บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 309 รบกวนสองสามีภรรยา

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 309 รบกวนสองสามีภรรยา ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 309 รบกวนสองสามีภรรยา เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 309 รบกวนสองสามีภรรยา บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 309 รบกวนสองสามีภรรยา ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 309 รบกวนสองสามีภรรยา

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 309 รบกวนสองสามีภรรยา นวนิยาย

หลังจากที่อะซี่กลับไปแล้ว ก็เล่าเรื่องที่เจอหมันเอ๋อตรงท่าเรือให้หยวนชิงหลิงฟัง

หยวนชิงหลิงฟังจบ ก็รู้สึกเศร้าใจ

อยู่ในยุคนี้ ผู้หญิงไม่ควรที่จะไปโผล่หน้าโผล่ตาให้คนอื่นเห็น หมันเอ๋อไปแบกกระสอบกับกลุ่มผู้ชาย มันใช่การโผล่หน้าหรือ?

แต่ว่านางได้พูดไปแล้วว่าจะไม่สนใจ ก็เลยไม่ได้ถาม เพียงแต่ให้อะซี่ส่งเงินให้นางสิบตำลึง

วันรุ่งขึ้นอะซี่กลับมา บอกว่าหมันเอ๋อไม่เอา นางยัดให้กับหมันเอ๋อแล้วก็วิ่งหนี

หยวนชิงหลิงไม่พูดอะไรมาก “ให้นางแล้วก็พอ”

“พระชายาเป็นคนดีจัง” อะซี่กล่าวชื่นชม

แต่ในใจหยวนชิงหลิงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองดีเลย

ให้เงินไปสิบตำลึง จริงๆแล้วเพราะว่าตัวเองนั้นรู้สึกผิดและไม่สบายใจ อยากใช้เงินสิบตำลึงนี้ปลดปล่อยตัวเอง

พูดอย่างจริงจัง นางไม่ได้ติดค้างหมันเอ๋อ

นางแค่รู้สึกว่าความเห็นอกเห็นใจในตัวนางค่อยๆหายไป หยวนชิงหลิงคนเดิม ใจก็ค่อยๆแข็งดั่งหินขึ้นมาแล้ว ไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดี บางทีนางอาจจะปกป้องตัวเองง่ายขึ้น แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนไปจนไม่เหมือนตัวเอง

หยู่เหวินเห้ากลับมาตอนพลบค่ำนั้น ได้พาอ๋องฉีกลับมาด้วย

เขาเต็มไปด้วยความโกรธ กลับมาถึงจวนก็ไปยังตำหนักเซี่ยวเยว่

หยวนชิงหลิงถามอย่างสงสัย “ทำไมหรือ?เหมือนเห็นผีแล้วหลบ? ใครล่วงเกินท่านหรือถึงได้หน้าบูดหน้าบึ้งแบบนี้?”

หยู่เหวินเห้านั่งลงมาแล้วดื่มชาคำใหญ่ ดึงเข้าหยวนชิงหลิงเข้ามาใกล้ ลูบท้องอย่างตั้งใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจ “ลูกชายเอ๊ย เจ้าต้องจำไว้ อนาคตหากเจ้าไม่ได้เรื่องเหมือนท่านอาเจ็ดของเจ้า ข้าจะตบเจ้าให้ตายคามือ”

หยวนชิงหลิงตบมือของเขา ยิ้มกล่าว “อะไรลูกชาย? เป็นลูกสาวไม่ได้หรือไง? อ๋องฉีล่วงเกินท่านยังไง?”

