บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 405 ท่านแม่ผู้แสนดีมีเมตตา

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 405 ท่านแม่ผู้แสนดีมีเมตตา ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 405 ท่านแม่ผู้แสนดีมีเมตตา เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 405 ท่านแม่ผู้แสนดีมีเมตตา บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 405 ท่านแม่ผู้แสนดีมีเมตตา ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 405 ท่านแม่ผู้แสนดีมีเมตตา

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 405 ท่านแม่ผู้แสนดีมีเมตตา นวนิยาย

มู่หรูกงกงนำชาเข้ามาถวาย จากนั้นจึงถอยออกไปอีกครั้ง

ฮ่องเต้หมิงหยวนจิบชาแล้วตรัสว่า " เช่นนั้นเจ้ามีข้อเรียกร้องอะไรสำหรับการแต่งงานของลูกสาวสุดที่รักอย่างนั้นรึ?"

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยกลืนน้ำลาย เหลือบมองพระพักตร์ของฮ่องเต้หมิงหยวน

เหตุใดจึงไม่ค่อยเห็นริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้านั้นสักเท่าไรเลยหนอ? เหตุใดคิ้วตา ปาก จมูก ถึงดูดีได้ขนาดนั้นหนอ? บรรดาอ๋องชินทั้งหลายต่างก็มีหน้าตาเหมือนเขา แต่ละคน ๆ ล้วนมีรูปโฉมหล่อเหลาไม่ธรรมดา ฝ่าบาทเมื่อครั้งยังหนุ่มเขาก็เคยได้เห็นมาก่อน น่ากลัวว่าพระองค์น่าจะเป็นผู้ที่มีรูปโฉมหล่อเหลาเป็นหนึ่งไม่มีสองในเมืองหลวงแล้ว

คนเราหนอ แข่งเรือแข่งพายพอแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนาแข่งไม่ได้จริงๆ

“หืม?” ฮ่องเต้หมิงหยวนสายพระเนตรฉายแววเย็นชา ทอประกายแสงวาววับขึ้นมาวูบหนึ่ง “ มัวแต่เหม่อลอยอะไรของเจ้า? ”

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยรีบสงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็ว เขาก็รู้ดีว่าต้องจัดการเรื่องนี้ให้มันจบลงในวันนี้ จึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ : “อันที่จริง หม่อมฉันเข้าใจความต้องการของลูกสาวผิดไป ลูกสาวหม่อมฉันไม่ได้อยากแต่งให้กับอ๋องฉู่พ่ะย่ะค่ะ ”

“โอ้ เช่นนั้นนางอยากแต่งให้กับใครล่ะ? นางไปต้องตาใครเข้าแล้วอย่างนั้นหรือ?” ฮ่องเต้หมิงหยวนทรงสบายพระทัยขึ้นมาก ดูเหมือนว่าเขาจะไม่คิดสร้างความลำบากให้หยวนชิงหลิงกับเจ้าห้าแล้ว ช่างเป็นพ่อที่แสนดีมีเมตตาอะไรเช่นนี้

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ในขณะที่ฮ่องเต้หมิงหยวนเริ่มมีท่าทีกริ้วโกรธขึ้นมาแล้ว เขาจึงเอ่ยปากพูดด้วยเสียงที่เบาราวยุงบินว่า : "ลูกสาวบอกว่า นางอยากเข้าวังมาปรนนิบัติรับใช้ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!"

ฮ่องเต้หมิงหยวน ถึงขั้นพ่นน้ำชาทั้งหมดออกไปใส่ใบหน้าของเขาตรง ๆ เลยทีเดียว

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเช็ดออกเบา ๆ แล้วพูดช้า ๆ ว่า : "หม่อมฉันขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ!"

