บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 163 กระโจมโจ๊ะพัง

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 163 กระโจมโจ๊ะพัง ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 163 กระโจมโจ๊ะพัง เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 163 กระโจมโจ๊ะพัง บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 163 กระโจมโจ๊ะพัง ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 163 กระโจมโจ๊ะพัง

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 163 กระโจมโจ๊ะพัง นวนิยาย

ฉู่หมิงชุ่ยมองไม่เห็นหยวนชิงหลิงสองพี่น้องที่ยืนอยู่บนประตูเมือง นางถูกหญิงคนใช้ กับมามาประคองไปข้างหน้า และก็ไม่ได้รีบแจกโจ๊กในทันที แต่ได้สั่งให้มามามาพูดคุยกับคนที่รอทานโจ๊กว่า

“ขอทุกคนอย่าใจร้อน เดี๋ยวจะรีบแจกโจ๊กให้กับทุกคน นอกจากโจ๊กแล้ว พระชายาฉียังได้สั่งคนเตรียมซาลาเปาไส้เนื้อไว้ สักพักก็จะถูกส่งมา หลังจากรอซาลาเปาไส้เนื้อมาถึงแล้ว ก็จะแจกพร้อมกับโจ๊ก”

ได้ยินว่ามีซาลาเปาให้กิน ผู้คนด้านล่างต่างส่งเสียงร้องกึกก้อง ไม่เหลือความกระวนกระวายหงุดหงิดเหมือนดั่งเมื่อกี้แล้ว

แล้วก็รออีกสักพัก แล้วก็เห็นรถม้าเคลื่อนมาอย่างไม่ขาดสาย

ฮูหยินหลายท่านถูกประคองลงมาจากรถม้า ยังมีหญิงสาวอีกหลายคน ต่างก็พากันมาในกระโจมโจ๊ะ พูดทักทายฉู่หมิงชุ่ย

หยวนชิงหลิงนอกจากฉู่หมิงหยางกับฉู่หมิงเฟิ่งแล้ว คนอื่นพวกนั้นต่างก็ไม่รู้จักสักคน จึงหันไปถามว่าลู่หยาว่า “ต่างเป็นใครกันหรือ?”

ลู่หยามองดูสักครู่ พร้อมพูดขึ้นว่า “นอกจากฮูหยินที่สวมชุดผ้าไหมสีเหลืองแอปริคอทคนนั้นแล้ว คนอื่นบ่าวก็ไม่รู้จัก”

“งั้นคนที่สวมผ้าไหมสีเหลืองแอปริคอทคนนั้นคือใคร?”หยวนชิงหลิงถามขึ้น

“เป็นท่านแม่ของพระชายาฉี ฮูหยินใหญ่ฉู่”ลู่หยาพูดขึ้น

หยวนชิงผิงหรี่ตามองดู พร้อมพูดขึ้นว่า “คนอื่นข้าก็รู้จักสักคน ผ้าไหมสีซาตินคนนั้นคือลูกสะใภ้ของเซียวเหยากงฮูหยินเหลียง ส่วนอีกคนคนนั้น....”

หยวนชิงผิงมองดูนาง พร้อมพูดขึ้นว่า “เจ้าไม่รู้จักหรือ? พระชายาอ๋องชินลุ่ยกับจวิ้นจู่หงเติงไง”

หยวนชิงหลิงอึ้ง แล้วพูดขึ้นว่า “ใช่หรือ?”

นางเคยเห็นพระชายาอ๋องชินลุ่ยที่พระตำหนักฉินคุนของไท่ซ่างหวง แต่ตอนนั้นคิดแต่เรื่องรักษาอาการป่วย จึงไม่ได้สนใจอย่างอื่น ส่วนจวิ้นจู่หงเติงยังไม่เคยเห็น รู้เพียงว่านางเป็นบุตรสาวของอ๋องชินลุ่ย

การแสดงของฉู่หมิงชุ่ย จะต้องพาผู้ที่มีอิทธิพลมาบ้าง และพวกฮูหยินพวกนี้ ครอบครัวของพวกนางล้วนต่างก็มีคนที่มีอิทธิพลในราชสำนัก

หยวนชิงหลิงเห็นฉู่หมิงชุ่ยคารวะฮูหยินทุกท่าน มองจากหอประตูเมือง รู้สึกถึงเพียงใบหน้าที่เลือนรางของนาง เหมือนกำลังสวมหน้ากากไว้หนึ่งชั้น

ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นกิจกรรมการแสดงอย่างหนึ่ง แต่ในใจหยวนชิงหลิงกลับรู้สึกไม่ค่อยพอใจ

