บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 1001 ใกล้จะเดินทางกลับ

sprite

หยู่เหวินเห้าครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เอ่ยขึ้นว่า “พี่สี่แผนการลึกล้ำ ฝีมือโหดเหี้ยม แต่ถ้าพูดถึงความสามารถในการบริหารประเทศ กลับเอาชนะคนอื่นๆได้ น้องหกนั้นมีความสามารถที่ซ่อนอยู่ แต่ก่อนหน้านี้ได้ถูกโรคร้ายรุมเร้าทำให้เสียเวลา ถ้าหากสามารถฝึกฝนอีกสักหน่อย เมื่อได้รับการฝึกฝนจนถึงที่สุดแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะสำเร็จก็ได้ ส่วนน้องเก้า ตอนนี้ดูแล้วยังไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก”

เขามองหยวนชิงหลิง สายตามีแววกังวลอยู่บ้างเล็กน้อย “เจ้าจะเห็นด้วยกับความคิดนี้ของข้าหรือไม่”

“การตัดสินใจของท่าน ข้าล้วนเห็นด้วย”หยวนชิงหลิงนั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เห็นด้วยที่สุด

“แต่ว่าเดิมทีเจ้าสามารถเป็นฮองเฮา ฮองเฮาหยวนซึ่งเป็นมารดาของคนทั้งแผ่นดินเชียวนะ”เขาผ่อนลมหายใจหนึ่งเฮือก ดวงตาตื้นตัน

หยวนชิงหลิงอิงแอบอยู่ข้างกายเขา ริมฝีปากโค้งขึ้น “เมื่อเทียบกับการเป็นฮองเฮาแล้ว ข้าหวังมากกว่าว่าจะได้ทำหน้าที่เป็นภรรยาและแม่อย่างสุดความสามารถ”

หยู่เหวินเห้าโอบนางเอาไว้ในอ้อมอก “เป็นกำลังใจให้กันและกัน”

สองคนนอนลงไป หยู่เหวินเห้ามองไปรอบๆห้อง ในห้องนั้นตกแต่งเรียบง่ายมาก โต๊ะหนังสือ ชั้นวางหนังสือ คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้าในตู้เสื้อผ้าเขาเคยดูหมดแล้ว ล้วนเป็นเสื้อผ้าของที่นี่ บนหัวเตียงยังมีรูปถ่ายของนาง

ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของนาง ทันใดนั้นเขาก็พูดขึ้นว่า “ถ้าหากมีวันหนึ่ง หาคนที่จะมารับช่วงต่อได้แล้ว พวกเรากลับมาใช้ชีวิตที่นี่”

“จริงหรือ”หยวนชิงหลิงเงยหน้าขึ้นมองเขา รู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง “ท่านยินดีจริงหรือ”

“เจ้าอยู่ที่นี่มีความสุขมาก สิ่งที่ทำให้เจ้ามีความสุขข้าล้วนพยายามจะทำให้”หยู่เหวินเห้าหอมที่หน้าผากของนางหนึ่งที สายตาเต็มไปด้วยความรัก

หยวนชิงหลิงโอบกอดลำคอของเขาเอาไว้ จูบคืนเขาอย่างหนักหน่วงทีหนึ่ง แม้จะรู้ว่าความฝันนี้ยังอีกยาวไกล แต่เขามีน้ำใจในส่วนนี้ ช่างทำให้นางรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

ทุกคนต่างก็มีพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง เขาอยู่ที่มีความไม่คุ้นชินมากมาย และไม่มีสถานะที่สูงศักดิ์ ได้แต่เป็นประชาชนคนธรรมดาเท่านั้น แต่ยินดีจะเดินทางมาใช้ชีวิตและปักหลักอยู่ที่นี่อย่างคนธรรมดาในห้วงเวลานี้เพื่อนาง น้ำใจนี้ทำให้นางรู้สึกซาบซึ้งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

