บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 361 ไม่เสียแรงแม้แต่เสี้ยวเดียว

sprite

ฮ่องเต้หมิงหยวนเหมือนจะถูกสะกิดอยู่เล็กน้อย หญิงสาวนั้นอ่อนแอ แต่เมื่อเป็นแม่แล้วจะเข้มแข็ง

หยวนชิงหลิงกล้ายอกย้อนทำตัวเนรคุณ อย่างไรเสียก็เป็นวิธีการในการปกป้องตนเองอย่างหนึ่ง

ตอนนี้สำหรับนางแล้ว ที่สำคัญที่สุดจริงๆก็คือลูกในท้อง

ส่วนความคิดที่เจ้าห้าเสนอมา ให้รับคุณหนูฮู่นั่นมาเป็นบุตรบุญธรรม ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่แน่นอนว่าต้องไม่ดีเท่าการแต่งเข้าราชวงศ์

แต่งเข้าราชวงศ์ นั่นเป็นเรื่องตลอดชีวิต เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยกตัญญูมาก ทั้งยังรักและหวงลูกสาวมาก ถ้าคุณหนูฮู่ได้แต่งกับเจ้าห้า เขาต้องพิจารณาเรื่องทุกอย่างอีกครั้งก่อน

และเจ้าพระยาเจิ้งเป่ยก็คงไม่ได้มีใจคิดคด เพียงแต่เขามีความทะเยอทะยานมาก หากได้เป็นท่านพ่อตาของฮ่องเต้ แล้วได้รับรู้ว่าภายหน้าลูกสาวตนเองจะได้เป็นพระชายาของรัชทายาท ฮองเฮา

ฮ่องเต้หมิงหยวนคิดถึงตรงนี้ เป็นตนเองที่นิ่งอึ้งไป เขาคิดวางแผนเช่นนี้ ที่จริงตลอดมาเหมือนจะละเลยใครไปสักคน คนคนนั้นก็คือหยวนชิงหลิง

เขามีความคิดที่จะแต่งตั้งเจ้าห้า อีกทั้งยังคิดเป็นเรื่องเป็นราวว่าคุณหนูฮู่จะได้ขึ้นเป็นพระชายารัชทายาท กระทั่งภายหน้าจะได้เป็นฮองเฮา

แล้วหยวนชิงหลิงเล่า หากนางให้กำเนิดซื่อจื่อ ทายาทของชายาเอก สถานะจะสูงส่งเพียงใด สถานะของมารดา ก็ย่อมจะลดต่ำลงไปไม่ได้

ตอนนี้มาคิดดูอย่างดีแล้ว ก็ยังคงเป็นไปไม่ได้อยู่ดี

ทางจวนเจ้าพระยาจิ้ง ตั้งแต่เจ้าพระยาจิ้งกลับบ้านเกิดไปจัดงานศพ ก็เหมือนว่าฮูหยินรองจะกุมอำนาจในจวนไว้ เรียกทุกคนในจวนให้ไปรวมตัวกันที่โถงด้านหน้า ไหนเลยจะรู้ว่า ฮูหยินใหญ่จะโผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน นั่งอยู่ตรงเก้าอี้หลัก

หยวนชิงหลิงไม่ได้เข้ามา มองดูมาจากข้างนอก

สีหน้าของฮูหยินรองนั้นดูไม่ดีสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังคงพูดยิ้มๆว่า “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านไม่ค่อยแข็งแรง ควรพักอยู่ในเรือนให้มากๆ เรื่องในจวนให้ข้าแบ่งเบาภาระแทนท่านก็พอแล้ว”

ฮูหยินใหญ่ค่อยๆเหลือบตาขึ้นมามอง มองนางด้วยสายตาเรียบเฉยแวบหนึ่ง “เจ้าดูแลได้ไม่ค่อยดี หลายปีมานี้ที่เจ้าควบคุมดูแลภายในจวน วุ่นวายไม่เป็นระเบียบ เห็นได้ชัดว่าท่านเจ้าพระยามอบหมายงานให้คนที่พึ่งไม่ได้ ฉะนั้นเรื่องในจวนเจ้าไม่ต้องยื่นมือเข้ามายุ่งแล้ว”

ฮูหยินรองนิ่งอึ้ง ชักสีหน้า “พี่สะใภ้ใหญ่ท่านพูดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง ทำไมตอนข้าดูแลจวนจึงได้วุ่นวายไม่เป็นระเบียบเล่า วุ่นวายตรงไหน ขอท่านชี้แนะด้วย”

ลูกสะใภ้ของฮูหยินรองนางหลวนก็พูดขึ้นว่า “ใช่แล้ว ท่านป้าใหญ่ ปากจะกินของอะไรก็ได้ แต่จะพูดอะไรเรื่อยเปื่อยไม่ได้ หลายปีมานี้ท่านไม่สบายนอนซมกับเตียง ช่วยตัวเองแทบจะทำไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะมีแม่สามีข้าอยู่ จวนนี้จึงจะวุ่นวายไร้ระเบียบอย่างแท้จริง ”

