บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 135 เหตุใดต้องอธิบาย

sprite

เพียงครู่เดียวดวงตาของหยู่เหวินเห้าก็เบิกกว้างขึ้นมา กลมโตราวกับไข่มุกดำเม็ดโต

“เจ้าบอกว่า……เจ้ากับหยวนชิงหลิงเห็นสวีอีพาหญิงสาวสองคนออกไปงั้นหรือ?”

“ก็แน่นอนสิ พวกเราไม่ได้ตาบอดเสียหน่อย” กู้ซือตอบกลับอย่างไม่พอใจ

หยู่เหวินเห้าโพล่งคำว่า อ๋อ ออกมา “ดังนั้นนางเลยโกรธสินะ?”

แล้วทันใดนั้นความสุขก็ปรากฏขึ้นมาในแววตาของเขา

“ไม่ควรโกรธหรือไร?” กู้ซือกล่าวตักเตือนอีกครั้งด้วยความจริงจัง “ข้าจะบอกท่าน ที่จริงแล้วไม่ควรจะไปหาคนนอกสิ ฐานะของท่านเป็นถึงอะไร?สิ่งที่ต้องการในจวนไม่มีเลยหรือ?เหมาะแล้วหรือที่จะทำลายชื่อเสียงของตัวเองเช่นนี้?”

หยู่เหวินเห้าแสดงสีหน้าที่รับรู้ “ข้ารู้แล้ว จะไม่ให้มีคราวหน้าแน่นอน เจ้ากลับไปยังจวนอ๋องหวยก่อนเลย เย็นนี้ข้าจะไปรับนางด้วยตัวเอง”

“ใช่แล้ว ต้องไปรับ เมื่อวานนี้ตอนที่นางออกมาก็เอาแต่กวาดตามองไปรอบๆ แต่กลับไม่เห็นท่าน ไม่รู้ว่าจะผิดหวังขนาดไหน แล้วพอกลับถึงจวนก็เจอกับหญิงสาวสองคนนั้นอีก จะไม่ให้นางโกรธได้อย่างไร?”

หยู่เหวินเห้าอยู่ๆ ก็คิดว่าตัวเองสมควรตาย

ทั้งที่เมื่อวานเขาสามารถไปรับนาง แต่ก็เพราะทิฐิ

หลังจากที่กู้ซือให้คำเสนอแนะเสร็จแล้วก็เดินทางกลับทันที

เมื่อใกล้เวลาพลบค่ำ หยู่เหวินเห้าก็มาถึงจวนอ๋องหวยอย่างตรงเวลา

ในขณะที่หยวนชิงหลิงกำลังเพ่งมองอ๋องหวยทานยา อ๋องหวยให้ความร่วมมือ ยอมกินยาต่อหน้าหยวนชิงหลิง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แดกดัน : “วางใจได้แล้วสินะ?”

หยวนชิงหลิงหลับตาลง ไม่คิดจะเอาเรื่องกับคนป่วย

พอลุกขึ้นยืน ก็เห็นหยู่เหวินเห้าที่เดินเข้ามาแล้ว นางจึงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น แล้วยกถ้วยใบหนึ่งขึ้นหวังจะเดินออกไป

หยู่เหวินเห้ามองดูนาง แต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงแต่เดินเข้าไปพูดคุยกับอ๋องหวย

“ดีขึ้นบ้างหรือยัง?” หยู่เหวินเห้านั่งลงข้างเตียง

แล้วทันใดนั้นหางตาของเขาก็เห็นหยวนชิงหลิงกำลังสาวเท้าเข้ามาด้วยความเร็ว แล้วนำเอาผ้าปิดปากให้กับเขา “สวมไว้เสีย!”

หยู่เหวินเห้าคืนผ้าปิดปากให้กับนาง “ไม่สวม”

หยวนชิงหลิงจ้องเขา “สวมไว้”

หยู่เหวินเห้าส่ายหน้า “เช่นนั้นเจ้าจงบอกมาก่อนว่าโกรธอะไรข้า”

หยวนชิงหลิงข่มตาลงแล้วกล่าวด้วยเสียงที่เรียบเฉย : “ข้าไม่ได้โกรธอะไรท่านทั้งนั้น”

“เจ้าโกรธ” หยู่เหวินเห้ากล่าวหา

“ข้าไม่ได้โกรธ ท่านอ๋องคิดมากเกินไปแล้ว”

หยู่เหวินเห้าลุกขึ้นมาประจันหน้ากับนาง “เช่นนั้นเจ้าบอกข้ามา เหตุใดถึงไม่ให้ข้าลูบหน้าเด้วย?”