ในใจของหยู่เหวินเห้านั้นมีการคิดและชั่งน้ำหนัก ที่นั่นไม่ว่าอย่างไรก็อยู่ในศูนย์กลางของอำนาจ ขอเพียงมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดเรื่องที่เขาเป็นกังวลอยู่แม้เพียงน้อยนิด เขาก็ต้องป้องกันและกำจัดให้หมดสิ้น

ถ้าหากลูกๆกลับมาที่นี่ พวกเขาสามารถเรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่นการเป็นดอกเตอร์เหมือนยายหยวน ทำคุณประโยชน์ให้ประชาชน ย่อมดีกว่าการต้องพัวพันอยู่กับอำนาจ

ความปรารถนาในอำนาจทำให้คนดูโหดเหี้ยมน่ากลัว

“เมื่อคืนเจ้าพูดคุยกับท่านแม่ยายทั้งคืน คุยกันเรื่องอะไรบ้าง”หยู่เหวินเห้าใช้ริมฝีปากของเขาแนบไปที่ระหว่างแก้มและใบหูของนาง ถามขึ้น

“พูดถึงเรื่องทั้งหมดของข้าตอนที่อยู่เป่ยถัง นางอยากรู้เรื่องเป่ยถังมาก”

“ก็หวังว่าพวกเขาจะได้ไปสักครั้ง ถ้าหากไปได้ ข้าจะต้อนรับขับสู้อย่างดี จะไม่ให้พวกเขารู้สึกไม่สบาย ไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย หวังว่าพวกเขาจะได้เห็นสถานที่ที่เจ้าใช้ชีวิตกับตาตนเอง สามารถอยู่ด้วยกันนานสักหน่อย สามารถพูดคุยในสิ่งที่ยังพูดไม่หมดในการพบกันอย่างกะทันหันในครั้งนี้ ”หยู่เหวินเห้าพูด

หยวนชิงหลิงไหนเลยจะไม่คิด ถ้าหากไขความลับของทะเลสาบจิ้งได้ ความฝันนี้ก็คงจะไม่ไกลเกินไปจริงๆ

ทั้งสองกอดกันนอนหลับ เสียงลมหายใจของลูกๆส่งผ่านมา นี่เป็นการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขทั้งชีวิตในยุคนี้

เช้าของวันรุ่งขึ้น เดิมทีคิดว่าจะพาหยู่เหวินเห้าไปเปิดหูเปิดตากับวัฒนธรรมติ่มซำของที่นี่ กินของว่างในยุคสมัยนี้ แต่ว่าสถานที่แห่งนั้นคึกคักเกินไป ไม่อยากเสียเวลาที่จะได้นั่งพูดคุยกัน

ฉะนั้นจึงได้ให้พี่ชายจองของหยวนชิงหลิงออกไปซื้อของว่างกลับมา พี่ชายของหยวนชิงหลิงยังรวดไปรับฟางหวูมาด้วย บอกว่าประเดี๋ยวจะถ่ายรูปครอบครัว ให้ฟางหวูช่วยถ่ายรูป

ก่อนหน้านี้ไทเฮาเคยบอกว่า เมื่อใกล้ถึงเวลาก่อนจะกลับสองชั่วยาม สายเชือกเตาปาจะปรากฏขึ้น แต่ดีที่ตอนนี้สายเชือกเตาปายังไม่ปรากฏออกมา หรือพูดอีกอย่าง ภายในเวลาสองชั่วยามนี้ยังสามารถคุยกันดีๆ และกินข้าวร่วมกันได้

ผ่านไปเช่นนี้สามวัน ช่างฉุกละหุกมาก วันที่มีเวลาอยู่ด้วยกันทั้งวันจริงๆมีแค่เมื่อวานเท่านั้น

หยู่เหวินเห้าพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้บรรยากาศดูเศร้าใจเกินไป ชมของว่างของที่นี่ไม่ขาดปาก เขารู้สึกอร่อยจริงๆ ในเป่ยถังก็มีของว่างมากมาย แต่ว่าเทียบกับของที่นี่ไม่ได้เลย

และค้นพบว่าชีวิตของที่นี่นั้นสะดวกสบายมาก อยากจะรู้อะไรก็ตาม แค่เปิดมือถือขึ้นมาก็ได้แล้ว ยังสามารถใช้มือถือในการซื้อของและพูดคุยกัน เหล่านี้เขาไม่เคยแม้แต่จะคิดมาก่อน ช่างเป็นเรื่องที่มีแต่เทพยดาเท่านั้นที่จะทำได้

ฉะนั้น ระหว่างที่เขากิน ก็ถามหยวนชิงหลิงขึ้นมาว่า “ที่นี่ของพวกเจ้าเจริญรุ่งเรืองได้อย่างร้ายกาจเช่นนี้ มีเทพคอยช่วยเหลือหรือ”

“ไม่ใช่เทพ แต่เป็นความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์”พี่ชายของหยวนชิงหลิงหัวเราะพลางอธิบาย

ความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่าวิทยาศาสตร์ของหยู่เหวินเห้านั้นยังค่อนข้างคลุมเครือ ถามขึ้นอย่างมึนงงว่า “วิทยาศาสตร์เป็นเทพหรือ”

ทันใดนั้นหยวนชิงหลิงก็นึกถึงตอนครั้งแรกที่พบกับฟางหวู ตอนนั้นนางยังเป็นเจ้าอาวาส เคยบอกว่าจุดสิ้นสุดของวิทยาศาสตร์อาจจะเป็นเทววิทยาก็ได้ ตอนนั้นนางไม่สามารถยอมรับแนวคิดเช่นนี้ได้เลย เป็นคนที่คลุกคลีอยู่กับเรื่องวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เล็ก และเติบโตมาในยุคที่เทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนคิดว่าเป็นไปตามจังหวะและขั้นตอน

แต่เป็นคนโบราณอย่างพวกเจ้าห้า ไม่เคยได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้มาก่อน การเจริญเติบโตของเทคโนโลยี แต่สำหรับเขาแล้วมันน่าตื่นตกใจเหมือนกันเทววิทยา

ก็เหมือนกับความสามารถอันแปลกประหลาดของไทเฮาหลงเหล่านั้น บางทีในยุคสมัยข้างหน้า ก็เป็นสิ่งที่พบเจอกันได้ทั่วไป แต่สำหรับนางแล้ว ยังคงน่าตื่นตกใจมากอยู่ดี กระทั่งเกิดความคิดที่น่าตื่นตะลึงว่าเจ้าเป็นเทพหรือไม่

เวลาล่วงเลยมานานแล้วได้ยินคำนี้ นึกถึงคำพูดของฟางหวู ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ

ฟางหวูก็ยิ้มมองนางแวบหนึ่ง “เรื่องราวบนโลกล้วนน่าพิศวง ไม่ใช่หรือ”

หยวนชิงหลิงเอ่ยจากใจว่า “จริง”

ศาสตราจารย์หยวนชงชา ชาผูเอ๋อเปลือกส้ม กลิ่นหอมของส้มลอยมาเข้าจมูก หยู่เหวินเห้าไม่เคยดื่มชาเช่นนี้มาก่อน รู้สึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง ดื่มลงไปแก้วหนึ่ง ดับกระหายและรู้สึกผ่อนคลายมาก

หลังจากที่พี่ชายของหยวนชิงหลิงกินเสร็จแล้วก็ไปเอาของออกมาจากห้องหลายถุง บอกว่า “นี่เป็นของที่ให้พวกท่านเอากลับไป เป็นพวกขนมของกินเล่น เสื้อผ้าของเด็กๆบางส่วน ยังมีบุหรี่กับเหล้าที่มอบให้กับไท่ซ่างหวง ยังมีซิการ์หนึ่งกล่อง

หลิงเอ๋อน้องเคยบอกว่าร่างกายของไท่ซ่างหวงไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ห้ามดื่มเหล้าสูบบุหรี่ แต่ลองชิมดูสักคำ ให้เขาได้ลองลิ้มรสชาติดูก็พอ ที่เหลือก็มอบให้เพื่อนรักอีกสองคนของเขาโสวฝู่กับเซียวเหยากง ส่วนฮ่องเต้พี่ให้ฝากไวน์แดงไปให้หนึ่งขวด”

