บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 311 อาการบาดเจ็บไม่สาหัส

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 311 อาการบาดเจ็บไม่สาหัส ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 311 อาการบาดเจ็บไม่สาหัส เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 311 อาการบาดเจ็บไม่สาหัส บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 311 อาการบาดเจ็บไม่สาหัส ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 311 อาการบาดเจ็บไม่สาหัส

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 311 อาการบาดเจ็บไม่สาหัส นวนิยาย

ทังหยางฟังคำพูดนี้แล้ว ตกใจจนลูกตาแทบร่วงตกลงพื้น

อะซี่เดินเข้ามานั่งลง พร้อมถามขึ้นว่า “อะไรคือยังมีชีวิตอยู่?”

“ลูกชายของข้า”หยู่เหวินเห้าพูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

อะซี่อึ้ง พร้อมหันไปมองทังหยาง ทังหยางชี้ไปที่หัว บ่งบอกว่าท่านอ๋องบ้าไปแล้ว

หยวนชิงหลิงโกรธจนหัวเราะออกมา พร้อมพูดว่า “เอาล่ะ เอาล่ะ เตรียมไปทานข้าวกัน”

“พี่ใหญ่ข้าล่ะ?”อะซี่ถามขึ้น

“กลับไปแล้ว”หยวนชิงหลิงพูดขึ้น

อะซี่พูดขึ้นอย่างค่อนข้างไม่พอใจว่า “ถูกอ๋องฉีทำให้โกรธจนเสียสติไปแล้ว เขากล้าพูดว่าพี่ใหญ่เป็นชู้กับสวีอี ก่นด่าพี่ใหญ่ไปอย่างหนัก ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่จะอดทนไม่ชกเขาได้ไหม”

หยู่เหวินเห้าอารมณ์ดีอย่างมาก ฟังคำพูดนี้แล้ว ก็หันไปมองอะซี่ พร้อมพูดว่า “นังหนูไร้เดียงสา พูดอย่างกับเจ้าเจ็ดอ่อนแอ เจ้าเจ็ดก็เคยร่ำเรียนศิลปะการต่อสู้มาก่อน”

“ไม่ใช่มั้ง?” อะซี่ตกตะลึง พร้อมพูดขึ้นว่า “แล้วทำไมเขาถึงได้แสดงท่าทีเหมือนไก่อ่อนมาก?”

หยู่เหวินเห้ายักไหล่ พร้อมพูดขึ้นว่า “ไม่อ่อนเลย อย่างน้อยก็สามารถบีบไข่ไก่ลูกหนึ่งให้แตกได้ด้วยมือเปล่า”

“ข้าสามารถบีบก้อนหินให้ละเอียดได้”อะซี่พูด

หยู่เหวินเห้าหัวเราะขึ้นมา

หยวนชิงหลิงถามขึ้นอย่างแปลกใจว่า “อ๋องฉีเคยร่ำเรียนฝีมือการต่อสู้จริงหรือ?”

“เคยเรียน พระราชโอรสเชื้อพระวงศ์ มีหรือที่ไม่ต้องเรียน? ศิลปะการต่อสู้การขี่ม้าและการยิงธนูล้วนต้องเรียนรู้ เจ้าเจ็ดก็เรียน แต่ไม่รู้เพราะอะไร ต่อมาก็ไม่ยอมเรียนแล้ว และไม่ยอมใช้ศิลปะการต่อสู้”

อะซี่ถามขึ้นอย่างแปลกใจว่า “ทำไมหรือ?”

“ไม่รู้ว่าถูกอะไรกระตุ้น ทำให้ไม่ชอบใช้ศิลปะการต่อสู้”หยู่เหวินเห้าพูดขึ้น

อะซี่พูดขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อว่า “ถูกทำร้ายตั้งหลายครั้งขนาดนั้นแล้ว ถ้ามีศิลปะการต่อสู้จริง ทำไมถึงไม่ตอบโต้?”

