บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 404 ทูลขอฝ่าบาทอีกครั้ง นวนิยาย

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยจ้องลูกสาวตัวเองตาเขม็ง ถึงขั้นบังเกิดความรู้สึกอยากตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอดขึ้นมาจริง ๆ แล้ว

กลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ เขาตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ ว่าจะต่อสู้ช่วงชิงเพื่อเกียรติยศที่คู่ควรกับตระกูลฮู่มาให้จงได้

เขารู้ว่า ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับผลความสำเร็จทางการเมืองของเจิ้งเป่ยในครั้งนี้มาก เขากลับมาอย่างยิ่งใหญ่กล้าหาญ วันนี้ตอนที่อยู่ในวัง เขายังถึงกับกล้าท้าทายพระราชอำนาจของฝ่าบาท แม้ว่าจะไม่บรรลุความปรารถนา แต่เขาก็รู้ว่าตราบใดที่เขายังคงยืนหยัดในเป้าหมายนี้ต่อไป เขาจะต้องเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน

ดังนั้น ระหว่างทางที่กลับจากวังไปที่จวน ในใจจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกทะเยอทะยาน มีปณิธานอันแรงกล้าไปตลอดทาง

แต่อนิจจาใครหนอจะรู้ว่า หลังผ่านความเพียรพยายาม ลำบากตรากตรำอย่างหนักจนมีวันนี้ได้ เพิ่งจะยิ้มแย้มภาคภูมิใจได้ไม่นานเท่าไร กลับถูกลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนสร้างความลำบากใจให้ได้อาย เหมือนถูกฟาดด้วยที่ช่วยใส่รองเท้าเข้าไปเต็ม ๆ หน้า เรียกได้ว่าฟาดใส่หน้าแก่ ๆ ของเขาแบบตรง ๆ จนยับเยินหมดสภาพเลยทีเดียว

นี่นับเป็นอะไรได้? เขาจงใจสร้างบรรยากาศที่กดดันอย่างลึกล้ำขนาดนั้น พยายามจะบีบคั้นกดกันฝ่าบาทให้ต้องจำนน แต่สุดท้าย กลับถูกฝ่าบาทบีบคั้นกดดันลูกสาวคนสำคัญของเขาแทนหรือนี่?

น้ำเย็นเฉียบที่สาดเข้าใส่หนนี้ ถึงกับดับจิตวิญญาณนักสู้อันแรงกล้าตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเขาจนมอดดับลงไปตรง ๆ เลยทีเดียว

เขาแก่กว่าฮ่องเต้ปีเดียว ก็จะได้เป็นพ่อตาของฮ่องเต้แล้วอย่างนั้นรึ?

โอ้สวรรค์! นี่มันรับไม่ได้จริง ๆ

แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าที่ร้องไห้อยู่ แต่ก็ยังเต็มไปด้วยไฟโทสะอันขุ่นเคืองไม่หายของลูกสาว เขาก็รู้สึกจนใจ ไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้วจริง ๆ

ถึงขั้นที่ลูกสาวยังยื่นคำขาดให้เขาด้วยว่า หากฝ่าบาทไม่ต้องการนาง นางก็จะสละทางโลกไปออกบวชเป็นแม่ชีทันที

นี่มันนับเป็นอะไรได้ ? เขาต้องยกลูกสาวให้ฝ่าบาทง่าย ๆ ไม่พอ ยังถึงกับต้องแสร้งทำเป็นหลานชายตัวน้อย ๆ ที่แสนไร้เดียงสา ไปร้องขอความเมตตาจากฝ่าบาทให้ยอมรับลูกสาวของเขาไปอีกอย่างนั้นรึ?

“ไม่! เจ้าเป็นแม่ชี ก็ยังดีกว่าต้องเข้าวัง” เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยฝืนทำใจแข็งดั่งเหล็ก

ฮู่ก่วงถิงยึดตามการตัดสินใจของพ่อ พูดขึ้นว่า: "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พรุ่งนี้ท่านพ่อก็ส่งข้าไปที่สำนักนางชีหมิงเยว่เถอะ ใครก็ไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อมข้า ข้าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ไม่ว่าใครก็เกลี้ยกล่อมข้าไม่ได้ทั้งนั้น"

พูดจบก็เช็ดน้ำตา แล้วเดินกลับไปทันที

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยอับจนหมดความคิดแล้วทุกทาง หันไปมองฮูหยินใหญ่อย่างจนใจสุดแสน

ฮูหยินใหญ่ผายมือ นางจะไปมีหนทางทำอะไรได้อีกล่ะ? จะอย่างไรก็ไม่สามารถไปบังคับให้นางแต่งกับคนที่นางไม่ชอบได้อยู่ดี "นั่นลูกสาวที่เจ้าให้ท้ายคนจนเสียคนเองนี่นะ เจ้าคิดจะทำอย่างไรก็ตัดสินใจเอาเองเถอะ"

