บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 32 ถูกลอบโจมตี

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 32 ถูกลอบโจมตี ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 32 ถูกลอบโจมตี เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 32 ถูกลอบโจมตี บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 32 ถูกลอบโจมตี ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 32 ถูกลอบโจมตี

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 32 ถูกลอบโจมตี นวนิยาย

บทที่ 32 ถูกลอบโจมตี

จนกระทั่งแสงสายัณห์ตกกระทบส่องสว่างเต็มลานบ้าน ก็ยังไม่เห็นหยู่เหวินเห้าเข้าวัง

หยวนชิงหลิงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่บ้าง วันนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นมาก ตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ ยังไม่เคยสงบเช่นนี้มาก่อน

กลางคืนหลังจากที่ช่วยฝูเป่าล้างแผลแล้ว ฉางกงกงก็ให้นางกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักอุ่นตะวันตก

หยวนชิงหลิงออกมานอกพระตำหนัก มองเห็นเกี้ยวของฮ่องเต้หมิงหยวนมาถึงประตูพระตำหนักพอดี นางกำลังลังเลว่าจะรีบไปจากที่นี่เสียหรือว่ารอคำนับเขาก่อนค่อยจากไป แต่กลับมองเห็นคนผู้หนึ่งที่แต่งกายคล้ายองครักษ์เดินหน้าเข้าไปพูดอยู่สองสามคำ สีหน้าของฮ่องเต้หมิงหยวนก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน หมุนตัวจากไปทันที

มาถึงนอกพระตำหนักแล้วยังหมุนตัวจากไป เกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้นกันแน่

หยวนชิงหลิงกลับไปยังตำหนักอุ่นตะวันตกด้วยจิตใจล่องลอย แม่นมสี่มาเปลี่ยนยาให้กับนาง หยวนชิงหลิงใช้น้ำร้อนเช็ดตัว ล้างหน้า ทำให้ร่างกายผ่อนคลายขึ้นมาก

กินยาแก้อักเสบแล้ว นางก็ขึ้นไปนอนบนเตียง

หลายวันมานี้ก็กินแต่ยาแก้อักเสบ ทำให้นางรู้สึกมึนๆ ง่วงนอนทั้งวัน พอร่างเตะกับที่นอน หนังตาก็หย่อนลงมาปิดทันที

กระทั่ง ไม่มีเวลาที่จะคิดด้วยซ้ำไปว่าทำไมฮ่องเต้หมิงหยวนมาแล้วก็จากไป

กลางดึก แม่นมสี่ก็เข้ามาปลุกนางตื่น

หยวนชิงหลิงขยี้ตา มองไปยังแม่นมสี่ที่ถือตะเกียงยืนอยู่อีกฝั่ง ท่าทีของนางมีความเจ็บปวดบางอย่างที่ปิดบังอยู่ หยวนชิงหลิงเกือบจะเป็นการดีดตัวขึ้นมา ถามเสียงแหบว่า “ไท่ซ่างหวง……”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่เพคะ”แม่นมสี่รีบตัดบทของนางทันที “พระสนมรีบลุกขึ้นเถอะ เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกจากวังกัน กู้ซือรอท่านอยู่ข้างนอกเพคะ”

“ออกจากวัง ”หยวนชิงหลิงมึนงง ค่ำมืดดึกดื่นเช่นนี้ ออกนอกวังไปทำไมกัน

“อย่าถามเลย รีบลุกขึ้นเถอะเพคะ”แม่นมสี่ยื่นมือไปเลิกผ้าห่มของนางออก จากนั้นก็หันไปสั่งการว่า “ดูแลเปลี่ยนชุดให้พระสนมด้วย”

หยวนชิงหลิงเพิ่งจะเห็นว่าในตำหนักไม่ได้มีแค่แม่นมสี่เพียงคนเดียว ยังมีสาวรับใช้ในวังอีกสองคน

ผ้าเช็ดหน้าเย็นเหยียบผืนหนึ่งพาดอยู่ที่ใบหน้าของนาง แม่นมสี่พูดว่า :“พระสนมต้องสดชื่นสักหน่อย”

ไอเย็นทำให้หยวนชิงหลิงตื่นตัวทันที นางเองก็ไม่ได้ถาม แม่นมสี่เป็นคนของไท่ซ่างหวง นางออกวัง น่าจะเป็นคำสั่งของไท่ซ่างหวงแน่

ไท่ซ่างหวงโกรธนางหรือ

ฉะนั้นจึงได้ไล่นางไปกลางดึกเช่นนี้

เมื่อออกไปข้างนอก ก็มองเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมชุดเกราะสีเงินที่เอวมีดาบคาดเอาไว้ยืนอยู่ตรงระเบียง เห็นนางเดินออกมา องครักษ์ก็ยกมือขึ้นคำนับ “กู้ซือรับบัญชาส่งพระชายาออกนอกวัง”

