บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 148 รับรู้ถึงความลำบากของเขา

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 148 รับรู้ถึงความลำบากของเขา ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 148 รับรู้ถึงความลำบากของเขา เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 148 รับรู้ถึงความลำบากของเขา บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 148 รับรู้ถึงความลำบากของเขา ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 148 รับรู้ถึงความลำบากของเขา

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 148 รับรู้ถึงความลำบากของเขา นวนิยาย

เขาหันมองไปยังทางอ๋องจี้ สีหน้าของเขาดูพึงพอใจอย่างมาก

การที่วันนี้โสวฝู่ฉู่จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เขาไม่รู้แปลกใจเลยแม้แต่น้อย

โสวฝู่ฉู่นั้นให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศอย่างมาก และคดีนี้ก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนอย่างแท้จริง การที่โสวฝู่ฉู่จะเร่งให้รีบทำการไขดคีโดยเร็วนั้นก็อยู่ในการคาดเดาของเขาเอาไว้แล้ว

แต่เบาะแสในตอนนี้มีเพียงคนบ้าคนหนึ่งพร้อมกับสนัขหนึ่งตัวเท่านั้น แล้วในตัวของคนบ้ากับสุนัขจะสามารถใช้หาเบาะสสำคัญในการไขคดีได้งั้นหรือ?

เห็นชัดอยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้

หลังจากเสร็จกิจ หยู่เหวินเห้าก็เดินทางกลับไปยังจวนก่อนแต่กลับพบว่าหยวนชิงหลิงได้สั่งให้คนลากนางไปยังจวนอ๋องหวยเรียบร้อยแล้ว เขาถึงกับต้องส่ายหน้าอย่างเอือมระอา อย่างที่คิดไว้เลยว่านางไม่มีทางยอมนอนเฉยๆ อย่างว่าง่ายได้หรอก

ทันทีที่กลับมายังที่ทำการกรมปกครองเมืองหลวง หยู่เหวินเห้าก็ได้แจ้งถึงจุดประสงค์ของฝ่าบาทว่าจะต้องทำการคลี่คลายคดีภายในเจ็ดวัน

สิ่งนั้นทำให้ทั้งที่ทำการกรมปกครองเมืองหลวงต่างส่งเสียงร้องครวญออกมา

หยู่เหวินเห้าทุบโต๊ะแล้วกล่าวด้วยความเดือดดาล : “ยังไม่รีบไปหาเบาะแสอีก?จงกลับไปไถ่ถามกับประชาชนบริเวณนั้นอีกครั้ง หรือไปตรวจดูว่าบริเวณใกล้เคียงมีอาวุธของฆาตกรหรือไม่ ?”

เมื่อท่านอ๋องโมโหเดือดขึ้นมา ทุกคนต่างไม่กล้าที่จะแย้ง ทั้งกรมพากันรีบทำงานจนวุ่นวายไปหมด

กระทั่งหลายวันหลังจากนั้น หยู่เหวินเห้าก็มักจะออกจากจวนไปตั้งแต่เช้าตรู่พอเวลาดึกดื่นถึงจะกลับ

ในตอนที่หยวนชิงหลิงยังไม่ตื่นนอน เขาก็ออกจากจวนไปแล้ว พอหลังจากหยวนชิงหลิงนอนหลับ เขาถึงจะกลับมา

หยวนชิงหลิงรู้ว่าเขากำลังยุ่งอยู่กับการไขคดี ซึ่งตัวเองก็ไม่อาจช่วยเหลือได้ จึงพยายามไม่สร้างความยุ่งยากให้กับเขาอีก

ส่วนบาดแผลของนางตอนนี้ค่อยๆ หายดี จนสามารถลุกขึ้นมาเดินไปแล้ว เพียงแต่ไม่สามารถใช้กำลังเยอะเท่านั้น

บางคราวนางก็หาเวลาเดินทางไปยังจวนเจ้าพระยาจิ้ง ซึ่งเป็นการแอบเดินทางไป ไม่ได้ทำการใหญ่โต เพราะเพียงกลับไปเยี่ยมฮูหยินใหญ่เท่านั้น พอมอบยาให้ฮูหยินใหญ่เรียบร้อยแล้ว นางก็เดินทางกลับทันทีโดยที่ผู้อื่นไม่ทันได้เข้าไปรบกวน