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยถึงกับขยุ้มผมตัวเอง แล้วดึงทึ้งมันออกมาแบบเต็มกำมือใหญ่ ๆ เลยทีเดียว ช่างทำให้เดือดร้อนรำคาญใจอะไรเช่นนี้ นี่จะไม่ให้เขาได้มีโอกาสดื่มด่ำกับอำนาจวาสนาที่เพียรสร้างมาสักหน่อยเลยหรือ? อุตส่าห์คว้าชัยชนะกลับมายังราชสำนักอย่างยากลำบาก ได้รับคำแซ่ซ้องสรรเสริญจากประชาชน เหล่าขุนนางต่างไว้วางใจ แต่มาวันนี้ เขากลับต้องทำตาปริบ ๆ มองส่งลูกสาวเข้าวังหลังไปง่าย ๆ จากนี้ไปจะให้เขาหน้าไปไว้ที่ไหนได้อีก?

หลังจากรอจนถึงพลบค่ำด้วยหัวใจที่แทบจะขาดลงให้จงได้ เมื่อลูกชายกลับมา เขาก็รีบเรียกลูกชายเข้ามาปรึกษาหารือด้วยทันที

หลังจากได้ยินเรื่องนี้ แม่ทัพน้อยฮู่ก็หลุดหัวเราะออกมาเสียงหนึ่ง “ ท่านพ่อ ทำไมท่านถึงคิดว่านางชอบเจ้าเด็กน้อยอ๋องฉู่นั่นไปได้ล่ะขอรับ ? นางชอบฝ่าบาทมาตั้งนานแล้ว ท่านไม่รู้เลยรึ?”

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยคล้ายถูกโจมตีจนกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก "เจ้ารู้อย่างนั้นรึ?"

“ข้าย่อมต้องรู้แน่นอนสิขอรับ ตั้งแต่ยังเล็ก นางก็เอาแต่พูดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอดไม่ใช่รึ? ” แม่ทัพน้อยฮู่นั่งลง พูดพลางยกสองขาขึ้นมาขัดสมาธิ

“ตอนนั้นยังเด็ก อาจเป็นแค่คำพูดเล่น ๆ ไม่จริงจังอะไร” เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยพยายามย้อนนึกไปถึงฉากที่นางได้เห็นฝ่าบาทเมื่อตอนนั้น อันที่จริงนางคุกเข่าอยู่กับพื้น แล้วมองดูจากระยะไกล ๆ น่ากลัวว่าอาจมองเห็นได้ไม่ชัดเท่าไรเลยด้วยซ้ำ

แต่เพียงแวบเดียวที่ได้เห็นหน้าครั้งนั้น กลับเป็นสิ่งที่ติดค้างสั่งสมอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจนางมาโดยตลอด เพราะมีเพียงความคิดถึงคะนึงหาแต่ไม่อาจได้พบหน้า ทุกสิ่งที่นางคิดไว้ในใจ จะต้องดีงามสมบูรณ์แบบมากอย่างแน่นอน

ลูกหนอลูก นั่นคือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันนะลูกเอ๋ย แม้ว่าหน้าตาเขาจะนับว่ารูปงามหล่อเหลา แต่ก็ไม่มีทางเทียบกับคนหนุ่มที่อายุยังน้อยได้จริง ๆ หรอกนะ

“เจ้ารีบคิดหาหนทางเร็วเข้า! จะอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้น้องสาวเจ้า แต่งงานกับคนแก่คราวพ่อได้เด็ดขาด” เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยตบโต๊ะแล้วพูดเสียงดังสนั่น

เขาเกิดนึกขึ้นมาได้ว่า วันนี้เขาโกรธจนตบโต๊ะแผดเสียงโวยวายใส่ลูกสาวไป เรียกว่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่นางยังเล็กจนเติบใหญ่มาขนาดนี้ ที่ผ่านมาเขาจะตัดใจทำลงไปได้อย่างไรกัน? เขามีลูกสาวที่แสนล้ำค่าแค่คนนี้คนเดียว ทั้งรักทั้งถนอมดั่งแก้วตาดวงใจ แค่จะพูดจาเสียงดังใส่ก็ยังกลัวนางตกใจด้วยซ้ำ

แม้ว่าความขวัญกล้าอันมหาศาลของนาง จะไม่ทำให้นางตกใจกลัวอะไรง่าย ๆ ก็ตาม

แม่ทัพน้อยฮู่กลับมีท่าทีเฉยเมยอย่างยิ่ง “แต่งให้ฝ่าบาทแล้วมันอย่างไรล่ะ? นั่นคือเรื่องที่ใจนางเฝ้ามุ่งมาดปรารถนามาโดยตลอด แต่จะว่าไปฮ่องเต้ก็ยังไม่แก่นะขอรับ เขายังหนุ่ม ทั้งยังสง่างาม สูงส่งน่าเกรงขาม ดูเหมือนคนที่เพิ่งจะอายุได้สักสามสิบกว่า ๆ เท่านั้นเอง"