เพราะคนพวกนั้นรออยู่นานมากแล้วจริงๆ

ต่อให้เป็นการแสดงก็ควรที่จะมีขีดจำกัด

คนที่หิวจนถึงที่สุด จะก่อให้เกิดความวุ่นวายได้ง่าย

“พวกเราไปเถอะ ไม่มีอะไรน่าดูแล้ว”หยวนชิงผิงไม่อยากเห็นความโดดเด่นของฉู่หมิงชุ่ย หลังจากเรื่องเจ้าพระยาหุ้ยติ่ง นางรู้สึกว่าตระกูลฉู่ไม่มีใครดีสักคน

หยวนชิงหลิงกลับพูดพึมพำขึ้นว่า “กลัวว่าเดี๋ยวสักพักจะเกิดเรื่องวุ่นวายแล้ว”

“เกิดความวุ่นวายอะไรก็เรื่องของนาง เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา...” หยวนชิงผิงคิดขึ้นมาได้ในทันใด “เกิดเรื่องวุ่นวาย? ดี งั้นพวกเรารอดูว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายอย่างไร?”

ลู่หยาหัวเราะ คุณหนูรองน่ารักจริงๆ

ฉู่หมิงชุ่ยเหมือนจะมองเห็นหยวนชิงหลิงแล้ว ดวงตาหันมามอง ด้วยระยะห่างตั้งไกล

น่าจะรู้ว่าเป็นหยวนชิงหลิง เพราะนางมองอย่างแน่นิ่งก่อน แล้วค่อยๆหันไปทางอื่น จากนั้นก็ก้มหน้าพูดคุยกับฉู่หมิงหยางฉู่หมิงเฟิ่งสองพี่น้อง สักพัก ฉู่หมิงหยางกับฉู่หมิงเฟิ่งต่างก็เงยหน้าหันมามองทางพวกนาง

หยวนชิงผิงขนลุกซู่ไปทั้งตัว กัดฟันพูดขึ้นว่า “อีดอกสองคนนั้น ต้องมีสักวัน ข้าจะฉีกปากของพวกนาง”

แววตาหยวนชิงหลิงมองดูใบหน้าของฉู่หมิงหยาง

รูปร่างใบหน้าของนางเป็นร่องลึกและชัดเจนกว่าฉู่หมิงชุ่ย ที่จริงทั้งสองพี่น้องหน้าตาคล้ายกันมาก แต่หน้าตาฉู่หมิงชุ่ยหรือการแต่งหน้าค่อนข้างอ่อน บวกกับรอยยิ้มที่อ่อนโยน ทำให้ผู้คนจะให้ความสนใจกับท่าทีอารมณ์ของนางมากกว่ารูปร่างหน้าตาของนาง

ฉู่หมิงหยางมีรูปร่างหน้าตาที่เหนือกว่าอย่างแน่นอน ยืนอยู่ตรงนั้น ริมฝีปากแดงสดเหมือนดั่งกุหลาบ เผด็จการและเคร่งขรึม

ต่อให้เป็นผู้หญิงเมื่อเห็นนาง ต่างก็อดไม่ได้ที่จะหวังไว้

หยวนชิงผิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉู่หมิงหยาง แววตาของทั้งสองคนประสานกันหลายวินาที หยวนชิงผิงระส่ำระสาย รีบหันสายตาไป พร้อมพูดขึ้นว่า “ตระกูลฉู่ไม่มีใครดีสักคน”

ตระกูลฉู่ไม่มีคนดีอยู่แล้ว แต่นี่ไม่ใช่สาเหตุที่หยวนชิงผิงเกลียดแค้นฉู่หมิงหยาง

นางเกลียดแค้นฉู่หมิงหยาง เพราะในสายตาของนางไม่มีใคร มองทุกอย่างเหมือนเป็นเพียงอากาศ

และนางก็ดูเป็นคนมีความสามารถคนหนึ่ง

หยวนชิงผิงไม่ยอมรับ นางอิจฉาในความหยิ่งของฉู่หมิงหยาง

ซาลาเปา ในที่สุดก็ส่งมาแล้ว

มีคนตะโกนร้องพูดว่า “เริ่มแจกโจ๊ก ขอให้ทุกคนต่อคิว”

ไม่มีคนต่อคิวอีก

ทุกคนกระโจนเข้าไป เป้าหมายต่างก็จ้องมองเพียงซาลาเปาไส้เนื้อเป็นแข็งๆที่เพิ่งส่งมาอย่างสดใหม่

ซาลาเปาพวกนั้นยังร้อนๆอยู่ มีกลิ่นหอมของเนื้อฟุ้งกระจาย รอตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย คนที่รอจนหิวจนเป็นบ้าแล้ว ยังจะสนใจต่อคิวไม่ต่อคิวอะไรอีก? ขอเพียงแย่งหยิบซาลาเปาได้สักหนึ่งหรือสองลูก มาถวายบูชาแก่อวัยวะภายในทั้งห้า

