บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 175 นางไปเป็นเป้าธนู

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 175 นางไปเป็นเป้าธนู ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 175 นางไปเป็นเป้าธนู เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 175 นางไปเป็นเป้าธนู บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 175 นางไปเป็นเป้าธนู ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 175 นางไปเป็นเป้าธนู

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 175 นางไปเป็นเป้าธนู นวนิยาย

เหลิ่งจิ้งเหยียนมองเขาด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดอย่างช้าๆว่า “มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับท่านอ๋องอยู่แล้ว ได้ยินว่าวันดังกล่าวพระชายาอ๋องฉู่ก็อยู่ช่วยคนนอกเมืองเช่นกัน ”

“ใช่” หยู่เหวินเห้าจ้องมองเขา เป็นการเตือนไว้ก่อน “อย่าคิดว่าจะมาหาเรื่องใส่ร้ายนาง”

“ไม่จำเป็นต้องไปใส่ร้ายพระชายาอ๋องฉู่” เหลิ่งจิ้งเหยียนพูด

หยู่เหวินเห้าตบโต๊ะอีกครั้ง “อย่าแม้แต่คิด”

เหลิ่งจิ้งเหยียนจ้องมองเขา “ท่านอ๋องใจเย็นๆก่อน ฟังข้าพูดให้จบเสียก่อน”

หยู่เหวินเห้าโบกมือให้ “เจ้าพูดมา แต่คงไม่ใช่วิธีที่ดีอะไรแน่นอน”

“พระชายาช่วยคนอยู่นอกเมือง เรื่องนี้มีคนไม่น้อยเห็นแล้วใช่ไหม? สองวันมานี้ข่าวกระจายกันไปทั่วเมืองหลวง ว่าพระชายาอ๋องฉู่มีความเมตตากรุณา จิตใจดีรูปโฉมก็งดงาม หากว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องหาคนมารับแทน พระชายาอ๋องฉู่ก็เป็นคนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว”

“อะไรนะ?” สายตาหยู่เหวินเห้าจ้องมองเขาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

เหลิ่งจิ้งเหยียนพูดด้วยรอยยิ้ม “ทุกวันนี้ไท่ซ่างหวงหลงใหลที่สุดเป็นใครกันหา? ทุกวันนี้เหล่าพระชายาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือใคร? เจ้าคิดว่าพระชายาไปขอรับโทษ แล้วฮ่องเต้จะโทษนางจริงๆหรือ? แม้ว่าฮ่องเต้จะมีความคิดแบบนั้น แต่ไท่ซ่างหวงก็ไม่ยอม แล้วอีกอย่าง พระชายาได้ช่วยจวิ้นจู่หงเติงไว้ เสด็จลุงไหนหรือจะอยู่ดูเฉยๆ”

“นั่นมันขู่บังคับแล้วนะ?” หยู่เหวินเห้าคิดว่าวิธีนี้ไม่เหมาะสม เสด็จพ่อไม่ได้ถูกข่มขู่บังคับ

เพียงสักคู่ก็สร้างความรำคาญแก่เขา สั่งโบยหยวนชิงหลิงไปหลายครั้ง งั้นก้นนางก็กลายเป็นเขียงทั้งใหญ่ทั้งแบนแล้วล่ะสิ? ไม่เหมาะไม่เหมาะ

เหลิ่งจิ้งเหยียนแตะที่ไหล่ของเขาแล้วพูด “ฟังข้า รับรองไม่ผิดแน่นอน”

หยู่เหวินเห้าจ้องมองไปที่เขา “หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา......”