“ พ่อแก่กว่าเขาแค่ปีเดียว ” เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยพูดด้วยความเดือดดาล

แม่ทัพน้อยฮู่ถึงกับตกใจจนผงะ มองดูบิดาอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วพึมพำว่า "จริงรึนี่? สวรรค์! ท่านพ่อดูเหมือนคนอายุราว ๆ หกสิบเห็นจะได้ ทำไมถึงแก่กว่าฝ่าบาทแค่ปีเดียวเองล่ะ? ดูเหมือนแก่กว่าตั้งหลายสิบปีเชียวนะ? "

"เจิ้งเป่ยลมแรงเหน็บหนาว พ่อทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อบ้านเมืองอย่างหนัก ถึงได้ดูแก่ชราเช่นนี้" เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยไฟโทสะลุกท่วม

แม้ว่าผู้ชายจะไม่ค่อยใส่ใจกับรูปร่างหน้าตามากนัก แต่วีรบุรุษก็ไม่สมควรดูแล้วแก่ชราร่วงโรย เขาเพิ่งจะอายุแค่สี่สิบกว่า ๆ มีทั้งจิตใจอันแน่วแน่และพละกำลังอันแข็งแกร่ง จะแต่งอนุใหม่อีกสักสองสามคนก็ไม่ใช่ปัญหา

“คิด ๆ ดูฝ่าบาทก็น่าจะทรงงานหนักเพื่อบ้านเมืองเช่นกันกระมัง ? ปัญหาน่าจะอยู่ที่เรื่องของพื้นฐานแต่ละคนแล้วล่ะ” จู่ ๆ แม่ทัพน้อยฮู่ก็เป็นกังวลขึ้นมา มองดูเขาตาปริบ ๆ แล้วถามขึ้นว่า “ท่านพ่อ ข้าเป็นลูกแท้ ๆ ของท่านหรือไม่?”

“เจ้าพูดเรื่องบ้าอะไรของเจ้า?” เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเหวี่ยงฝ่ามือฟาดออกไป แน่นอนว่าฟาดไม่โดน “เจ้ากับน้องสาวล้วนเกิดจากพ่อคนนี้ กับแม่ที่คลอดพวกเจ้าออกมาแน่นอนอยู่แล้วสิ”

“เช่นนั้นก็น่าอนาถแล้ว! วันหน้าข้ากลัวเหลือเกินว่าข้าจะเป็นเหมือนท่าน เพิ่งจะสี่สิบกว่า ๆ แต่กลับดูเหมือนคนอายุหกสิบ”

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยโกรธจนเดือดปุด ๆ แต่ไม่มีอารมณ์จะทะเลาะกับเขา ก่อนหน้านี้พวกเขาพ่อลูกต่างก็เข้ากันได้ดีมาตลอด ดีในระดับที่เรียกได้ว่าแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เกือบทุกเรื่อง แต่วันนี้เขารู้สึกหดหู่มากจริง ๆ ไม่มีอารมณ์จะคิดเรื่องอะไรทั้งสิ้น

แม่ทัพน้อยฮู่ก็เริ่มจริงจังขึ้นมาแล้ว พูดขึ้นว่า “ท่านพ่อ เหตุใดท่านจะต้องหดหู่ขนาดนี้ด้วย? เป็นชายาไม่ดีอย่างไรรึ? ด้วยนิสัยกับวรยุทธของนาง ในวังยังจะมีใครที่สามารถรังแกนางได้อีก? ฝ่าบาทก็ไม่มีทางกล้าละเลยนางเพราะท่าน ในทางกลับกัน ถ้าให้หาพวกที่หนุ่มแน่นอายุน้อยสักคน นิสัยของน้องสาวก็ทั้งไม่ค่อยระวังทั้งยังอารมณ์ร้าย คนอายุน้อย ๆ สองคนมาอยู่ร่วมกัน ดีไม่ดีเกิดทะเลาะกันวันเว้นวันขึ้นมา นั่นต่างหากถึงจะเดือดร้อนท่านจริง ๆ”

กลายเป็นว่า เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยยอมฟังคำพูดเหล่านี้เข้าหูจนได้