หยวนชิงหลิงรีบหันไปดูอ๋องหวยทันที อ๋องหวยนั้นกำลังตาเบิกกว้างด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง

นางเขินอายทันที “ท่านอย่าได้พูดจาเหลวไหลเช่นนี้มาส่งผลกระทบต่อคนป่วยของข้าที่นี่”

“น้องหกไม่ใช่คนอื่นเสียหน่อย” หยู่เหวินเห้ามองดูใบหน้าที่แข็งกระด้างของนาง มันทำให้เขาเกลียดจนอยากจะกัดมันเสีย และนั่นทำให้วันนี้เขาคิดมาทั้งวันเลย “เจ้าโกรธนั่นแหละ แล้วยังจะไม่ยอมรับอีก?”

หยวนชิงหลิงหันหลังออกไป “ท่านจะสวมไม่สวมก็เรื่องของท่าน”

หยู่เหวินเห้าตามไป แล้วเอื้อมมือไปฉุดไหล่นางเอาไว้ “อยากจะไปก็คุยกันให้รู้เรื่องเสียก่อน เจ้าจงบอกมาเหตุใดถึงต้องโกรธด้วย?เจ้าไม่แม้แต่จะมอบโอกาสให้ข้าได้ชี้แจงด้วยซ้ำ เช่นนี้มันไม่ยุติธรรมกับข้าเลย”

“ชี้แจง?” หยวนชิงหลิงวางถ้วยลงบนโต๊ะอย่างรุนแรง แล้วถลึงตากว้างด้วยความโกรธ “ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็อยากจะฟังท่านชี้แจง ท่านให้สวีอีไปหาหญิงสาวสองคนมาที่จวนเพื่อดับไฟ ข้านั้นไม่ค่อยเข้าใจกับคำว่าดับไฟสองคำนี้สักเท่าไหร่ ท่านอ๋องพอจะอธิบายให้ข้าได้หรือไม่ว่าสิ่งใดกันที่เรียกว่าดับไฟ?”

หยู่เหวินเห้าพยักหน้าแล้วตอบกลับอย่างจริงจัง : “ได้สิ ข้าจะอธิบายกับเจ้าในเชิงปฏิบัติ”

“ไร้ยางอาย!” หยวนชิงหลิงเดือดหนัก

หยู่เหวินเห้าเดินเข้าไปใกล้ ด้วยแววตาที่ร้อนแผ่ว “เพราะว่าเรื่องนี้ เมื่อวานนี้เจ้าจึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจข้างั้นหรือ?เจ้าไม่รู้เรื่องราวที่แท้จริง ซ้ำยังไม่ถามสักคำ เจ้าช่างไร้เหตุผล!”

อ๋องหวยเคาะเตียงอย่างเบาๆ เพื่อประท้วง “พี่ห้า ข้าเป็นคนป่วย จะทะเลาะกันเชิญด้านนอกเถอะ”

หยู่เหวินเห้าหันไปยิ้มให้กับอ๋องหวย “พรุ่งนี้ท่านพี่จะกลับมาเยี่ยมเจ้า”

พูดจบ เขาก็ดึงแขนหยวนชิงหลิง “ไปเถอะ ข้าจะอธิบายให้เจ้าบนรถม้า”

“ปล่อยมือ!” หยวนชิงหลิงโมโหจนหน้าเขียว มือสกปรกนี้ สักวันนางจะฟันทิ้งเสีย

หยวนชิงหลิงถูกเขาลากไปขึ้นรถมา ท่ามกลางสายตาของคนจำนวนมาก

วันนี้คนขับรถม้าไม่ใช่สวีอี ตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อวานนี้ สวีอีก็อยู่ในช่วงการถูกพักงาน

“สรุปแล้วเจ้าจะให้โอกาสข้าอธิบายหรือไม่?” หยู่เหวินเห้าจ้องมองนางที่กำลังดิ้นรนด้วยใบหน้าแดงก่ำ

หยวนชิงหลิงตอบกลับ: “ท่านก็ปล่อยข้าก่อนสิ ไม่เช่นนั้นอะไรก็ไม่ต้องพูดทั้งนั้น ข้าไม่ฟัง”

หยู่เหวินเห้าปล่อยนางแล้วถามกลับอย่างจริงจัง “ในใจของเจ้า คิดว่าข้าเป็นเช่นนั้นงั้นหรือ?”