“ท่านอ๋องจะต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” เหลิ่งจิ้งเหยียนตบไม้โบยแล้วพูดขึ้น

“......เลว”

ต่างไม่ใช่คนดีอะไร

ตั้งแต่จากกั๋วจื่อเจียนมา หยู่เหวินเห้าคิดมาตลอดทาง ยังควบม้าไปที่ประตูเมืองโดยเฉพาะ ไปดูว่าหยวนเจ๋อยู่หรือไม่

หยวนเจ๋อยู่ เขาห้อยแขนไว้ วันนั้นตอนไปช่วยคน ได้รับบาดเจ็บที่ไหล่และแขน

“ท่านอ๋อง” หยวนเจ๋ยิ้มแย้ม ฟันที่ขาวสะอาดโผล่ออกมา หันกลับมาทักทาย “อะสาน จะไปจัดเครื่องดื่มชาให้ท่านอ๋อง”

หยู่เหวินเห้าจ้องมองหยวนเจ๋ “ไม่เป็นไร ข้าผ่านมาทางนี้ ก็เลยแวะมาดูอาการบาดเจ็บของเจ้า”

“ขอบคุณท่านอ๋องที่เป็นห่วง อาการบาดเจ็บของข้าน้อยไม่เป็นอะไรมาก” หยวนเจ๋พูดด้วยรอยยิ้ม “สำหรับพวกเราที่มีเนื้อหนังอันหยาบกร้าน อาการบาดเจ็บเล็กน้อยแค่นี้มันไม่เป็นอะไรมาก?

“เจ้าเคยเข้าร่วมในสนามรบ?” หยู่เหวินเห้าถาม

“เคย” หยวนเจ๋พูดด้วยรอยยิ้ม “เคยร่วมหลายครั้งแล้ว สังหารทหารศัตรูนับร้อย ก็เลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเฝ้าประตูเมือง”

หยู่เหวินเห้าตกใจ “สังหารศัตรูนับร้อย? ศึกครั้งไหน?”

“ตายในสนามรบหน้าผาหู่เถา” หยวนเจ๋พูดขึ้น

หยู่เหวินเห้าตะลึง “หยู่เหวินเห้า? สมัยนั้นข้าเป็นแม่ทัพใหญ่ ทำไมไม่เห็นเจ้า?”

หยวนเจ๋โบกมือ รู้สึกละอายใจเล็กน้อย “ข้าน้อยในสมัยนั้นก็แค่ทหารตัวเล็กๆในแนวหลัง แม่ว่าท่านอ๋องเคยเห็น ก็คงจะไม่รู้จัก”

จากทหารตัวเล็กๆในแนวหลังจนมาเป็นแม่ทัพเฝ้าประตูเมืองในวันนี้ หยู่เหวินเห้าสามารถจินตนาการได้ว่าหนทางของเขายากเย็นแค่ไหน

ในใจเขารู้สึกอึ้งเป็นอย่างมาก

บุคคลนี้ แท้จริงแล้วเคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเขา

เพียงเพราะว่าเขาอยากจะรับผิดแทนคนอื่น ดังนั้นเกียรติยศทั้งหมดของเขาจะต้องถูกลบล้างออกไป

“ข้าไปล่ะ มีเวลาค่อยคุยกันใหม่” หยู่เหวินเห้าไม่สามารถเผชิญกับใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสนี้ได้เลย ไม่รู้เหมือนกันว่าหากเขาทราบว่าเสด็จพ่อกำลังจะไล่เขาออกจากตำแหน่งและเอาตัวไปสอบสวน ใบหน้าที่ยิ้มแย้มนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง?

“ขอรับ ท่านอ๋องค่อยเดินนะขอรับ”

หยู่เหวินเห้าควบม้าออกไปราวกับหนีอะไรแบบนั้น

กลับถึงจวนอ๋อง หยวนชิงหลิงครู่เดียวก็มองออกว่าเขามีเรื่องวุ่นในใจ

เขาเองก็ปิดบังไม่อยู่ ลำบากใจมาก ก็เลยบอกความประสงค์ของเสด็จพ่อไป

เมื่อหยวนชิงหลิงได้ยิน แน่นอนว่าเขาตกใจมาก สายตาจ้องมาที่เขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากออกมา “ทำไมเสด็จพ่อจึงเลอะเลือนแบบนี้?”

