาคตลูกชายทั้งห้าของนางเพื่อตำแหน่งฮ่องเต้แล้วไม่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง นางยอมตายก็ไม่ยอมเห็นด้วยตาของตัวเอง

“อนาคตพวกเขาจะมีกลยุทธ์ที่โดดเด่นปราดเปรื่องหรือไม่ ข้าไม่กล้าพูด แต่ฝีมือความสามารถต้องมีเป็นแน่ โดยเฉพาะเจ้าแฝด วันนี้พวกเขาสามารถรับรู้ได้ถึงความอันตรายของเจ้ากระทั่งช่วยเจ้าโดยกั้นจากกลางอากาศ เรื่องเหล่านี้ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ชั่งทำให้ตกตะลึงเกินไปแล้ว ยายหยวน ข้าไม่สามารถเสี่ยงได้ ไม่สามารถเอาชีวิตของลูกชายและอนาคตของเป่ยถังมาเสี่ยงได้ ฮ่องเต้นี้ ข้าไม่ได้เป็นก็ได้”

หยวนชิงหลิงกล่าวเบาๆ: “แต่ว่า เสด็จพ่อต้องไม่เห็นด้วยแน่”

“ไม่พูดกับเขาก่อน ข้าจะสังเกตการณ์เป็นการส่วนตัว ดูว่าใครมีความสามารถเป็นฮ่องเต้ได้”

หยู่เหวินเห้าคิดแล้วคิดอีก “ตอนนี้น้องสิบยังเล็ก ยากที่จะพูด พี่ใหญ่กับพี่รองล้วนไม่ได้ พี่ใหญ่มีความเห็นแก่ตัวอย่างหนัก ไม่มีความรับผิดชอบ พี่รองตัดสินใจไม่เฉียบขาดและความคิดไม่ได้อยู่ที่ราชสำนัก ตอนนี้ยากที่จะมุมานะบากบั่นก็เป็นเพราะท่านพี่สะใภ้รองควบคุม พี่สามไม่ต้องพูดแล้ว เขาอยู่ในกองทัพคุ้นชินแล้ว นิสัยไม่ชอบพิธีรีตองไม่รับการถูกบังคับ น้องเจ็ดก็ไม่ได้ น้องเจ็ดทำงานด้วยความรู้สึกไม่มองการณ์ไกล น้องแปดไม่ต้องเอ่ย”

“ดังนั้น เป็นพี่สี่กับน้องหกและน้องเก้า? ท่านคิดจะเลือกหนึ่งคนในพวกเขาทั้งสามออกมา?” หยวนชิงหลิงเอ่ยถาม