“ไม่ใช่ว่าใจของข้าคิดว่าท่านเป็นคนเช่นไร แต่เพราะข้าเห็นทุกอย่างกับตาตัวเอง” หยวนชิงหลิงตอบด้วยความเฉยชา

“เจ้าเห็นกับตาอะไรกัน?เจ้าก็เห็นเพียงแค่ในตอนที่สวีอีกำลังพาหญิงสองคนนั้นออกไป แล้วเรื่องก่อนหน้าที่สวีอีจะพาพวกนางไปเล่า?”

หยวนชิงหลิงหน้าซีดขาวทันที ก่อนจ้องเขา “ใช่สิ เรื่องก่อนหน้านั้นเล่า?แม้ข้าจะไม่ได้เห็นกับตา แต่ข้าก็ไม่ใช่คนโง่เขลา ข้าสามารถคิดเองได้”

“คิดอะไร?” เขาโน้มตัวเข้ามา ลมหายใจทั้งหมดรดลงไปข้างหน้า ราวกับว่าเขาต้องการที่จะกดนางลงไปบนพื้นรอง

หยวนชิงหลิงผลักเขา ได้แต่โกรธไปเขินอายไป “ข้าไม่อยากพูดเรื่องนี้อีก พวกเราแค่ทำตัวให้เหมือนกับแต่ก่อน ทางที่ดีที่สุดคือไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น ท่านหาโอกาสหย่าร้างกับข้าเสีย พวกเราแยกย้ายไปมีความสุข ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการจะดีกว่า”

เดิมทีมันควรจะเป็นเช่นนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้เป็นเพียงแค่เรื่องที่คาดไม่ถึงเท่านั้น พวกเขาอาจจะเป็นเพราะถูกบางอย่างทำให้เกิดความสับสนเท่านั้น

คนสองคนที่เคยเกลียดชังกัน คงต้องโดนมนต์สะกดถึงได้เป็นเช่นนี้ได้

มือของหยู่เหวินเห้าปล่อยนางอย่างช้าๆ “นี่คือสิ่งที่ใจต้องการจริงๆ เช่นนั้นหรือ?”

“ใช่!” หยวนชิงหลิงไม่แต่จะมองเขาแล้วพูดด้วยคำพูดที่แทงใจ : “นี่คือสิ่งที่ใจจริงของข้าต้องการ เรื่องที่เกิดในสวนดอกไม้ เรื่องราวที่เกิดบนรถม้า พอกลับไปคิดแล้วก็ราวกับว่าโดนผีผลักเสียอย่างนั้น ทั้งที่จริงแล้วมันไม่ควรที่จะเกิดขึ้น สิ่งนี้ผิดไปจากข้อตกลงเดิมของเรา”

เสียงเขาเริ่มเย็นชาลง “ข้อตกลงเดิมของพวกเราคืออะไร?”

“หาโอกาสให้ท่านหย่ากับข้า” นางตอกกลับ

เขาผิดหวังเป็นอย่างมาก ใจของเขาราวกับถูกน้ำเย็นราดใส่ ทั้งเยือกเย็นและเจ็บปวด

วันนี้ที่เขาดั้นด้นมาเพื่อที่จะอธิบายความจริง แต่ความจริงในใจของนางกลับคิดเช่นนี้ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่สวนดอกไม้เป็นเพราะผีผลักงั้นหรือ?ช่างน่าขันยิ่งนัก

เขายอมละทิ้งซึ่งทิฐิที่สูงค้ำหัว ละทิ้งเกียรติ แต่แท้จริงแล้วนางไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรเลย