บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 102 ฝันกลับไปที่ห้องทดลอง

sprite

หยู่เหวินเห้าตะคอกตามหลังของหมอหลวงอย่างอารมณ์ไม่ดี “นางจะฟื้นเมื่อไหร่?”

“พระชายาเหนื่อยแล้ว บวกกับตกใจและเสียเลือด ให้นางนอนพักสักหน่อยเดี๋ยวก็ตื่นเอง” หมอหลวงพูดจบ ก็จากไปอย่างรวดเร็ว

“ผู้หญิงยุ่งยากชะมัด!” หยู่เหวินเห้าจ้องมองหยวนชิงหลิงที่สลบอยู่แวบหนึ่ง “บาดเจ็บแค่นี้ ยังมีหน้ามาสลบอีก”

สวีอีรู้สึกว่าท่านอ๋องจะใจร้ายไปหน่อย เขาคิดว่าพระชายามีความอดทนและแข็งแกร่งมากแล้ว อยู่ในจวนเจ้าพระยาถูกซ้อมไปรอบหนึ่ง หนีรอดออกไปแล้ว ยังลอดช่องหมามาช่วยแก้สถานการณ์ให้พวกเขาอีก

ผู้หญิงทั่วไปจะมีความห้าวหาญและกล้าหาญแบบนี้ที่ไหนกัน? เกรงว่าตอนที่ถูกจับไปที่จวนเจ้าพระยาก็คงเริ่มร้องไห้ ร้องไห้จนตายไปแล้ว

“งั้นข้าน้อยจะไปตามแม่นมมาดูแล ท่านอ๋องจะกลับไปที่กรมก่อนหรือไม่?” สวีอีถาม เกรงว่าท่านอ๋องอยู่ตรงนี้แล้วจะกระตุ้นความรู้สึกของพระชายาอีกครั้ง

“ไม่ต้องแล้ว ข้าจะอยู่เฝ้านางสักพัก เจ้าสั่งการลงไป ให้คนต้มโจ๊กหรือน้ำแกงเอาไว้ ให้นางทานตอนตื่น” หยู่เหวินเห้ากล่าว

“ขอรับ!” สวีอีตอบกลับแล้วออกไป

“ทังหยาง” หยู่เหวินเห้าหันกายไปมองเขา “เจ้ากลับไปที่กรม ไปจับตาดูอาการบาดเจ็บและการรักษาของเจ้าพระยาหุ้ยติ่ง ห้ามเกิดข้อพลาดเด็ดขาด อย่างน้องก่อนที่ฮ๋องเต้จะรู้เรื่องนี้อย่างเป็นกลาง เขาไม่สามารถที่จะเกิดเรื่อง ยังมีอีก จำเป็นต้องระบุหมอ ห้ามให้โสวฝู่ฉู่พามาตามอำเภอใจ ต่อให้เป็นหมอหลวง ก็ต้องถามความเห็นขอข้าก่อน”

“แล้วท่านอ๋องจะเข้าไปรายงานเรื่องนี้กับฮ่องเต้เมื่อไหร่?” ทังหยางกลัวจะเสียโอกาส

หยู่เหวินเห้ากล่าว “ไม่รีบ”

“อย่างไรก็ตาม กลัวเพียงว่าโสวฝู่ฉู่จะเข้าวังไปรับโทษก่อน หากเรื่องถูกถ่ายทอดออกมาจากปากของเขา เรื่องก็จะถูกเปลี่ยนแปลง”

หยู่เหวินเห้ายิ้มเยาะแล้วส่ายหัว “ไม่หรอก ฮ่องเต้รู้เรื่องที่ตระกูลฉู่ออกนอกลู่นอกทางนานแล้ว ลำบากใจที่ไม่มีหลักฐาน ไม่สะดวกในการจัดการ เกิดเรื่องของเจ้าพระยาหุ้ยติ่ง เสด็จพ่อต้องเอาเรื่องนี้ ไปตักเตือนตระกูลฉู่อย่างแน่นอน ดังนั้น จะไม่มีทางยอมให้ใครมาก่อความไม่สงบ”