ฮูหยินใหญ่เอ่ยเรียบๆว่า “ฮูหยินรอง เจ้ามีมารยาทหรือไม่ ข้าพูดกับแม่สามีเจ้า เจ้าจะสอดทำไม”

นางหลวนเม้มปาก “แล้วไฉนท่านต้องเอาแต่ใจไม่อนุญาตให้ข้าได้พูดบ้างเล่า แม้ว่าตอนนี้ท่านต้องการจะแย่งอำนาจคืน แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความดีความชอบของแม่สามีข้าที่ทำเพื่อจวนนี้ในหลายปีที่ผ่านมา เป็นคนต้องยุติธรรมซะบ้าง”

ฮูหยินใหญ่พูดเสียงเย็นๆว่า “แต่ไหนแต่ไรมาข้าทำอะไรยุติธรรมเสมอ ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าจะจ้างผู้ทำบัญชีคนใหม่ ให้เขาตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายทุกรายการย้อนหลังไปสิบปี ยอดในบัญชีตรงแล้ว ข้าย่อมต้องบันทึกความดีความชอบนาง แต่ถ้าหากยอดในบัญชีไม่ตรงกัน นั่นก็เท่ากับฉ้อโกงเงินส่วนรวม จะถูกลงโทษตามกฎของบ้าน”

น้ำเสียงของฮูหยินใหญ่ไม่สูง แต่ทุกคำหนักแน่นและมีอำนาจ

ฮูหยินรองหัวเราะเย็นหนึ่งเสียง “บัญชีข้าไม่มีปัญหา ท่านจะตรวจสอบก็ตรวจไป แต่ว่า ข้าดูแลจวนนี้มาก็หลายปี เกรงว่าคนในจวน จะไม่เชื่อฟังท่าน”

นางยืนไปตรงกลาง มองคนรับใช้ที่อยู่กันเต็มห้อง พูดว่า “ใครที่เชื่อฟังข้า ให้ยืนไปทางซ้ายทั้งหมด”

คนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหว รีบยืนไปทางฝั่งซ้าย

เหลือไม่กี่คนที่ยังยืนอยู่ตรงกลาง มึนงงเล็กน้อย ลังเลไม่แน่ใจ

ฮูหยินรองมองฮูหยินใหญ่อย่างได้ใจ “ไม่มีใครเชื่อฟังคำสั่งท่านหรอก ท่านตายใจซะเถอะ อย่าคิดว่าท่านเจ้าพระยาไม่อยู่ ท่านก็จะสามารถวางอำนาจบาตรใหญ่ได้ หลายปีมานี้ข้าทุ่มเทเพื่อจวนเจ้าพระยาตั้งมากมาย ทุกคนต่างก็มองเห็นอย่างชัดเจน”

ใบหน้าเหนื่อยล้าขาวซีดของฮูหยินใหญ่ ค่อยๆมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมา นางพูดกับซุนมามาว่า “จดชื่อคนเหล่านี้เอาไว้ จดเสร็จแล้ว ก็ไปหาพ่อค้าทาสมาคนหนึ่ง ขายพวกเขาออกไปให้หมด แล้วให้พ่อค้าทาสหาคนใหม่เข้ามาแทน”

ฮูหยินรองยิ้มเย็น “ขออภัยด้วย พี่สะใภ้ใหญ่ สัญญาขายทาสของพวกเขาอยู่ที่ข้า ต่อให้คนค้าทาสมา ไม่มีสัญญาขายทาสก็พาพวกเขาไปไม่ได้”

ซุนมามายิ้ม “ฮูหยินรอง ท่านว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ฮูหยินใหญ่ไปที่ห้องบัญชีบ่อยๆทำไมกัน คิดว่าไปตรวจสอบบัญชีจริงหรือ ”

ฮูหยินรองอึ้ง “พวกเจ้า……”

สีหน้าของซุนมามาขรึมลงทันที พูดเสียงเย็นว่า “สัญญาขายทาสของทุกคนในจวน ตกอยู่ในมือฮูหยินใหญ่นานแล้ว ฮูหยินรอง ในบรรดาสัญญาค้าทาส มีฉบับหนึ่ง เป็นของท่านในตอนนั้น ท่านเป็นเจ้านายมานานแล้ว คงจะลืมไปแล้วว่าตอนนั้นท่านปีนขึ้นเตียงของนายท่านอย่างไร เป็นคนต้องไม่ลืมกำพืด เจ้ามีชาติกำเนิดเป็นบ่าว วันนี้ยังดีดีอยู่พวกบ่าวลองคิดทบทวนดู ถ้าถูกขายออกไป ไม่แน่ว่าจะได้ไปอยู่ในตระกูลที่ดีเช่นนี้อีก”