สุดท้ายเขาก็มองลูกเขยด้วยแววตาลึกซึ้งและอ่อนโยนแวบหนึ่ง ทูลลาแล้วถอยออกไป

อีกด้านหนึ่ง เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเข้าวังไปจัดการธุระเรื่องสำคัญ ฮู่ก่วงถิงก็มายังจวนอ๋องฉู่พร้อมกับท่านย่า เพื่อแสดงความขอบคุณพระชายาฉู่ในฐานะผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิต

หยวนชิงหลิงซึ่งลักลอบอยู่ในจวนอย่างผิดกฎหมายมาได้สองวัน ไม่คาดคิดมาก่อนว่าคุณหนูตระกูลฮู่จะบุกเข้าประตูหน้ามาตรง ๆ เช่นนี้

เมื่อได้ยินที่หมันเอ๋อมารายงาน นางเกือบจะคิดไปว่านางฟังผิดเลยทีเดียว

นางรีบแต่งเนื้อแต่งตัวทันที ทาผงแป้งประทินผิวทุกชนิดลงบนใบหน้า หลังจากทาจนลายพร้อยเป็นจานสีแล้ว มันยิ่งดูน่าเกลียดมากจนแสลงนัยน์ตา จึงสั่งให้คนมาล้างมันออก

หยู่เหวินเห้า ผู้ซึ่งเป็นแพะรับบาปที่กำลังนอนพักฟื้นอาการบาดเจ็บอยู่อีกด้านเห็นแล้ว ก็พูดขึ้นว่า “เจ้าทาแป้งแบบนั้น สู้ไม่ทาเสียยังจะดูดีกว่าอีก ไม่ต้องกลัวนางหรอก ถ้านางกล้ากล่าววาจาที่ทำร้ายจิตใจเจ้าล่ะก็ ข้าจะไม่ปล่อยให้นางลอยนวลแน่"

หยวนชิงหลิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง "รอให้เจ้าสามารถลงจากเตียงไปเวจได้ด้วยตัวเองก่อนเถอะ ค่อยมาช่วยข้าจัดการกับศัตรู"

หยู่เหวินเห้ามองนางด้วยสายตายอมแพ้ ตอนที่ผู้หญิงคนหนึ่งเต็มไปด้วยความเป็นศัตรู นางจะกลายร่างเป็นเม่นที่มีหนามแหลมคมทั่วร่าง ซึ่งไม่เหมาะกับการไปหาเรื่องอย่างยิ่ง

รอจนหยวนชิงหลิงออกไปแล้ว เขาก็เรียกทังหยางให้ไปคอยจับตาดูไว้ อย่าปล่อยให้พระชายาต้องได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจแม้แต่น้อย ทั้งยังสั่งให้สวีอีพาตอเป่าไปด้วย สิ่งที่เจ้าตอเป่าไม่ชอบที่สุด ก็คือคนที่มายังจวนอ๋องเพื่อมาพบผู้หญิงของเขา

อย่างที่ว่ากันว่า เมื่อศัตรูมาพบหน้า จะโกรธแค้นกันขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

หยวนชิงหลิงออกไปด้วยพลังที่พร้อมสู้รบเต็มที่ คนเพิ่งจะก้าวข้ามธรณีประตูไปด้วยท่าทางภาคภูมิใจเต็มที่ ก็เห็นหญิงสาวในชุดสีแดงก้าวขึ้นมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง ยังไม่ทันเห็นหน้าค่าตากัน นางก็คุกเข่าลงไปกับพื้น "ข้าขอขอบคุณพระชายาในบุญคุณที่ช่วยชีวิตท่านย่าเอาไว้ โปรดรับการคารวะจากข้าด้วย"

หยวนชิงหลิงตกใจมากจนผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ส้นเท้าไปกระแทกกับธรณีประตู เกือบจะล้มลงไปอยู่แล้ว แต่โชคดีที่ได้อาซี่กับหมันเอ๋อช่วยพยุงไว้ จึงสามารถทรงตัวได้

นางกระแอมไอให้ลำคอโล่ง “เป็นคุณหนูฮู่เองหรอกหรือ? รีบลุกขึ้นเร็วเข้า ไม่ต้องมากพิธี”

ฮู่ก่วงถิงเงยหน้าขึ้น พูดอย่างมั่นคงชัดถ้อยชัดคำว่า : "ไม่ พระชายาช่วยชีวิตท่านย่าของข้าไว้ นับว่าเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลข้า ข้าจะต้องโขกหัวคำนับพระชายา และจำเป็นต้องโขกหัวคำนับในวันนี้ให้ได้ด้วย ไม่อย่างนั้นเมื่อผ่านพ้นวันนี้ไป แล้วข้าโขกหัวคำนับพระชายาอีก นั่นย่อมจะไม่เหมาะสมแล้ว"