ฉู่หมิงชุ่ยเห็นคนพวกนั้นไม่ฟังคำสั่ง จึงยืนขึ้นมาคิดจะพูดเพื่อให้สงบสติอารมณ์

เพราะยังไงเมื่อกี้ตอนที่นางมา ทุกคนต่างก็ชื่นชมเยินยอนางเป็นอย่างดี นางคิดว่านี่เป็นการได้ใจประชาชน ประชาชนเคารพรักใคร่นาง

แน่นอน ว่าจะต้องยอมฟังนางพูด

นางยืนขึ้นมา ขวางอยู่ตรงหน้าซาลาเปา กำลังจะพูด กลับถูกคนผลักทิ้ง นางข้อเท้าพลิก ล้มลงบนพื้น

“บังอาจ”มหาดเล็กที่ส่งฉู่หมิงชุ่ยมา เห็นพระชายาฉีถูกผลักจนล้ม จึงรีบเข้าไป จับคนที่ผลักนางล้มมา แล้วก็ตบไปฉากหนึ่ง คนคนนั้นยืนไม่มั่น ร่างกายล้มไปข้างหลัง ล้มใส่ซาลาเปาเป็นเข่งๆ ซาลาเปาร่วงหล่นลงบนพื้นทั้งหมด

“หยุดแจกโจ๊ก หยุดแจกโจ๊ก”มหาดเล็กตะคอกพูดขึ้น คนพวกนี้เมื่อก่อความวุ่นวายขึ้นมา จะไม่สามารถควบคุมได้

คนที่อยู่ด้านล่างพวกนั้น หิวจนกลายร่างเป็นปีศาจ เห็นซาลาเปาล้วนตกลงบนพื้นแล้ว ยังหยุดแจกโจ๊ก ยังจะทนได้อีกที่ไหน? สถานการณ์จึงวุ่นวายขึ้นมาในทันใด

คนมากมายกระโจนเข้าไปในกระโจมโจ๊ะ คนแจกโจ๊กหลายคนพยายามรั้งไว้ จนเกิดการกระทบกระทั่งกันทางร่างกาย มหาดเล็กต้องมาช่วยเหลืออยู่แล้ว

พวกฮูหยินต่างก็รีบถอยหนี แต่ในสถานการณ์ที่วุ่นวาย กระโจมโจ๊ะถูกล้อมไว้อย่างไม่มีทางออก พวกนางจะออกมาได้อย่างไร?

หยวนชิงหลิงมองดูอยู่ไกลๆ ขมวดคิ้วพูดขึ้นว่า “อันตรายอย่างมาก”

“ใช่” หยวนชิงผิงก็เป็นกังวลขึ้นมา เพราะสถานการณ์ที่วุ่นวายนั้นน่าตกใจอย่างมาก มีคนถูกผลักล้มลงพื้น คนข้างหลังเหี้ยข้ามไป “จะทำอย่างไรดี?”

หยวนชิงหลิงรีบลงมาจากหอประตูเมืองอย่างรวดเร็ว เดินไปหาทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตู พร้อมพูดว่า “รีบไปช่วยเร็ว จะเกิดเรื่องอันตรายแล้ว เพิ่งโจ๊กจะรับไม่ไหวแล้ว”

แม่ทัพเฝ้าประตูเมืองที่เฝ้าอยู่ตรงประตูเมืองมองเห็นอยู่แล้ว เขาไม่รู้จักหยวนชิงหลิง จึงพูดขึ้นว่า “เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องไปสนใจ หากมีการสูญเสียชีวิตจริง ก็จะต้องมีคนรับผิดชอบผลที่จะเกิดขึ้น”

“ทำไมเจ้าพูดจาเช่นนี้?” หยวนชิงหลิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า “หากคนที่ตายคือประชาชนที่ทุกข์ยากล่ะ?”

แม่ทัพเฝ้าประตูเมืองอึ้ง หันไปมอง แล้วสีหน้าก็ค่อยๆหนักอึ้ง ยกมือโบกขึ้น พร้อมพูดว่า “อะซาน ไปตามคนตามข้ามา”

แม่ทัพเฝ้าประตูเมืองพาคนไม่กี่คนยังไม่ทันได้เดินไปถึง ก็ได้ยินเสียงดัง “ตุ่ม” ขึ้น เพิงทั้งหลังพังล้มลงมา

กระโจมโจ๊ะทั้งหมดสร้างจากไม้ไผ่กับท่อนไม้ เรียบง่ายอย่างมาก แทบจะไม่มีความมั่นคงใดๆเพียงแต่ทั้งสี่ด้านต่างก็ใช้ไม้ท่อนยาวประคองไว้ แต่หากรับแรงกระทบอย่างรุนแรง ไม้ท่อนยาวอันใดอันหนึ่งหักไป เพลิงโจ๊กก็จะล้มทันที

นี่เป็นสิ่งที่หยวนชิงหลิงเห็นจากบนหอประตูเมืองเมื่อกี้ เป็นอย่างที่นางคิด ในที่สุดกระโจมโจ๊ะก็พังล้มลงมา