บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 103 ก็เพื่อเจ้าทั้งนั้น

sprite

นางก็ขี้เกียจขยับ หากทำให้เขาตื่นก็คงถูกซักไซ้อีกรอบ นางก็ไม่อยากจะอธิบายแล้ว

นางหลับตาลง ย้อนคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในความฝัน ในฝันไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆล้วนทำให้นางหวงแหนทั้งหมด

ทำไมต้องตื่นขึ้นมาด้วยล่ะ?

ข้อมูลตัวเลขเหล่านั้นของพี่ลิง เมื่อก่อนก็เคยดูตั้งหลายรอบ จริงอยู่มันมีผลจากฤทธิ์ยาด้วย แม้ไม่ดูภาพเคลื่อนสมอง แค่ดูการเคลื่อนไหวประจำวัน ก็รู้ว่ามันฉลาดขึ้นมาก ไม่อย่างนั้นก็คงไม่หนีออกไป จนถูกรถชนตาย

ทันใดนั้นนางก็คิดอย่างสงสัย พี่ลิงถูกรถชนตายแล้ว จะเกิดปรากฏการณ์เรื่องการเคลื่อนย้ายวิญญาณแล้วมาอยู่ที่นี่อย่างบังเอิญหรือไม่?

เฮ้ย คิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

หัวของใครบางคนนั้นหนักจริงๆ

นางเอียงหน้ามามองเขาอย่างละเอียด มีเพียงตอนเขาหลับเท่านั้นถึงจะกล้ามองเขา มันไม่ใช่เพราะนางมีความรู้สึก แต่เขานั้นเป็นคนหลงตัวเองมาก ถ้ามองเขามากกว่านี้ ก็จะคิดว่านางหลงรักเขา

พูดอย่างจริงจัง หน้าตาถือว่าไม่เลว

ลักษณะใบหน้าเกือบจะสมบูรณ์แบบ หากยืนกรานที่จะวิจารณ์ ก็คือใบหน้าค่อนข้างที่จะแข็งและเยือกเย็นเกินไป คนลักษณะนี้ต่อให้ยิ้ม ก็ทำให้คนรู้สึกเย็นชาได้

โดยเฉพาะตอนที่ลืมตาขึ้นมาทันที แสงเย็นชาในแววตาไม่จำเป็นต้องสร้างเลย กวาดมองมาราวกับสายฟ้าฟาด ก็เหมือนเช่นตอนนี้.........

นางตกใจจนสะดุ้ง “ท่าน.......ท่านตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

หยู่เหวินเห้าแววตาเรียบเฉย “ก็ตอนที่เจ้าจ้องมองข้าอย่างกำเริบเสิบสาน”

“ลุกขึ้น ท่านทับแขนของเข้าเอาไว้ แขนชาจนขาดเลือดแล้ว” หยวนชิงหลิงตบหัวเขาอย่างละอายใจ

หยู่เหวินเห้ายกหัวขึ้นให้นางดึงแขนกลับ บนเตียงมีหมอนแค่ใบเดียว ถูกนางยึดไปแล้ว เขาทำได้เพียงหนุนแขนของนาง

ก็แค่หนุนแขนเท่านั้นใจ ต้องใจแคบขนาดนี้เลยเหรอ?

“เมื่อกี้เจ้ามองอะไร?” หยู่เหวินเห้าถาม

“แค่ดูว่าแผลของเจ้าสมานกันดีหรือยัง อย่าเข้าใจผิดนะ” หยวนชิงหลิงรีบอธิบายให้ชัดเจน

เขาไม่เข้าใจผิด ตื่นขึ้นมาแล้วก็เห็นนางจ้องมองตัวเอง มันต้องเป็นสายตาที่วิเคราะห์เท่านั้น และไม่ใช่สายตาที่เต็มไปด้วยความรัก

“เข้าใจผิดอะไร? เจ้าคิดว่าข้าบ้าเหรอ ในเมืองหลวงทุกคนต่างก็รู้ เจ้าทำไมต้องรีบปฏิเสธด้วย?”