ทางด้านจวนอ๋องหวยช่วงนี้ก็นับว่าสงบเป็นอย่างมาก หลังจากที่หลู่เฟยได้ทำการสอบสวนทำให้หลายคนเกิดความตื่นตกใจ ซึ่งในจวนก็นับว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เลยทีเดียว เพราะคนที่น่าสงสัยทั้งหมด หลู่เฟยล้วนไล่ออกไปจนหมด

หยู่เหวินหลิงเดินทางกลับเข้าวังอีกครั้ง หลังจากที่เข้าไปแล้วกว่าจะได้ออกมาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ราวกับว่านางยังไม่ได้อภิเษกเสียอย่างนั้น

และพอในวันรุ่งขึ้นเจ้าหญิงโล่ผิงก็ตามมารวมตัวกับหยวนชิงหลิง โดยที่ความคับข้องใจที่เคยมาก่อนหน้านี้ก็มลายหายไปหมดแล้ว

หลังจากที่ทำการตรวจอาการอ๋องหวยเรียบร้อย นางก็มานั่งพูดคุยกับเจ้าหญิงโล่ผิงและหลู่เฟยในห้องโถง

เจ้าหญิงโล่ผิงกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง : “จริงด้วย การไขคดีพอจะมีวี่แววบ้างหรือยัง?วันนี้ก็วันที่หาแล้ว”

“วันที่ห้าอะไรกัน?” หยวนชิงหลิงถามด้วยความประหลาดใจ

เจ้าหญิงโล่ผิงถามกลับอย่างสงสัย : “เจ้าไม่ทราบหรอกหรือ?เสด็จพ่อกำหนดให้เจ้าห้าคลี่คลายคดีภายในเจ็ดวัน ซึ่งวันนี้ก็ย่างเข้าวันที่ห้าแล้ว”

“ข้าไม่ทราบ เขาไม่ได้พูดเลย” หยวนชิงหลิงวางถ้วยชาลง “ช่วงนี้เขายุ่งยิ่งนัก ถึงจะพักอยู่ในห้องเดียวกัน แต่หลายวันแล้วที่ข้าไม่ได้พูดคุยกับเขาเลย”

“เจ็ดวันสำหรับไขคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นคดีสังหารหมู่อีก มีหรือที่จะง่ายขนาดนั้น ?ทั้งโสวฝู่ฉู่และท่านพี่ใหญ่ต่างก็จงใจสร้างความลำบากให้กับเจ้าห้า” พระสวามีของเจ้าหญิงโล่ผิงเป็นรองเจ้ากรมอาญา ฉะนั้นเจ้าหญิงโล่ผิงจึงทราบเรื่องนี้ตั้งแต่แรกแล้ว

หยวนชิงหลิงถาม : “เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับอ๋องจี้ด้วยหรือ?ไม่ใช่คำสั่งของเสด็จพ่อเองหรอกหรือ?”

เจ้าหญิงโล่ผิงฉุกคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยเสียงต่ำลง : “โสวฝู่ฉู่ให้ความสนใจกับคดีนี้เป็นอย่างมาก ทันทีที่เริ่มการประชุมก็รายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที แล้วบอกให้เจ้าห้าคลี่คลายคดีโดยเร็วภายในสามวันห้าวัน แต่ว่าคำพูดนี้ของโสวฝู่ฉู่ทุกคนต่างรู้ดีว่าเป็นเพียงการกดดัน แต่ท่านพี่ใหญ่กลับช่วยทำการแย้งแก่เจ้าห้าว่าจะคลี่คลายคดีภายในเจ็ดวัน เมื่อได้ยินพวกเขาพูดเช่นนั้น เสด็จพ่อจะยังคัดค้านสิ่งใดได้อีกเล่า ?”

หยวนชิงหลิงฟังไปไฟโกรธก็ปะทุขึ้น “เจ้าคนนี้เหตุใดถึงได้น่ารังเกียจเช่นนี้กัน?”