“เขาอยากจะรักษาชื่อเสียงของพระชายาฉีไว้ ก็ต้องมีคนรับผิดแทน” หยู่เหวินเห้ากล่าวอย่างเคร่งขรึม

“หยวนเจ๋มีผลงาน” หยวนชิงหลิงพูดด้วยอารมณ์โกรธ

“ข้ารู้ เมื่อครู่นี้ข้ายังไปที่ประตูเมืองโดยเฉพาะ เขาหอบอาการบาดเจ็บกลับไปเฝ้าประตูเมือง” หยู่หวินเห้าถอนหายใจ

หยวนชิงหลิงพูดไม่ออก

นางเป็นนักวิจัย ไม่เข้าใจการเมือง เพียงแต่คิดว่าแบบนี้มันจะทำร้ายจิตใจกันมากเกินไป

โดยเฉพาะคนที่เพิ่งจะสร้างผลงานไปหยกๆ

“มีวิธีอะไรไหม?” หยวนชิงหลิงถาม

หยู่เหวินเห้าลังเลสักพัก แล้วส่ายหัวพูดว่า “ไม่มี เรื่องนี้ จะต้องมีคนรับผิดชอบ”

หยวนชิงหลิงถอนหายใจเบาๆ “ช่างโหดร้ายเสียจริงๆ”

แม่ทัพเฝ้าประตูเมืองคนไหน ทำดีที่สุดแล้วจริงๆ อย่างน้อย ก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดีแล้ว ไม่ควรได้รับโทษอีก

คู่สามีภรรยาทั้งสอง ต่างก็พูดไม่ออก ได้เพียงแต่ถอนหายใจเบาๆ สำหรับความจริงนั้นรู้สึกสับสนและไม่รู้จะทำอย่างไร

เป็นเวลานาน หยู่เหวินเห้าถึงจะเข้าใจ “ที่จริงแล้ว ข้าไปหาจิ้งเหยียน ที่คุกหลวง แล้วแนะนำทางออกให้เขาไปข้อหนึ่ง”

“ทางออกอะไร?” หยวนชิงหลิงรีบถาม

หยู่เหวินเห้าจ้องมองนาง แล้วพูดด้วยอารมณ์ซับซ้อน “เขาให้เจ้าไปขอรับโทษ”

“ข้า?” หยวนชิงหลิงตกตะลึง “ให้ข้าไปขอรับโทษอะไร? ข้าไม่มียศถาบรรดาศักดิ์ สามารถไปขอรับโทษอะไรได้?”

“จิ้งเหยียนพูดว่า เจ้าเป็นถึงพระชายาอ๋องฉู่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ได้รับการสนับสนุนจากราษฎร เวลาที่เกิดเรื่อง เจ้าอยู่ในที่เกิดเหตุกลับไม่สามารถหยุดยั้งได้ รักษาไม่ทัน ทำให้ผู้ได้รับบาดเจ็บมากมายมีอาการแย่ลง ความโกลาหลในที่เกิดเหตุ ยิ่งไม่สามารถดูแลรักษาจวิ้นจู่หงเติงไว้ให้ดี ทำให้จวิ้นจู่ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตกอยู่ท่ามกลางอันตราย”

หยวนชิงหลิงจ้องอยู่พักหนึ่ง “นี่......ฮ่องเต้ได้ฟังก็รู้ว่าข้ากำลังสร้างปัญหาอย่างไร้เหตุผลหรือ”

หยู่เหวินเห้าพูด “ถูกต้อง แต่ว่าเสด็จพ่อจะโทษเจ้าได้อย่างไร?”

หยวนชิงหลิงพูดด้วยน้ำเสียงซื่อๆ “เพราะข้ามีไม้ปราบใช่ไหม?”