หยวนชิงหลิงถอนหายใจ นี่มันเป็นเคราะห์กรรมเดิมของนางแท้ๆ

“จะจัดการเจ้าพระยาหุ้ยติ่งยังไง?” หยวนชิงหลิงถาม

เมื่อกี้หยู่เหวินเห้าก็คิดถึงปัญหานี้เหมือนกัน ตอนที่มองหยวนชิงหลิงหลับสนิทนั้น ความคิดของเขาได้เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ข้าจะทูลเสด็จพ่อว่า เจ้าพระยาหุ้ยติ่งลักพาตัวบัณฑิตคนหนึ่ง”

หยวนชิงหลิงตกใจ “ทำไมต้องพูดแบบนี้? ทหารในจวนและคนอื่นๆต่างคนรู้ว่าคนที่เขาลักพาตัวก็คือข้า พระชายาฉู่”

ลักพาตัวปัญญาชน งั้นก็เท่ากับให้โอกาสเจ้าพระยาหุ้ยติ่งหลบเลี่ยงความผิดเหรอ? ลักพาตัวพระชายาของราชวงศ์อีกทั้งยังคิดมิดีมิร้ายต่อพระชายา นั่นมันคือโทษหนัก

ลักพาตัวปัญญาชน เขาสามารถแก้ต่างว่าเป็นความแค้นส่วนตัว เพียงแค่สั่งสอนปัญญาชนเล็กน้อย มากสุดฮ่องเต้ก็แค่ตักเตือน

หยู่เหวินเห้ามองนาง “ข้าได้สั่งให้กรมการพระนครเก็บเป็นความลับ สำหรับเจ้าพระยาหุ้ยติ่ง นอกจากเขาบ้าถึงจะพูดมันออกไป”

“ไม่ได้ พวกเราอุตส่าห์ลำบากกัน ข้าเกือบจะถูกเขา.......ฆ่าแล้ว เจ้าทำไมถึงปล่อยเขาไปง่ายๆแบบนี้ หยวนชิงหลิงกล่าวอย่างโกรธเคือง เรื่องที่เกิดขึ้นในจวนเจ้าพระยา ตอนนี้นางนึกขึ้นมายังกลัวเลย คนชั่วช้าแบบนี้จะปล่อยไปง่ายๆได้ยังไง? อีกอย่าง นี่มันเป็นโอกาสที่หายากมากด้วย อนาคตหากต้องการจะจับตัวเขามันก็จะยากมากขึ้นไปอีก

หยู่เหวินเห้าลุกขึ้น เงาที่สูงโปร่งส่องอยู่บนพื้น “ข้าได้ตัดสินใจไปแล้ว ไม่ต้องพูดอีก”

“ข้าคัดค้าน!” หยวนชิงหลิงวิ่งไปจับแขนของเขาด้วยความโมโห “ข้าเกือบจะตายแล้ว ท่านกลับจะปล่อยเขา? ข้าไม่เห็นด้วย หากท่านไม่รายงานเสด็จพ่อตามจริง ข้าก็จะเข้าวังไปรายงานเสด็จพ่อด้วยตัวเอง”

“เด็กๆ!” หยู่เหวินเห้าตะโกนด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง

แม่นมฉีได้เดินเข้ามาจากข้างนอก “เชิญท่านอ๋องรับสั่ง”

“จับตามองพระชายาเอาไว้ ห้ามให้นางออกไปนอกจวนแม้แต่ก้าวเดียว” หยู่เหวินเห้าสั่งการอย่างเย็นชา

แม่นมฉีนิ่งไปสักพัก “นี่มัน.........”

“ทำไม? คำสั่งของข้าเจ้าก็สงสัยด้วย?” หยู่เหวินเห้าหันมากวาดมอง ราวกับสายฟ้าฟาด

แม่นมฉีรีบก้มหน้า “ไม่กล้า”

หยวนชิงหลิงโกรธจนปากสั่น “หยู่เหวินเห้า เจ้ากลัวตระกูลฉู่ใช่มั้ย หรือว่าเจ้าเห็นแก่หน้าของฉู่หมิงชุ่ยก็เลยปล่อยคนตระกูลฉู่?”