“เขาไม่ทำร้ายผู้หยิง”หยู่เหวินเห้าพูดขึ้น

อ๋องฉีที่ไม่เคยทำร้ายผู้หญิง กลับมายังจวนอ๋องฉี

ด้วยความโมโห เขามุ่งหน้าตรงไปในห้องฉู่หมิงชุ่ย

สองสามวันนี้ ฉู่หมิงชุ่ยร้องไห้อย่างหนัก ตาบวมอยู่ตลอด เห็นเขาเข้ามา นางก็เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย พร้อมพูดว่า “มีพระราชโองการมาแล้วหรือ? หากมีพระราชโองการมาแล้ว ข้าก็จะเก็บของไป”

นางดูถูกเขาอย่างที่สุด

จะโทษที่นางดูถูกไม่ได้ ความจริงแล้ว หากเขากล้าเข้าวังไปทูลเรื่องเลิกร้าง นางจะมองเขาสูงขึ้นกว่านี้

แต่ เขาไม่กล้า

ต่อหน้าเสด็จพ่อ เขาไม่กล้าพูดอะไรเลย

คนขี้ขลาด

วันนี้ยังมาหานางแต่เช้า เรียกให้นางเข้าวังไปทูลเรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีความกล้าหาญอย่างที่สุด

อ๋องฉีนั่งลง มองดูนาง พร้อมพูดขึ้นว่า “เจ้าดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

“ขอบคุณที่เป็นห่วง ข้าสบายดี”ฉู่หมิงชุ่ยพูดขึ้นอย่างเย็นชา ในใจเบื่อหน่ายกับความประจบของเขาอย่างที่สุด ระหว่างพวกเขาไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น สุดท้ายแล้วเขาก็จะต้องมาขอคืนดี

ไม่มีศักดิ์ศรีเลยสักนิด ยิ่งอยู่ก็ยิ่งเหมือนคนขี้ขลาดจริงๆ

อ๋องฉีพยักหัว นั่งตัวตรง สายตาแน่นิ่ง จ้องมองนางพร้อมพูดว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นข้าก็จะพูดตรงๆ เช้าวันนี้ข้าได้เข้าวังไปทูลเรื่องเลิกร้างกับเสด็จพ่อเสด็จแม่แล้ว เสด็จพ่อไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เสด็จแม่ไม่เห็นด้วย แต่ในเมื่อเราตัดสินใจกันเช่นนี้แล้ว หากยังจะยื้อกันไปแบบนี้ สุดท้ายแล้วก็จะต้องตกที่นั่งลำบากทั้งสองฝ่าย ดังนั้นพรุ่งนี้เช้า เจ้ากับข้าไปทูลขอเสด็จปู่ด้วยกัน ขอเพียงเสด็จปู่เห็นด้วย เรื่องนี้ก็ไม่มีปัญหา เจ้ายอมไปพร้อมกับข้าไหม? หากเจ้าไม่ไป ข้าไปคนเดียวก็ได้”

ฉู่หมิงชุ่ยแทบจะหายใจไม่ออก รีบหันมามองดูเขา ในลำคอเหมือนมีไฟลุกไหม้ พูดขึ้นด้วยเสียงแหบว่า “เจ้าพูดว่าอะไร?”

อ๋องฉีพูดว่า “เจ้าวางใจ ในเมื่อข้ารับปากเจ้าแล้ว ก็จะต้องทำให้ได้ ไม่ว่าเสด็จพ่อเสด็จแม่จะต่อต้านอย่างไร ขอเพียงสามารถพูดโน้มน้าวเสด็จปู่ได้ ก็ไม่มีปัญหาแล้ว”

ฉู่หมิงชุ่ยมองดูใบหน้าของเขา แล้วก็มีความคิดอยากที่จะบีบคอเขาให้ตาย

เรื่องอื่นไม่เห็นเขามีความมุ่งมั่นตั้งใจขนาดนี้ และก็ไม่เคยเห็นเขาจริงจังกับเรื่องอะไร กลับใส่ใจเรื่องเลิกร้างขึ้นมาอย่างจริงจัง