หยู่เหวินเห้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดี “เจ้าหมอนั่นไปหาข้าที่กรมติดต่อกันสองวันแล้ว งานข้าเยอะแยะถูกตอแยจนไม่เป็นอันทำงาน นี่ไง ค่ำนี้ยังได้ตามข้ากลับมาอีก อยู่ข้างนอกน่ะ เอาเสื้อผ้ามาด้วย บอกว่าคืนนี้จะพักที่จวนอ๋องฉู่”

“เพราะอะไรละ?” หยวนชิงหลิงถามอย่างสงสัย

หยู่เหวินเห้ากล่าวอย่างโกรธเคือง “ยังจะเพราะอะไร? หลังจากที่เขาบอกกับเสด็จพ่อว่าจะเลิกร้าง ก็ไม่กล้ากลับไปเผชิญหน้ากับฉู่หมิงชุ่ย ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ กล้าเข้าไปพูดที่วังแล้ว ยังไม่กล้าที่จะกลับไปเผชิญ”

หยวนชิงหลิงกล่าว “กลัวฉู่หมิงชุ่ยร้องไห้มั้ง? หรือไม่ก็ ไม่อยากจะฉีกหน้าจนขาดมั้ง อย่างไรก็ตาม เคยรักกันมาก่อนท้ายสุดก็มาฉีกหน้ากันมันจะดูน่าเกลียดมาก”

“มีอะไรน่าเกลียด? ไม่ไหวก็คือไม่ไหว เป็นคนต้องมีหลักการ” หยู่เหวินเห้าไม่ชอบที่เขาเป็นแบบนี้

“เอาล่ะ พอดีหยวนหย่งอี้ก็อยู่ในจวน ก็ให้พวกเขาพักที่นี่สักคืนเถอะ” หยวนชิงหลิงกล่าวปลอบ

“หยู่เหวินเห้าหรี่ตามองนาง “แต่ก่อนเจ้าไม่ชอบเขานะ”

หยวนชิงหลิงพูดตามความจริง “ตอนนี้ก็ไม่ชอบ แต่จริงๆแล้วเขานั้นเป็นคนสมองทื่อ เป็นอย่างที่ท่านพูด เพื่อฉู่หมิงชุ่ย เขาไม่มีหลักการเลย ไม่แยกถูกผิด ขาวดำไม่แยกให้มันชัดเจน”

หยู่เหวินเห้าละอายใจไปครู่หนึ่ง “ข้าเพื่อเจ้าก็ไม่มีหลักกันแล้วเหมือนกัน”

“หากท่านไม่มีหลักการ ก่อนหน้านั้นเราก็ไม่ต้องทะเลาะกันครั้งใหญ่” หยวนชิงหลิงยิ้มแล้ว อีกอย่าง สถานการณ์ของเรากับของพวกเขานั้นก็แตกต่างกันด้วยมั้ง? อย่างน้อยท่านก็ไม่ได้ไปเรื่องที่ทำร้ายคนอื่น ไม่มีเรื่องความผิดชอบชั่วดีมาเกี่ยวข้อง ฉู่หมิงชุ่ยไม่เหมือนกัน”

หยู่เหวินเห้าคิดไปคิดมา แล้วกล่าว “ยังไงข้าก็รู้สึกเป็นผู้ชายมันต้องหนักแน่นหน่อย ไม่ใช่มีเรื่องอะไรหน่อยก็หลบ ใจเมื่อตัดสินใจที่จะเลิกร้าง ก็เลิกร้างอย่างองอาจไปเลย เกรงว่าหากเรื่องราวยังยืดเยื้อต่อไปอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดี”

หยวนชิงหลิงกล่าวปลอบอีกครั้ง จึงทำให้เขายอมออกไปกินข้าวกับอ๋องฉี

คิดไม่ถึงเลย ทางหยู่เหวินเห้าหายโกรธแล้ว หยวนหย่งอี้กลับทะเลาะกับอ๋องฉีขึ้นมา

หยวนหย่งอี้ไม่รู้ว่าเขามา ดังนั้นก็เลยประลองยุทธ์กับสวีอีและอะซี่อยู่ที่ท้ายเรือน หยวนหย่งอี้พ่ายแพ้ให้กับสวีอี ตอนที่ลงพื้นได้เซไปข้างหลัง สวีอีก็พุ่งเข้าไปประคองนางเอาไว้ บังเอิญ หยู่เหวินเห้ามาถึง เห็นมือของสวีอีอยู่บนเอวของหยวนหย่งอี้