ท่านอ๋องของเขาก็เป็นคนที่ละเอียดถี่ถ้วน ความคิดรอบคอบ ฉลาดเฉลียว ในบรรดาอ๋องทั้งหมด เขาเป็นคนที่โดดเด่นที่สุด ฮ่องเต้ก็น่าจะมองเห็น

หยู่เหวินเห้าคิดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าว “เพราะความรอบคอบ ยังไงเจ้าก็ไปหาท่านจิ้งเหยียนหน่อย”

เหลิ่งจิ้งเหยียน ตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์เป่ยถังมาเขาเป็นราชครูที่หนุ่มที่สุด มีพรสวรรค์ที่โดดเด่น เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ มักจะรับสั่งให้เขาเข้าวังมาเล่นหมากรุกพูดคุย มีคนพูดติดตลกว่าฮ่องเต้ห่างจากใต้เท้าเหลิ่งไม่ได้แม้แต่วันเดียว

“เข้าใจแล้ว!” ทังหยางหันหลังจากไป

ก็สั่งให้ทุกคนออกไป หยู่เหวินเห้านั่งอยู่ข้างเตียงมองดูใบหน้าของหยวนชิงหลิง บวมมากจริงๆด้วย เห็นได้ชัดว่าแก้มข้างหนึ่งสูงขึ้นมาอย่างมาก ผิวหน้าเต็มไปด้วยรอยแดง ดูเหมือนว่าเม็ดเลือดจะกระจายออกไป ดูแล้วน่ากลัวทีเดียว

ฝ่ามือนี้ คงตบจนหัวนางจะระเบิดแล้วมั้ง?

ผู้หญิงอย่างหยวนชิงหลิง สมควรที่จะโดนสั่งสอน อย่างไรก็ตาม นางก็คือพระชายาฉู่ สั่งสอนนางก็เท่ากับสั่งสอนเขา ความคับข้องใจนี้ จะปล่อยผ่านไปได้อย่างไร

ที่สำคัญเป็นคนของเขาที่เขาเองยังไม่เคยตบนาง แต่กลับถูกคนอื่นตบ?

ก็อดไม่ได้ที่จะโกรธขึ้นมาอีก

“ครั้งนี้กลัวแล้วใช่มั้ย? เกือบตายแล้วใช่มั้ย?” หยู่เหวินเห้ากล่าวอย่างเคืองๆ

ตอนนี้เรื่องได้ผ่านไปแล้ว คิดถึงยังรู้สึกกลัวเลย

ผู้หญิงคนนี้ใจกล้ามาก เจ้าพระยาหุ้ยติ่งเป็นคนยังไง? นางกลับกล้าที่จะวางหลุมพรางเขา?

“ช้าเร็วตายยังไงเจ้าเองยังไม่รู้เลย” หยู่เหวินเห้ากล่าวอย่างโมโห “ต่อไปก็ทำตัวดีๆหน่อย อย่าก่อเรื่องอะไรอีก ข้าไม่สามารถที่จะช่วยเจ้าตามล้างตามเช็ดไปได้ตลอดชีวิต”

หยู่เหวินเห้ารู้สึกว่าโลกนี้แปลกมาก

ก่อนที่จะแต่งงานกับหยวนชิงหลิง เขาคิดว่าตลอดชีวิตนี้เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมองนางมากกว่านี้ และจะไม่พูดจากับนางดีๆแม้แต่ประโยคเดียว แน่นอน เขาก็ไม่เคยใช้คำว่าตลอดชีวิตมาพูดถึงเขาสองคน

แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าเรื่องบางเรื่องกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างหยุดยั้งไม่ได้