“ไปขอไท่ซ่างหวง เจ้าคิดดีแล้วใช่ไหม?”ฉู่หมิงชุ่ยถามขึ้น

อ๋องฉีพูดขึ้นว่า “คิดดีแล้ว ข้ารู้ว่าขอร้องเสด็จปู่ไม่ได้ง่ายๆแน่ จึงคิดจะไปขอให้พี่สะใภ้ห้าช่วย ขอเพียงพี่สะใภ้ห้าไปช่วยพูดโน้มน้าว คิดว่าเสด็จปู่ต้องยอมแน่”

ในใจฉู่หมิงชุ่ยเต้นไม่เป็นจังหวะ ความหวาดกลัวรู้สึกจากใจจนถึงสมอง ภายในหัวสมองว่างเปล่าขึ้นมาทันที

เลิกร้างไม่ได้ เลิกร้างไม่ได้ เลิกร้างไม่ได้

นางร้องอยู่ในใจหลายที ตอนนี้สถานการณ์ของนางย่ำแย่อย่างที่สุดแล้ว หากเลิกร้างแล้วกลับไปที่บ้านอีก อนาคตของนางก็จะหมดสิ้นแล้ว

แต่มองดูผู้ชายตรงหน้าที่ยอมนางทุกอย่างมาตลอดคนนี้ นางไม่อยากก้มหัว ไม่อยากพูดอ่อนข้อ ยิ่งไม่อยากพูดว่านางไม่อยากเลิกร้าง

ภายในใจมีความคิดเป็นร้อยพัน พระยายามคิด อดทนที่จะไม่กระโจนเข้าไปทุบตีเขา นางหรี่ตาลงพร้อมพูดขึ้นว่า “ข้าไม่ไป พรุ่งนี้เจ้าไปเองเถอะ ข้ารอฟังข่าวจากเจ้าอยู่ที่จวน”

อ๋องฉีพยักหัว พร้อมพูดขึ้นว่า “งั้นก็ได้ พรุ่งนี้ข้าไปก่อน ได้ผลอย่างไรแล้วค่อยกลับมาบอกเจ้า”

พูดเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นแล้วก็เดินจากไป

ฉู่หมิงชุ่ยกำหมัดแน่น ในใจเกลียดเหมือนโดนงูพิษกัด

ทำไมนางถึงได้พ่ายแพ้ถึงขนาดนี้? แม้แต่ผู้ชายขี้ขลาดคนหนึ่งอย่างคนนี้ก็ยังจะเลิกร้างกับนาง?

นางเคยคิดที่จะเลิกร้างจริง แต่หลังจากที่นางไปหาหยู่เหวินเห้าแล้วไม่ได้ผล นางก็ได้ปล่อยวางความคิดนี้แล้ว

ถึงแม้อ๋องฉีจะขี้ขลาด แต่ยังไงก็เป็นพระราชโอรสของฮองเฮากับฮ่องเต้ ยังไงเขาก็ยังมีความหวัง

นางเพียงแค่รอให้เขาสำนึกผิด ยอมแพ้ ยอมขอโทษสำนึกผิด หลังจากทำแบบนี้หลายครั้ง นางก็จะให้อภัยเขา

แต่เขากลับไม่ได้สำนึกผิดไม่ได้ยอมแพ้ เขาถึงขั้นบุกไปถึงวังเพื่อไปทูลเรื่องเลิกร้าง

วินาทีนี้ ในใจนางปั่นป่วนสะเทือนขวัญ

อ๋องฉีกับหยู่เหวินเห้าเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว หากให้นางได้เลือกอีกครั้ง นางจะต้องเลือกหยู่เหวินเห้าอย่างแน่นอน

แต่ตอนนี้นางไม่สามารถกลับไปเลือกได้อีกแล้ว

นางรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยจนไม่ต้องคิดถึงแล้วว่า เขาจะได้เป็นองค์ชายรัชทายาทหรือไม่ ขอเพียงเขายอมที่จะไปสู้สักครั้ง นางก็สามารถที่จะไม่ถือโทษอะไรแล้ว