ทุกคนต่างนิ่งอึ้งไป ชั่วขณะนั้น ไม่รู้ว่าควรเลือกอย่างไร หยวนชิงหลิงมองดูอยู่ข้างนอก ยิ้มบางๆ ท่านย่าไม่สู้หากไม่มั่นใจ การต่อสู้ครั้งนี้ท่านชนะ

มีบ่าวคนหนึ่ง ระหว่างที่บ่าวคนอื่นๆยังคงยืนนิ่งอึ้ง เขารีบก้าวออกมา พูดกับฮูหยินใหญ่ว่า “ฮูหยินใหญ่ บ่าวยินดีเป็นวัวเป็นควายเพื่อรับใช้ฮูหยินใหญ่”

เขาเป็นคนไร้การศึกษา คำพูดนี้ นับว่าเป็นคำพูดที่เขาคิดว่ามีระดับที่สุดแล้ว

เป็นวัวเป็นควาย ถือว่าเป็นสำนวน

คนคนนี้ ชื่อว่าช่าอี่ รุ่นปู่เป็นขุนนางใหญ่ หลังจากได้รับโทษทัณฑ์ ลูกหลานต่างก็ตกลงไปอยู่ในชนชั้นบ่าวไพร่

เขาถูกขายไปหลายครั้งแล้ว ฉะนั้น เขารู้ว่าหากถูกขายไปอีก หมายความว่าต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

จุดเด่นที่น่าสนใจที่สุดของคนก็คือ ความคิดเรื่องแกะดำ

ในขณะที่ถูกคนไม่ได้ใส่ใจ ทันใดนั้นก็มีคนคนหนึ่งตัดสินใจเลือก เช่นนั้น คนข้างหลังย่อมเดินตามกันไป

ฉะนั้น ผ่านไปชั่วครู่เดียว คนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหว ไปยืนอยู่อีกฝั่งอย่างรวดเร็ว

ด้านหลังของฮูหยินรอง เหลือบ่าวที่ยังคงมั่นใจอยู่ไม่กี่คน

ฮูหยินรองกับนางหลวนต่างโมโหจนหน้าบิดเบี้ยวไปหมด

ฮูหยินใหญ่ยืนขึ้น พูดกับซุนมามาว่า “บอกกฎเกณฑ์ของข้าให้พวกเขาฟัง ข้าจะไปดื่มชาเป็นเพื่อนหลานสาว”

ฮูหยินใหญ่เดินออกไปอย่างราบเรียบ หยวนชิงหลิงประคองนาง ยิ้มบางๆ “ท่านย่า ชนะได้สวยงามมาก”

ฮูหยินใหญ่เอ่ยเสียงเรียบว่า “นี่จะนับประสาอะไร ก็แค่ตัวตลกที่ทำตัวกร่าง เดิมก็ไม่คุ้มกับการเรียกระดมคนมา”

หยวนชิงหลิงรู้สึกว่า ท่านย่าก็เป็นคนหนึ่งที่ผ่านลมฝนมามาก ย่อมไม่ได้เอาเรื่องเล็กน้อยที่แย่งชิงภายในจวนมาใส่ใจ

อาการป่วยของนางเริ่มดีขึ้นเล็กน้อยก็ออกมาเดินเล่นแล้ว เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่านางยังมีกำลังใจมีแรง จากนั้นก็เอาสัญญาค้าทาสของบ่าวรับใช้ไป เพื่อกุมจุดสำคัญที่สุด ไม่ต้องกังวลว่าจะแย่งอำนาจในจวนกลับมาไม่ได้

“ย่าแก่แล้ว หลายปีมานี้ไม่ได้คาดหวังอะไร บวกกับคนที่ป่วยก็มักจะอ่อนแอ ย่อมไม่มีความมุ่งมั่น ตอนนี้ลูกหลานไม่สงบสุข ข้าก็ไม่ตายไปซะที ไม่สู้กลับมาดูแลบ้านนี้ให้ดีอีกครั้ง ดูสิว่ายังพอจะมีทางช่วยได้หรือไม่ ”

หยวนชิงหลิงพูดยิ้มๆ “ท่านย่า ต้องมีแน่ เป็นคนก็ต้องมีความหวัง”

ใบหน้าที่เหี่ยวแห้งของฮูหยินใหญ่ มีรอยยิ้มหนึ่งผุดขึ้น “เจ้าใจสู้สักหน่อย รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร รอให้เจ้ากลับจวนอ๋องแล้ว ข้าจึงจะวางใจ ”

จากนั้น นางก็ส่ายหน้า “กลับจวนอ๋องไปก็ไม่สงบสุข เฮ้อ ไม่มีใครทำให้วางใจได้เลยสักคน”

ทั้งสองเดินออกไป ก็เห็นคนเฝ้าประตูพากงกงที่อยู่ในวังเข้ามา

หยวนชิงหลิงจ้องมอง ที่แท้ก็เป็นฉางกงกงที่อยู่ข้างกายไท่ซ่างหวง