หยู่เหวินเห้าพูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว “ไม้ปราบของเจ้านั้น ใช้ขู่ได้กับเพียงเจ้าเจ็ดเท่านั้น”

“เจ้าไม่กลัว?” หยวนชิงหลิงหยิบไม้ปราบออกมา จ้องมองเขาอย่างจริงจัง

หยู่เหวินเห้ารีบพูด “อย่าเอะอะก็หยิบออกมา รีบเอาไปเก็บไว้ เก็บไว้ ”

หยวนชิงหลิงเอาไม้ปราบไปเก็บ “แล้วทำไมเสด็จพ่อถึงไม่ลงโทษข้า? ความตั้งใจของข้ามันชัดเจนมากนี่”

“ก็เพราะว่าตอนนี้เจ้าได้ใจของราษฎรทั้งปวง ประชาชนต่างชื่นชมเจ้า เสด็จลุงขอขอบคุณเจ้า เสด็จปู่รักเจ้า หากเจ้าถูกตัดสินว่ามีความผิด หรือถูกลงโทษ เสด็จปู่ก็มิอาจนิ่งดูดายได้”

หยวนชิงหลิงถุยไปคำหนึ่ง “ที่จริงแล้วก็ต้องการเกาะแกะคนแก่นั่นเอง เอาไท่ซ่างหวงออกมาเป็นเป้าธนู”

นี่มันไม่ใช่วิธีที่ดี

เพราะว่านางเพิ่งสร้างผลงาน ฮ่องเต้จะชื่นชมในตัวนางมากหน่อย หากว่าบังคับให้ฮ่องเต้อภัยโทษให้หยวนเจ๋ ความประทับใจที่ดีนั้นจะถูกลิดรอนอีกครั้ง

แต่ใครไหนจะเสียดายความดีความชอบแค่นี้?

อย่างน้อยนางไม่เสียดาย

“ตัดสินใจแบบนี้เลยเหรอ” หยวนชิงหลิงพูด

หยู่เหวินเห้าคาดไม่ถึง “ทบทวนก่อนไหม? หากทำแบบนี้ล่ะก็ เสด็จพ่อจะต้องโกรธเคืองเจ้าแน่นอน”

“งั้นเขาก็ฆ่าฉันไม่ได้เหมือนกัน” หยวนชิงหลิงจ้องมองเขา ลังเลครู่หนึ่ง “ไม่ควรฆ่าข้ามั้ง?”

“ไม่หรอก เจ้ายังเป็นอันนั้นไม่ใช่หรือ?” หยู่เหวินเห้าทำปากจู๋ ชี้ไปยังกระเป๋าในแขนเสื้อแล้วจ้องไปกะพริบตาครั้งหนึ่ง

หนังสือกู้ยืมนั้น นางเก็บมันไว้อย่างกับเด็กทารก แม้ว่าไข่มุกหนันจะคืนกลับไปแล้ว นางก็ยังจะรักษาหนังสือกู้ยืมไว้ได้

“ใช่ เจ้าดูฉู่หมิงชุ่ยคนนี้สิจะรีบท้องก็ไม่ท้อง จะท้องช้าก็ไม่ช้า ทำไมถึงมาท้องในเวลานี้? ข้ายังคิดว่านางเสแสร้ง สวรรค์ไม่มีตา ในยามวิกฤตินี้กลับประทานเด็กคนหนึ่งมาปกป้องนางไว้” หยวนชิงหลิงบ่นจนไม่มีแรง

ฉู่หมิงชุ่ยช่างโชคดีเสียจริงๆ ทุกครั้งที่ทำความผิด จะต้องมีคนออกมาปกป้องนาง ไม่ใช่โสวฝู่ฉู่ก็เป็นฮองเฮา ครั้งนี้แม้แต่สวรรค์ยังช่วยนาง

นางนึกถึงคำพูดของพระชายาอ๋องซุน แล้วรีบพูดว่า ”นางท้องแล้วตอนนี้ คาดว่าอ๋องฉีจะต้องถูกแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นองค์รัชทายาท”

“ไม่มีความสุขหรือ หยู่เหวินเห้าถาม”

หยวนชิงหลิงส่ายหัว “ไม่ใช่ไม่มีความสุข เพียงแต่รู้สึกว่า หัวสมองอย่างอ๋องฉี จะเป็นองค์รัชทายาทได้อย่างไร จะมีกี่ชีวิตที่พอจะศูนย์เสีย?”