เดิมเขาก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว ในใจเต็มไปด้วยความโกรธ อยากจะหาที่ระบาย เมื่อมาเห็นภาพนี้ ก็โกรธทันที “หยวนหย่งอี้ เจ้ามันผู้หญิงไร้ยางอาย มิน่าล่ะเจ้าถึงชอบมาหลบที่จวนอ๋องฉู่ ที่แท้ก็มามั่วสมกับสวีอีนี่เอง”

หยวนหย่งอี้เดิมนั้นอารมณ์ดีไม่น้อยเลย ได้ยินคำพูดเช่นนี้ แล้วมองใบหน้าที่จะกินเนื้อกินคนของเขา ก็ทำหน้านิ่งทันที ผู้ชายคนนี้เป็นคนโง่หรือ? อยู่ในจวนของตัวเองมาหาว่านางมั่วสุมกับผู้ชาย หน้าเขาก็จะบานหรือ?

นางไม่อยากจะสนใจหมาบ้า ก็หันกายเดินจากไป

อ๋องฉีใช้มือคว้าตัวนางเอาไว้ กล่าวอย่างโมโห “เจ้าอธิบายมาเลย”

สวีอีโบกมือขึ้น อยากจะอธิบาย หยวนหย่งอี้กล่าวอย่างเฉยเมย “ปากของหมาไม่มีงอกงาช้างออกมา เจ้าอารมณ์ไม่ดีอย่ามาลงที่ข้า หากมีปัญญากลับไปลงที่ฉู่หมิงชุ่ย”

“เจ้า........” คำพูดเดียวก็จี้แทงใจดำเขาเข้า ขณะนั้นทั้งอายทั้งโกรธ “เจ้าอย่าคิดว่าเจ้ามีวรยุทธ์ก็คิดมาบังอาจกับข้า เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะสั่งให้คนมาโบยเจ้าเดี๋ยวนี้?”

สวีอีตกใจ คิดถึงครั้งที่พระชายาถูกโบย รู้สึกว่าอ๋องฉีจะเอาจริง อย่างไรก็ตามเหล่าอ๋องทั้งหลายต่างก็มีความโหดเหี้ยม รีบกล่าวขึ้น “อ๋องฉีท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าน้อยเพียงแค่ประคองชายาหยวน นางยืนไม่มั่นคง ไม่ใช่มั่วสุมอย่างที่ท่านกล่าว ท่านวางใจเถอะ ข้าน้อยไม่ชอบผู้หญิงอย่างชายาหยวน”

หยวนหย่งอี้จ้องมองสวีอีไปแวบหนึ่ง “สวีอีเจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้”

อะซี่ดึงตัวสวีอี “พวกเราไป”

สวีอีมองนางอย่างลำบากใจ “คงจะไม่ตีกันนะ”

อะซี่หัวเราะ “วางใจเถอะ ใครบางคนไม่ใช่คู่ต่อสู้”

พูดจบ ก็ดึงตัวสวีอีจากไป

อ๋องฉีโกรธมาก “อะซี่ เจ้าว่าใครไม่ใช่คู่ต่อสู้?”

หยวนหย่งอี้ชูหมัดขึ้น “ท่านว่าล่ะ?”

อ๋องฉีรีบถอยหลังไปสองก้าว กล่าวอย่างโกรธเคือง “ข้าขอเตือนเจ้า เจ้าอย่าทำมั่วๆนะ”

หยวนหย่งอี้เห็นสถานการณ์แล้ว รู้สึกน่าเบื่อมาก ก็ขมวดคิ้ว “เอาล่ะ เจ้าก็อย่ามาอาละวาดตรงนี้เลย เรื่องเลิกร้างไปถึงไหนแล้ว?”