สุดท้าย แม่ทัพน้อยฮู่ก็พูดรวบรัดสรุปใจความให้ว่า “ วันนี้น้องสาวของเจ้ายืนกรานหนักแน่นเช่นนี้ ถ้าพ่อยังคัดค้านอีก นางจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก ท่านจะสามารถรับมือกับมันได้หรือ? ไม่สู้ยอมตามใจนาง หากวันหลังไม่มีความสุข ค่อยพานางกลับเจิ้งเป่ยแล้วหาคนดี ๆ ให้นางได้แต่งใหม่สักคน จะอย่างไรที่เจิ้งเป่ย ก็ไม่รู้ว่ามีคนตั้งเท่าไรที่อยากขอนางแต่งงาน ตอนนี้ที่พ่อควรเป็นกังวลจริง ๆ คือคิดหาวิธีว่าจะพูดเกลี้ยกล่อมฝ่าบาทอย่างไร ให้พระองค์ยอมรับน้องสาวต่างหาก เติมเต็มความปรารถนาของนางเสียเถอะ ไม่อย่างนั้นเรื่องคงจะวุ่นวายยุ่งเหยิงแน่”

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยถอนหายใจยาว "ข้าถูกทำให้ให้แก่ไว ก็เพราะพวกเจ้าสองคนพี่น้องนี่แหละ"

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเข้าวังไปอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น

เมื่อวานตอนเข้าวังไปดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรขนาดไหน พอมาวันนี้กลับอ่อนน้อมถ่อมตนขนาดนี้

ราวกับว่าเอวของเขาไม่อาจยืดตรงได้อีกต่อไปแล้วเลยทีเดียว

เมื่อเข้าไปในห้องทรงพระอักษร เขาฝืนบีบเคล้นรอยยิ้มบนใบหน้า หมอบคลานที่พื้นเข้าไปถวายบังคม "หม่อมฉันขอถวายบังคมฝ่าบาท ขอพระองค์พระเจริญหมื่นปี"

ฮ่องเต้หมิงหยวนยังไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับเขาอย่างไร เมื่อเห็นว่าเขามาแล้ว ทั้งยังมีท่าทีที่แตกต่างจากเมื่อวานอย่างมาก จึงตรัสขึ้นอย่างเรียบเฉยว่า : "ไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถอะ"

ฮ่องเต้หมิงหยวนพินิจในความพยายามของจิ้งจอกเฒ่าตรงหน้า พลางยกถ้วยน้ำชาขึ้นมา แต่กลับพบว่าไม่มีน้ำ กำลังคิดจะเรียกคนเข้ามา แต่กลับเห็นเจ้าพระยาเจิ้งเป่ยค้อมตัวมาข้างหน้าพลางพูดขึ้นว่า “ให้หม่อมฉันรับใช้ฝ่าบาทเองพ่ะย่ะค่ะ"

พูดจบ ก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรอรับถ้วยชา

ฮ่องเต้หมิงหยวนทอดพระเนตรมืออันใหญ่โตหยาบกร้านที่ยื่นมา ดวงเนตรหรี่ลงอย่างนึกฉงน "หืม? ได้!"

พระองค์วางถ้วยชาลงในมือของเจ้าพระยาเจิ้งเป่ย

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยรีบนำถ้วยออกไป ส่งให้กับมู่หรูกงกงทันที “ฝ่าบาททรงกระหายน้ำแล้ว”

หลังจากมู่หรูกงกงรับไป เขาก็ค้อมตัวลงแล้วเดินกลับมาอย่างรวดเร็วราวติดปีกบิน พูดด้วยท่าทีประจบสอพลอว่า: “ฝ่าบาททรงเหน็ดเหนื่อยจากการตรวจฎีกามาทั้งวันแล้วกระมัง อย่าทรงโหมงานหนักเกินไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ทรงหาเวลาหยุดพักบ้าง”

ฮ่องเต้หมิงหยวนไม่เข้าใจเจตนาที่เขาทำท่าทางเช่นนี้จริง ๆ จึงโบกพระหัตถ์ “เจ้าไม่ต้องทำอะไรแบบนี้หรอก ข้าจะพูดตามตรงเลยแล้วกัน ถ้าเรื่องที่จะให้อ๋องฉู่หย่ากับพระชายาแล้วมาแต่งกับลูกสาวเจ้าล่ะก็ เรื่องนั้นไม่มีทางเป็นไปได้"

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน “ไม่ ไม่! ฝ่าบาททรงเข้าใจเจตนาของหม่อมฉันผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันไม่กล้าคิดเช่นนั้น ตอนนี้พระชายาฉู่ทรงตั้งครรภ์อยู่ จะให้นางหย่าร้างแล้วออกไปตามลำพังได้อย่างไรกัน? เรื่องพรากแม่พรากลูกเช่นนี้ ชายชาตรีอกสามศอกที่ซื่อตรงเปิดเผยที่ไหนจะทำได้ลงคอ ถูกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

ฮ่องเต้หมิงหยวนทรงประหลาดใจเหลือเกินแล้ว ตาเฒ่าคนนี้ต้องการอะไรกันแน่? เห็นอยู่ชัดๆ ว่านี่คือเจตนาของเขาเมื่อวานนี้แท้ ๆ