มองดูสิ่งของที่มีอยู่หลายถุง ดวงตาของหยู่เหวินเห้าก็เบิกกว้าง “ของมากมายขนาดนี้จะแบกกลับไปได้อย่างไร ไม่ต้องเอาของมากมายขนาดนี้ ซื้อชานมไข่มุกไม่กี่แล้วกลับไปก็พอแล้ว”

ผู้ใหญ่สองคนต้องพาเด็กๆกลับไปอีกตั้งหลายคน แบกไม่ไหวแน่

“พวกเราแบก พวกเราแบก”พวกเด็กๆต่างก็รีบเข้าไปปกป้องของเอาไว้ ข้างในมีขนมสองถุงใหญ่เป็นของพวกเขา อย่าเห็นว่าอายุน้อยๆ แบกแล้วก็ไม่ได้เหนื่อยสักเท่าไหร่

มองดูพวกเด็กๆที่ดูหวงของกิน ทุกคนต่างก็หัวเราะขึ้นมา

คุณแม่ของหยวนชิงหลิงอุ้มเซเว่นอัพ วางไว้บนหัวเข่า ดวงตามีแววรื้นขึ้นมาบ้างแล้ว “เด็กดีเอ๋ย จากลากับยายครั้งนี้ จะได้พบหน้ากันอีกเมื่อไหร่”

เซเว่นอัพมองคุณแม่ของหยวนชิงหลิงนิ่งๆ มุมปากพ่นฟองน้ำลายออกมา เล่นซนเช่นนี้จะไม่ค่อยได้เห็น แต่ก่อนนั้นนิ่งสงบดุจพระพุทธรูป

ใบหน้าเล็กๆ ราวกับคนตัวเล็กๆที่ทำมาจากเซรามิก ไหนเลยจะเคยเห็นเด็กน้อยที่น่ามองเช่นนี้ เป็นหลานชายของพวกเขาเอง ช่างน่าภูมิใจเสียจริง เสียดายที่ไม่สามารถพาออกไปโอ้อวดได้ ไม่เช่นนั้นคงทำให้คนรอบข้างอิจฉาตายแน่

หัวใจของคุณแม่ของหยวนชิงหลิงทรมานมาก ไม่กล้าแสดงออกมาสักเท่าไหร่ เกรงว่าประเดี๋ยวจะทำให้ทุกคนเสียอารมณ์กันไปหมด

พวกเด็กๆวางสิ่งของลง ไปกอดคุณยายเอาไว้ เอ่ยอย่างใส่ใจว่า “คุณยาย พวกเขาไม่มา พวกเราอย่างไรก็มา พวกเราจะคอยอยู่เป็นเพื่อนท่านกับคุณตาเอง”

ได้ยินพวกเขาพูดขึ้นมา หยวนชิงหลิงเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้อย่างกะทันหันถามว่า “ใช่แล้ว เด็กคนนั้นเล่า”

เด็กคนนั้นที่ตอนพวกเด็กๆมาและใช้ความคิดในการควบคุมอยู่ตลอด ยังไม่เคยพบหน้ากันเลยสักครั้ง

“อยู่ในห้องใต้หลังคา ปิดมิดชิด ติดตั้งเครื่องทำความเย็นรักษาอุณหภูมิให้ต่ำเอาไว้”ศาสตราจารย์หยวนพูดและถามขึ้น

“ผมได้ยินมาว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กกำพร้า น่าสงสารจริงๆ”

“น่าสงสารจริงๆนั่นแหละ แล้วจะทำอย่างไรได้ เด็กในศูนย์เลี้ยงเด็กกำพร้าล้วนน่าสงสาร แม่กับพ่อของหนูได้บริจาคเงินก้อนหนึ่งไปให้

แต่เด็กข้างในนั้นทางที่ดีที่สุดคือมีคนมารับไปเลี้ยงดู มีชีวิตครอบครัวที่ปกติ หวังว่าจะมีคนสนใจพวกเขามากขึ้นสักหน่อย”คุณแม่ของหยวนชิงหลิงถอนหายใจเบาๆ