หยวนชิงหลิงรู้จักเขา เขาคนนี้คือรองผู้บัญชาการมหาดเล็กกู้ซือ

วันก่อนเขารับผิดชอบในการตรวจสอบคดีที่ฝูเป่าตกตึก

ใจนางกระตุกไปวูบหนึ่ง กู้ซือคุ้มครองนางออกจากวัง ไท่ซ่างหวงจะไล่นางออกไป

ให้ใครก็ได้ส่งนางออกไปก็พอแล้ว แต่นี่กลับรบกวนรองผู้บัญชาการมหาดเล็ก

นางก็ไม่ได้ถามออกไป เดินตามกู้ซือออกไป

ฝีเท้าของกู้ซือเร็วมาก หยวนชิงหลิงเร่งตามเต็มฝีเท้า แต่ก็ยังห่างกันระยะหนึ่งอยู่ดี

พอมาถึงนอกประตูวัง หยวนชิงหลิงก็หอบหายใจแรง

นอกวังมีรถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่ หยวนชิงหลิงเงยหน้าขึ้นดู คนที่ขับรถม้ากลับเป็นขุนนางในจวนใต้เท้าทัง

ทังหยางลงจากม้า วางเก้าอี้เล็กสำหรับเหยียบ ก้มตัวพูดว่า “เชิญพระชายาขึ้นรถม้า”

หยวนชิงหลิงไม่ไต่ถาม เหยียบเก้าอี้ขึ้นไปบนรถม้า

กู้ซือลงเส้ไปที่ม้าที่อยู่ด้านหน้า ทังหยางควบคุมรถม้า ไปตามทางที่มืดสนิท ไปยังจวนอ๋องฉู่

รถม้าวิ่งได้เร็วมาก โคลงเคลงกระแทกตลอดทาง หยวนชิงหลิงรู้สึกเจ็บที่แผล แต่ว่า ก็ไม่ได้ใส่ใจกับความเจ็บปวด เพราะในใจถูกความหวาดกลัวที่พูดไม่ออกเกาะกุมไปแล้ว

รถม้ามาถึงจวนอ๋องฉู่ และหยุดลง ทังหยางลงจากรถม้าเลิกผ้าม่านให้หยวนชิงหลิงลงจากรถม้า

นอกประตูจวนอ๋องฉู่มีโคมไฟดวงใหญ่สองดวงแขวนอยู่ ไอหมอกปกคลุม แสงระยิบรำไร

หยวนชิงหลิงจิตใจไม่สงบ ก้าวขาพลาดไปข้างหนึ่ง สะดุดไปนิดหน่อย กู้ซือรีบเข้าไปประคองไว้

เอ่ยเสียงเบาว่า “พระชายาโปรดระวังด้วย”

“ขอบใจ”หยวนชิงหลิงเงยหน้า สบไปยังดวงตาที่เยือกเย็นของกู้ซือ

“เดินต่อได้หรือไม่”กู้ซือปล่อยนาง และถามขึ้น

หยวนชิงหลิงหมุนข้อเท้า เจ็บมาก แต่นางก็ไม่ได้ให้กู้ซือช่วยพยุง เดินกะเผลกเข้าไปเอง

เมื่อเข้าไปในจวน ก็เดินตรงไปข้างหน้า ทังหยางจึงพูดขึ้นว่า “คืนวันก่อน ตอนที่ท่านอ๋องออกจากวังได้ถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว บาดเจ็บสาหัสมาก”

“สาหัสมากแค่ไหน”ถึงว่าเมื่อวานเขาไม่เข้าวัง ที่แท้ก็ถูกลอบทำร้าย

“หยุดหายใจไปชั่วครู่ หลังจากนั้นอ๋องฉีได้ส่งยาจื่อจินมาให้ จึงค่อยๆดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ฟื้น อีกทั้ง ตั้งแต่ยามโหย่วของเมื่อวาน ก็มีไข้สูงอยู่ตลอด ลมหายใจแผ่วเบา ยังกระอักเลือดไปสองครั้งอีกด้วย”ทังหยางเอ่ยเสียงขรึม

“ทำไมจึงเพิ่งมาหาข้า”หยวนชิงหลิงเอ่ยอย่างร้อนรน

ทังหยางยังคงเดินด้วยฝีเท้าเร็ว พูดว่า “ท่านอ๋องห้ามไม่ให้รายงานในวัง เพราะสถานการณ์เมื่อคืนนี้อันตรายมาก นี่ก็เพิ่งจะไปรายงานฮ่องเต้มา แต่คิดไม่ถึงว่า พอไท่ซ่างหวงรู้เรื่องนี้เข้า ก็สั่งให้คนไปไต่ถามอาการ จากนั้นก็ให้ฉางกงกงและคนรับใช้เข้าวังไปรับตัวพระชายามา”

ทังหยางเองก็ไม่รู้ว่าไท่ซ่างหวงให้เรียกตัวพระชายามาทำไม ฉางกงกงเพียงแต่พูดว่า พระชายาเป็นคนเดียวที่จะช่วยชีวิตท่านอ๋องได้