นางไม่ได้เป็นคนทอดทิ้งเขา แต่เป็นเขาที่ทอดทิ้งนางก่อน

ความอัปยศที่ถูกหักหลัง ความเกลียดชังเพิ่มพูนขึ้นมา ทำให้หัวใจนางแทบเเตกสลาย

แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ นางกลับยิ่งสามารถสงบลง

นางหลับตา หายใจเข้าลึกๆ ดึงปิ่นปักผมลงมา ใช้ปลายแหลมของปิ่นกรีดบนข้อมือของตน

อ๋องฉีเพิ่งเดินมาถึงในลาน ก็ได้ยินเสียงสาวใช้กรีดร้องขึ้นอย่างตกใจ

เขาอึ้ง หลังจากได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างตกใจของสาวใช้แล้วก็ได้ยินเสียงร้องไห้ เขาจึงรีบเดินกลับไป

เข้าไปในห้อง เมื่อเปิดม่าน สิ่งที่เห็นคือเลือดสีแดงสดนองเต็มพื้น

ฉู่หมิงชุ่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้กุ้ยเฟย มือห้อยลง คนยังมีสติอยู่ เมื่อเห็นเขาเข้ามา นางใช้สายตาที่เจ็บปวดและหมดหวังมองดูเขา ค่อยๆหลับตาลง น้ำตาไหลลงมาจากหางตาทั้งสองข้าง ไหลผ่านใบหน้าที่ขาวซีด

เขาอึ้งตกตะลึง มีคนวิ่งออกไปตามหมอ เขาค่อยได้สติกลับมา วิ่งเข้าไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาผืนหนึ่ง แล้วมัด ไว้ตรงบนข้อมือเขา เพื่อห้ามเลือด

ตอนที่เขาทำทุกอย่างนี้ ในใจยังมึนงง ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงต้องทำเช่นนี้

หยวนหย่งอี้พาหมอหลวงเฉาวิ่งเข้ามา สาวใช้ที่วิ่งออกไปตามหมอเมื่อกี้ถูกนางดึงไว้ รู้ว่าฉู่หมิงชุ่ยกรีดข้อมือตนเอง ดังนั้นจึงพาหมอหลวงเฉามาแล้วก็ตรงเข้าไปในห้อง

“ท่านอ๋อง ให้กระหม่อมทำเถอะ”หมอหลวงเฉาเห็นสภาพแล้ว จึงเดินเข้ามาพูดขึ้น

เมื่อเห็นหมอหลวงเฉา อ๋องฉีก็อึ้งอีก หันไปมองหยวนหย่งอี้ ด้วยสายตาต้องการถาม

หยวนหย่งอี้พูดขึ้นด้วยเสียงเบาว่า “พี่สาวพระชายาฉู่ใช้ให้ข้าตามหมอหลวงเฉามา บอกว่าหากท่านอ๋องกลับมาคุยกับนางเรื่องเลิกร้าง ก็จะต้องใช้หมอหลวง”

อ๋องฉีมองดูนาง พร้อมพูดขึ้นว่า “พี่สะใภ้ห้าหมายความว่าอย่างไร? นางรู้ได้อย่างไร....” รู้กาลล่วงหน้าหรือ?

เขาหยุดพูด เพราะได้ยินฉู่หมิงชุ่ยพูดกับหมอหลวงเฉาว่า

“ไม่ต้องห้ามเลือด พวกเจ้าไปเถอะ มีชีวิตอยู่ต่อไปก็ไม่มีความหวังอะไร ตายไปเสียยังจะดีกว่า” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหมดหวัง พร้อมทั้งใช้แรงชักมือของตนเองกลับ

หมอหลวงเฉาพยักหัว พร้อมพูดขึ้นว่า “ท่านอ๋อง ห้ามเลือดไว้แล้ว กรีดแผลไม่ลึก ห้ามเลือดไว้ได้ ก็ไม่มีอันตรายอะไรแล้ว กระหม่อมเอาผงยาไว้ให้ สั่งให้คนมาโรยให้กับพระชายา บาดแผลก็จะหายเร็วขึ้น”

เมื่อหมอหลวงเฉาพูดออกมาเช่นนี้ บรรยากาศจึงค่อนข้างตึงเครียดขึ้นมา

สีหน้าของฉู่หมิงชุ่ยก็เปลี่ยนแปลงไป