เจ้าหญิงโล่ผิงยิ้มแหยๆ “ถ้าเพียงแค่น่ารังเกียจก็เพียงพอแล้ว แต่เกรงว่าเขาจะมีแผนการอื่นแอบแฝงอยู่ เอาล่ะ ข้าไม่พูดแล้วดีกว่า เรื่องนี้เดิมทีพวกเราเหล่าสตรีไม่ควรนำมาวิพากษ์วิจารณ์”

หยวนชิงหลิงเข้าใจดีว่าภาษิตการใช้ชีวิตของเจ้าหญิงโล่ผิง คือหลีกเลี่ยงการก้าวก่ายปัญหาของผู้อื่น

โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความขัดแย้งกับผู้อื่น หรือการพูดจาเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นางจะไม่ทำเป็นอันขาด การที่วันนี้พูดออกมาคงเป็นเพราะนางไม่ชอบใจในตัวอ๋องจี้จริงๆ

หลู่เฟยไม่มีความสนใจเรื่องคดีเลยแม้แต่น้อย แต่กลับมีความสนใจเรื่องราวในจวนอ๋องจี้เป็นอย่างมาก

นางยกถ้วยชาขึ้น : “ว่ากันว่าพระชายาจี้ล้มป่วยจริงๆ พวกเจ้าทราบหรือไม่?ได้ข่าวว่าเมื่อคืนนี้คนจากจวนอ๋องจี้ฝ่าความมืดเข้าวังไปเชิญหมอหลวง”

เจ้าหญิงโล่ผิงตอบ: “ข้าทราบแล้วหล่ะ ทว่าไม่รู้ว่าป่วยเป็นโรคอันใด”

หลู่เฟยกล่าวอย่างเฉยชา : “ถึงขั้นที่ต้องฝ่าความมืดไปเชิญหมอหลวง คาดว่าคงไม่ใช่โรคทั่วไปเป็นแน่”

หยวนชิงหลิงนั้นมีความเกลียดชังต่ออ๋องจี้พวกเขาทั้งสองคนอย่างมาก ดังนั้นครั้งนี้จึงไม่ได้มองพวกเขาในฐานะหมอแต่อย่างใด เพียงพูดแดกดันออกมา

: “ไม่ใช่เรื่องของพวกเรา ก็อย่าไปสนใจเลย!”

หลู่เฟยมองนาง “หากนางมาร้องขอให้เจ้ารักษานาง เจ้าจะทำหรือไม่?”

หยวนชิงหลิงยิ้มออกมา “นางไม่มีทางมาร้องขอข้าหรอกเจ้าค่ะ”

“ก็พูดยาก นางเป็นคนที่ไร้ขีดจำกัด” หลู่เฟยกล่าว

เจ้าหญิงโล่ผิงมองไปยังนางด้วยความสงสัยเช่นกัน “หากมาร้องขอจริงๆ เล่า?”

หยวนชิงหลิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ใจข้าไม่มีทางตอบตกลงแน่นอน”

อ๋องจี้เคยลงมือกับหยู่เหวินเห้า และการลอบสังหารครั้งนั้นทำให้เขาเกือบจะต้องตาย

พระชายาจี้ใช่ว่าจะเป็นผู้บริสุทธิ์ นางมีความโหดร้ายกว่าอ๋องจี้ด้วยซ้ำ มิเช่นนั้นคงจะไม่มีทางมาสร้างความเข้าใจผิดแก่อ๋องหวย ให้เขาหยุดรักษาอาการป่วยเสีย

ถ้าหากไม่มีการก่อเรื่องของพวกเขาสองสามีภรรยา ชีวิตจะน่าขึ้นเป็นอย่างมาก

พอถึงช่วงย่ำค่ำหยวนชิงหลิงก็เดินทางกลับจวน เฝ้ารอหยู่เหวินเห้ากลับมา

หลายคืนมานี้ นางเหนื่อยล้าเกินไป นางหวังจะรอเขาแต่รอไปได้ไม่นานก็หลับไปเสียแล้ว ฉะนั้นคืนนี้ไม่อย่างไรนางก็จะต้องรอจนกว่าเขาจะกลับมา

ทว่าคืนนี้หยู่เหวินเห้าไม่ได้กลับ เพราะยังคงเป็นดังเดิมที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ถึงขนาดที่ว่าแท้จริงแล้วฆาตกรมีกี่คนก็ยังไม่ทราบเลย รวมถึงอาวุธสังหารที่ไร้ซึ่งร่องรอยเช่นกัน

เขาถึงกับต้องติดป้ายประกาศว่าหากผู้ใดพบเห็นอาวุธสังหารจำพวกมีดทื่อ แล้วนำมาส่งให้กับที่ทำการกรมปกครองเมืองหลวง จะมีรางวัลให้เป็นเงินจำนวนสิบตำลึง

ซึ่งนั่นทำให้สองวันมานี้มีมีดหั่นจำนวนมากถูกนำส่งมาไม่น้อย แต่มีดพวกนั้นก็ไม่มีอันใดสามารถเทียบกับบาดแผลได้เลย เป็นเพราะว่าเพื่อเงินสิบตำลึงประชาชนจึงนำของปลอมมาตบตาเท่านั้น