ไม่รู้ว่าเพราะเรื่องราวมันเปลี่ยนไปหรือว่าเป็นคนที่เปลี่ยนไป

พูดถึงเรื่องเปลี่ยนแปลง เขาค่อยๆมองหยวนชิงหลิง มองออก นางมีความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการพูดจาการกระทำ ก็ไม่เหมือนตอนแรกแล้ว

จำได้ตอนที่เพิ่งจะแต่งงาน นางจะพยายามหาข้ออ้างมาหาเขา ไม่ใช่เอาเสื้อผ้ามาให้ก็จะเอาน้ำแกงมากให้ หรือไม่ก็ปักกระเป๋าเงินและอื่นๆ เขาไม่เคยที่จะสนใจเลย และเห็นได้ชัดในแววตาของนางทั้งโกรธแค้นทั้งเสียใจ แต่ตอนนั้นเขาไม่สนใจ ถึงขั้นรู้สึกสะใจด้วยซ้ำ

เพราะความรังเกียจ เพราะความเกลียดชัง ก็ชอบที่จะเห็นนางอับอายขายหน้า

จนกระทั่งหลังจากแต่งงานไปครึ่งปี ก็ค่อยๆเบื่อหน่ายกับกลอุบายที่ไร้สาระที่จะทำให้นางอับอายขายหน้า ไม่อยากจะเห็นหน้านางอีก หากไม่ใช่เพราะนางเข้าวังไปบอกกับไทเฮาว่าพวกเขายังไม่เคยมีสัมพันธ์กัน เกรงว่าถึงวันนี้ เขาทั้งสองก็คงยังไม่มีอะไรคุยกัน

เขาจำได้แล้ว การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นหลังจากที่มีสัมพันธ์กันแล้ว

ทันใดนั้นก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี หรือว่าเพราะความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาจริงๆ ดังนั้นจึงสามารถมองข้ามความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยของอีกฝ่ายได้?

หยวนชิงหลิงที่สลบอยู่ได้กลับไปที่ห้องทดลองอีกครั้ง

ตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ มองดูข้อความของวีแชทที่ออนไลน์อยู่ในคอม พ่อแม่ พี่สาว พี่ชายล้วนได้ส่งข้อความมาหานาง ไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากปกติ ยังคงกำชับนางให้รู้จักพักผ่อน อย่าเหนื่อยเกินไป

นางที่ฟุบอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ร้องหนักมาก

หลังจากร้องไห้ นางก็เดินรอบห้องทดลอง มองประตูที่ถูกปิดเอาไว้ มีตุ๊กตาหมีตัวเล็กห้อยอยู่ที่มือจับประตู วันเกิดปีที่แล้ว เธอพาหลานไปหนีบที่เครื่องหนีบตุ๊กตา เสียเงินไปห้าสิบหยวน จับได้เพียงตุ๊กตาหมีตัวเล็กตัวนี้เท่านั้น ซึ่งทำให้เด็กหญิงที่เหมือนนางฟ้าตัวน้อยดีอกดีใจเป็นอย่างมากจากนั้นจึงได้มอบตุ๊กตาให้นาง บอกว่ามันเป็นตุ๊กตานำโชค

นางถืออยู่มันในมือ ลูบมันไปมา ในใจนั้นทรมานมาก ชาตินี้คงไม่มีโอกาสเห็นหลานอีกแล้ว

นางจับลูกบิดประตูเอาไว้ บิดลูกบิด จนเกิดเสียง “แกระ” ดังขึ้น มีลมพัดผ่านเข้ามา

นางรู้สึกตื่นเต้นมาก ตอนเดินออกไปจะสามารถเจอกับคนอื่นๆในห้องทดลองหรือไม่? ยังเหมือนตอนที่นางมีชีวิตอยู่บนโลกนี้หรือไม่?

ในที่สุดนางก็เปิดประตูออกแล้ว ด้านนอกก็มืดสนิท มีเพียงแสงไฟทางเดินเท่านั้นที่ส่องแสงจางๆ