อ๋องฉีกล่าวอย่างเคร่งขรึม “เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเจ้า? เจ้าจะถามเยอะแยะทำไม?”

หยวนหย่งอี้โมโห คำรามด้วยความโกรธ “ถามท่านเรื่องเลิกร้าง ท่านจะพูดมั้ย?”

อ๋องฉีเห็นท่าทางที่ดุร้ายของนาง กลัวจนหัวใจและตับหดตัว กล่าวด้วยท่าทางอึดอัด “ก็เพิ่งจะเอ่ยกับเสด็จพ่อไม่ใช่หรือ? เสด็จพ่อไม่ได้พูดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ได้ให้มาหนึ่งตัวอักษร”

“อักษรอะไร?” หยวนหย่งอี้ถาม

อ๋องฉียิ่งรู้สึกลำบากใจ “ไสหัวไป!”

หยวนหย่งอี้ตกใจ “แล้วท่านก็ไสหัวมาแบบนี้?”

“ไม่ไสหัวไปจะรอให้เสด็จพ่อเกรี้ยวหรือ?” อ๋องฉีจึงโมโหอยากจะระบาย บัดนี้สถานการณ์มันบีบคั้น โดยเฉพาะหมัดของคนอื่นยังชูอยู่ ไม่กล้าปลดปล่อยแล้ว กล่าวอย่างจำยอม “ทำได้เพียงไปหาเสด็จแม่ เสด็จแม่นั้นได้ให้คำตอบ ไม่อนุญาต”

เรื่องการเลิกร้างพระชายา ยังต้องให้ฮ่องเต้กับฮองเฮาเห็นด้วย หยวนหย่งอี้ดึงตัวเขาไปนั่งในศาลา มองดูใบหน้าของเขา รอยนิ้วมือยังชัดเจน แล้วถาม “ถูกตบอีกแล้วหรือ?”

อ๋องฉีคิดถึงเรื่องนี้ ในใจยังได้อดกลั้นความคับข้องใจเอาไว้ “วันนี้แต่เช้าข้าไปหานาง คิดว่าในเมื่อนางเป็นคนที่ขอเลิกร้างเอง งั้นข้าก็อยากให้นางไปคุยกับเสด็จแม่ อย่างน้อยนางก็จะไม่เสียหน้า ไม่ถูกคนอื่นว่าข้าเป็นคนที่จะเลิกร้างกับนาง คิดไม่ถึงนางก็ตบข้าโดยตรง”

“เจ้าก็ทนให้นางตบ?” หยวนหย่งอี้กล่าวอย่างเย็นชา

“ไม่เช่นนั้นจะให้ข้าตบนางหรือ? นี่ไม่ใช่การกระทำของลูกผู้ชาย” อ๋องฉีกล่าวด้วยไฟโกรธ

“ยอมให้ผู้หญิงรังแก ก็ไม่ใช่พฤติกรรมของลูกผู้ชาย” หยวนหย่งอี้กล่าวอย่างโกรธเคือง

อ๋องฉีแอบมองนางแวบหนึ่ง แม้ปากจะไม่พูดแต่ในใจก็รู้สึกไม่ถูกต้อง เจ้าก็รังแกข้าด้วยไม่ใช่หรือ?

เพียงแต่ คำพูดนี้อาจจะโดนหมัดมากกว่านี้ เลยไม่กล้าพูด

หยวนหย่งอี้พูดจาอ่อนลงมาบ้างแล้ว กล่าวปลอบใจ “เจ้าไปจัดการเรื่องนี้ให้ดีๆเถอะ ข้ากลับไปจะแนะนำสาวงามและชาติตระกูลดีให้กับท่านหนึ่งคน ให้นางเป็นพระชายาของเจ้า เหมาะสมกว่าฉู่หมิงชุ่ยเยอะเลย”