หยวนชิงหลิงไม่มีเวลามาครุ่นคิดว่าไท่ซ่างหวงรู้ได้อย่างไร นึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่ฮ่องเต้ไปถึงพระตำหนักฉินคุนแล้วก็จากไป คิดว่าคงเพราะคนของจวนอ๋องฉู่เข้าไปรายงานเรื่องนี้เป็นแน่

กู้ซือเดินตามหลังอยู่ตลอด ได้ยินที่ทังหยางพูด ก็อดไม่ได้ที่จะถามหยวนชิงหลิง “พระชายารู้ความคิดของไท่ซ่างหวงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่รู้ เข้าไปดูก่อนเถอะ”หยวนชิงหลิงรู้สึกปวดที่เท้าเป็นอย่างมาก ในใจก็ร้อนรน

โชคดีที่เจ้าของร่างเดิมนี้ได้หลงเหลือจิตในการควบคุมอารมณ์ไว้

พอมาถึงตำหนักเซี่ยวเยว่ของหยู่เหวินเห้า สวีอีหัวหน้าองครักษ์จวนอ๋องพอได้ยินเสียงฝีเท้าก็เปิดประตูทันที ในห้องแสงไฟสลัว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ไอแห่งความตายปกคลุมอย่างหนาแน่น

หยวนชิงหลิงถูกกลิ่นคาวเลือดนี้รมจนทำให้เข่าอ่อน นางยื่นมือคิดจะจับประตูเอาไว้

แต่ประตูกลับเลื่อนถอยออกไปตามแรงของนาง ตัวนางล้มลงไปข้างหน้า

สาวใช้ของอ๋องฉู๋นามว่าฉี่หลอรีบเข้ามาประคองนางเอาไว้“พระชายาระวังด้วย ”

หน้าผากของหยวนชิงหลิงโขกกับพื้นจนผิวถลอก มีเลือดซิบออกมาก ศีรษะยิ่งรู้สึกหนักอึ้งขึ้นอีกหลายส่วน

นางรู้สึกอารมณ์เสียในใจ นี่ตัวเองเป็นอะไรไป ใช่ว่าจะไม่เคยจัดการกับคนที่มีอาการหนักเสียหน่อย ทำไมต้องลุกลี้ลุกลนขนาดนี้

ไม่ง่ายเลย กว่าจะเดินไปถึงหน้าเตียง พอเห็นคนที่นอนอยู่บนเตียง นางสูดลมหายใจเย็นเข้าหนึ่งเฮือก

เขา คืออ๋องฉู่หยู่เหวินเห้า

บาดแผลขนาดใหญ่จากข้างหูซ้ายไปจนถึงโหนกคิ้ว ด้วยความลึกของบาดแผล สามารถมองเห็นกระดูกได้ ทั้งสี่ด้านของบาดแผลบวมขึ้น ศีรษะถูกพันเอาไว้ ดูแล้ว ก็คงจะมีบาดแผลเช่นกัน

ดวงตาของเขาปิดสนิท สีหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ ริมฝีปากไร้สีเลือด ราวกับไม่มีลมหายใจ เหมือนคนที่ตายแล้ว

“บาดแผลสิบแปดจุด ช่วงท้องได้รับสองแผล ไหล่สองข้าง เท้าสองข้าง ด้านหลัง ล้วนมีบาดแผล ”

ในมุมหนึ่ง มีคนพูดขึ้นอย่างสงบ

หยวนชิงหลิงเงยหน้ามองไป อ๋องฉียืนอยู่ข้างฉากกั้น น้ำเสียงตกใจระคนปวดร้าว

หยวนชิงหลิงสูดลมหายใจเข้าอีกครั้ง สิบแปดแผลดาบ เขายังมีชีวิตรอดอยู่

“หมอหลวงเล่า”หยวนชิงหลิงถามเสียงแหบพร่า “ทำไมไม่เชิญหมอหลวง”

“หมอหลวงกลับวังไปแล้ว”ทังหยางเอ่ยเสียงขรึม เป็นเขาที่ส่งหมอหลวงกลับเข้าวังไปเอง หมอหลวงพูดว่า แม้แต่เทวดาก็ช่วยไม่ได้ เหลือเพียงลมหายใจเดียวเท่านั้นแล้ว

“เปิดผ้าห่มขึ้น ข้าจะดูบาดแผล”หยวนชิงหลิงรีบพูดขึ้นทันที

ทังหยางเดินไปข้างหน้าเลิกผ้าห่มขึ้น ถอดเสื้อผ้าเขาออก เหลือเพียงบริเวณช่วงท้องกับขาอ่อนที่ถูกปิดเอาไว้ด้วยผ้าบางๆ บาดแผลได้ถูกทำความสะอาดแล้ว แต่ว่า ผิวหนังของบาดแผลเปิดออกมา มีเลือดไหลซึม สถานการณ์ไม่ดีเอาเสียเลย

หยวนชิงหลิงโน้มตัวลงไป ฟังเสียงการเต้นของหัวใจ การหายใจ หัวใจเต้นอ่อนมาก หยุดบ้างเต้นบ้าง เสียเลือดไปมาก ไม่สามารถให้เลือดได้ มีอาการของหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้นแล้ว