ตอนนี้อารมณ์ของหยู่เหวินสับสนว้าวุ่นไปหมด จนไม่อยากกลับ เพราะกลัวว่าจะไม่สามารถควบคุมความกังวลใจของตัวเองได้จนอาละวาดกับผู้คนในจวนได้

หยวนชิงหลิงที่เฝ้ารอจนถึงเที่ยงคืน ก็ยังไม่เห็นเขากลับมา นางจึงตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงแล้วลากขาที่ยังเจ็บเดินออกไปด้านนอก

ลู่หย่าที่อยู่เวรยามดึก เมื่อเห็นนางเดินออกมาก็รีบวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหาทันที “พระชายา เหตุใดถึงยังไม่นอนเล่าเจ้าคะ?”

หยวนชิงหลิงกล่าวถาม : “ท่านอ๋องยังไม่กลับมาอีกหรือ?”

ลู่หยาตอบกลับทันที : “เมื่อสักครู่นี้สวีอีกลับมาแจ้งว่าคืนนี้ท่านอ๋องจะอยู่ที่ที่ทำการกรมปกครองเมืองหลวง ข้าน้อยคิดว่าพระชายานอนแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้เข้ารายงานแก่ท่าน เจ้าค่ะ”

หยวนชิงหลิงถอนหายใจเบาๆ “หลายวันมานี้เขาก็ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ คืนนี้อยู่ที่ที่ทำการกรมปกครองเมืองหลวงคงจะไม่ได้นอนหรอก”

“ท่านอ๋องยุ่งอยู่กับกิจของทางการ คงไร้ซึ่งหนทางที่จะปริตัว พระชายารีบนอนพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ” หลู่หยากล่าวแนะนำ

หยวนชิงหลิงเดินกลับไปอย่างช้าๆ ตอนนี้นางเองก็ไม่มีความอยากนอนแล้ว

วันที่ห้า หลังจากที่ฟ้าสว่างก็จะกลายเข้าสู่วันที่หกแล้ว เหลือเพียงเวลาสองวันเท่านั้น เขาจะสามารถคลี่คลายคดีได้หรือไม่?

หยวนชิงหลิงคิดไปคิดมาแล้วตะโกนกับลู่หยา “เจ้าจงไปเตรียมรถม้า ข้าจะไปยังท่ำการกรมปกครองเมืองหลวง”

“พระชายาจะไปทำสิ่งใดที่ที่ทำการกรมปกครองเมืองหลวงเจ้าคะ ?” ลู่หยาถามอย่างตะลึง

“ไม่รู้สิ ข้าเพียงอยากจะอยู่ข้างกายเขา” หยวนชิงหลิงเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า คืนนี้อากาศค่อนข้างหนาวเย็น นางจึงสวมเสื้อทับอีกตัว

ลู่หยาพยายามกล่าวเตือน “พระชายาบาดแผลของท่านยังไม่หายดี……”

หยวนชิงหลิงเดินนำหน้าออกไปก่อน “หยุดพูดพร่ำเพรื่อเสียที รีบไปจัดเตรียมรถม้าเดี๋ยวนี้”

ลู่หยาจึงต้องวิ่งออกไปทันทีเท่านั้น ก่อนจะไปปลุกคนขับรถม้าให้นำรถม้าออกไปรอพระชายาที่หน้าประตู

คืนนี้ทุกคนในกรมการพระนครต่างก็หมดปัญญาแล้วจริงๆ

แม้แต่ทังหยางก็เดินทางมาที่นี่ เพื่อช่วยวิเคราะห์เกี่ยวกับคดีนี้ แต่สิ่งที่รู้นั้นน้อยเกินไป ซึ่งมันแทบจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย

ไขคดีไม่ได้ก็ยังพอว่า แต่ไม่มีเบาะแสเลยแม้แต่น้อย หลังจากเจ็ดวันผ่านไปจะทูลกับฝ่าบาทอย่างไรได้? จะให้ทูลไปว่าสืบสวนมานานถึงเพียงนี้แล้ว แต่ยังไม่พบร่องรอยใดเลยงั้นหรือ?

ครั้งนี้หยู่เหวินเห้าไม่โวยวายอีกแล้ว เพราะคดีนี้มันยากจริงๆ และผู้ใต้บังคับบัญชาก็พยายามอย่างที่สุดแล้วด้วย