หยู่เหวินเห้าสีหน้าหดหู่ “เจ้าอย่าไปดึงคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา”

หยวนชิงหลิงมองเขาอย่างผิดหวัง ข้าเดาถูกแล้ว เจ้าเห็นแต่ฉู่หมิงชุ่ย ไม่อยากสร้างความแค้นกับตระกูลฉู่ ข้ามองท่านผิดไปแล้วจริงๆ ข้านึกว่าไม่ว่ายังไงท่านก็เป็นคนฉลาด รู้จักหลบหลีกภัยร้าย วันนี้เจ้าปล่อยเจ้าพระยาหุ้ยติ่ง วันข้างหน้าต้องมีวันที่เจ้าจะต้องเสียน้ำตา

หยูเหวินเห้าเหวี่ยงแขนเสื้ออย่างโกรธเคือง “ไร้เหตุผล!” พูดจบ เขาก็จากไปอย่างเย็นชา

หยวนชิงหลิงมองดูแผ่นหลังของเขา ในใจนั้นโกรธมาก นางได้เอาชื่อเสียงกับชีวิตนี้ไปเสี่ยงแลกโอกาสนี้มา เขากลับเพราะผู้หญิงคนหนึ่งจึงยอมทิ้งโอกาสไปง่ายๆ ไม่เท่ากับนางทุกข์ทรมานไปโดยเปล่าหรอกรึ?

แม่นมฉีถอนหายใจเบาๆ “พระชายาท่านก็อย่าโกรธเลย ท่านอ๋องก็เพราะคิดแทนท่าน”

“เพื่อข้า?” หยวนชิงหลิงยิ้มเยาะ “หากเพื่อข้า ก็ต้องรายงานตามจริง”

แม่นมฉีกล่าว ชื่อเสียงของผู้หญิงนั้นใหญ่กว่าฟ้า พระชายาตกอยู่ในกำมือของเจ้าพระยาหุ้ยติ่ง เจ้าพระยาหุ้ยติ่งเป็นคนแบบไหน ข้างนอกใครๆก็รู้? เมื่อถึงเวลาชื่อเสียงของพระชายาจะพังทลายไปทั้งหมด จนไม่สามารถเป็นคนได้ คำพูดนั้นมันสามารถทำร้ายจิตใจของคนได้นานจริงๆ

หยวนชิงหลิงตกใจ “ชื่อเสียงของข้าข้ายังไม่สนใจ เขาจะสนใจทำไม?”

“เห็นอยู่ว่าท่านอ๋องนั้นใส่ใจพระชายา”

หยวนชิงหลิงนั้นไม่ได้คิดถึงปัญหาข้อนี้เลย อย่างไรก็ตามหากบอกว่าใส่ใจชื่อเสียง คงจะใส่ใจชื่อเสียงของตัวเองละมั้ง หากให้คนอื่นรู้ว่าภรรยาของตัวเอง.......ก็ไม่ถูก ยังไงเขาก็เกลียดนาง ไม่แน่ไม่รู้ว่าวันไหนจู่ๆก็หย่ากับนาง เรื่องนี้มีผลต่อชื่อเสียงของเขาไม่มาก

สูญเสียชื่อเสียงนิดหน่อยก็สามารถกำจัดคนชั่วหนึ่งคน เขาจะน่าประเมินเป็น คนอย่างเขาเจ้าเล่ห์จะตาย

เพื่อนางที่ไหนกันเล่า?

“หากท่านอ๋องไม่ให้ความสำคัญพระชายา ตอนที่พระชายานอนสลบทำไมถึงอยู่เฝ้าไม่ห่างละ?” แม่นมฉีกล่าวต่อเนื่อง

หยวนชิงหลิงไม่สบายใจ “เมื่อพูดเช่นนี้ งั้นข้าก็โทษเขาผิดไปละสิ?”

พระชายาโทษท่านอ๋องผิดไปแล้ว แม่นมฉีกล่าวอย่างมั่นใจ

หยวนชิงหลิงยื่นมือไปกุมขมับ นางมักจะทำเรื่องให้ยุ่งเสมอ

ทุกครั้งที่เห็นเรื่องกำลังจะไปในทิศทางที่ดี ก็มักจะเกิดเรื่องขึ้น

เวลาสายๆ หยวนชิงผิงมาที่จวน เห็นนางบาดเจ็บ หยวนชิงผิงแววตาสับสน