หยวนชิงหลิงไม่รู้ว่าคำพูดนี้มีความหมายว่าอย่างไร แต่ตอนนี้ฮูหยินใหญ่ก็อยู่ที่นี่ด้วย คิด ๆ ดูนางก็ไม่ควรจะทำตัวกำเริบเสิบสานจนเกินไป จึงยื่นมือออกไปช่วยพยุงนางให้ลุกขึ้น แล้วพูดว่า: "เอาล่ะ เช่นนั้นข้าขอรับการคำนับนี้แล้ว อย่าพูดเรื่องผู้มีพระคุณอะไรกันเลยนะ ข้าช่วยท่านย่าของเจ้า เจ้าโขกหัวคำนับให้ข้า ก็เท่ากับว่าเราสองคนไม่ติดค้างอะไรกัน”

ฮู่ก่วงถิงยืนขึ้น เพ่งมองหยวนชิงหลิงอย่างพิจารณา "พระชายาช่างเป็นคนที่ใจดี โอบอ้อมอารีจริง ๆ ท่านย่าเอาแต่ชื่นชมยกย่องท่านตลอดเวลาเลย"

หยวนชิงหลิงยิ้มอย่างขมขื่นในใจ คำพูดนี้คงมิบังอาจรับไว้หรอกกระมัง? ขอแค่อย่ามาแย่งผู้ชายของข้าก็พอแล้ว

หยวนชิงหลิงก้าวขึ้นไปข้างหน้า แล้วค้อมกายคารวะฮูหยินใหญ่ ฮูหยินใหญ่รีบปฏิเสธว่าไม่กล้ารับ ๆ เป็นพัลวัน หลังจากคารวะกันไปมาจนเสร็จ ทุกคนก็นั่งลงในที่สุด

ฮู่ก่วงถิงมองดูท้องของหยวนชิงหลิง เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่า: " พระชายาตั้งครรภ์ได้กี่เดือนแล้วรึ?"

หยวนชิงหลิงหลุดอุทานออกมาเสียงหนึ่ง ค่อยตอบว่า “ประมาณห้าเดือนได้แล้ว”

“ห้าเดือนตัวก็หนักขึ้นมากแล้ว จะไปไหนมาไหนเจ้าต้องระวังหน่อยล่ะ ” ฮู่ก่วงถิงเอ่ย

หยวนชิงหลิงมองนางจนตาค้าง ในใจรู้สึกทั้งประหลาด ทั้งไม่สบอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก

แววตาของนาง....ช่างดูคล้ายกับแววตาของฮองเฮาเสียจริง เป็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ห่วงใยและเมตตาอย่างครบถ้วน

"ขอบคุณ" หยวนชิงหลิงทำได้เพียงพูดขอบคุณออกไป ยังคงเดาความหมายที่นางต้องการสื่อไม่ออกไปชั่วขณะ

ฮู่ก่วงถิงพูดขึ้นว่า: "ข้าได้นำยาที่ใช้ในการบำรุงครรภ์มาจำนวนหนึ่ง แล้วก็เตรียมของเล่นสำหรับเด็กมาให้ด้วย หวังว่าเจ้าคงจะชอบ"

นางพูดพลางลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปนำของขวัญที่นางเตรียมไว้มาให้ด้วยตัวเอง

หยวนชิงหลิงมองดูของบำรุงราคาแพงทั้งหลาย รวมไปถึงบรรดาของเล่นที่นางพูดมา เมื่อหยวนชิงหลิงเห็นแล้วก็ถึงกับตกตะลึงไปเล็กน้อย นอกเหนือไปจากกลองป๋องแป๋งใบหนึ่งกับตะกร้อลูกหนึ่งแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นอาวุธทั้งสิ้น

มีแส้ยาว กริช กล่องอาวุธลับ และขลุ่ยอีกเลาหนึ่ง แต่ดู ๆ ไปแล้ว เหมือนว่าขลุ่ยเลานั้นจะมีกลไกบางอย่างซ่อนอยู่

เป็นไปตามที่คิด นางหยิบขลุ่ยขึ้นมา แล้วกดลงไปที่ตำแหน่งรูที่สาม จากนั้นก็เกิดเสียงดัง "ฟิ้ว" ขึ้นมาเสียงหนึ่ง เข็มเงินเล่มหนึ่งพลันพุ่งทะยานออกมา แล้วไปปักแน่นเข้ากับคานประตูอย่างแน่นหนา

หยวนชิงหลิงถึงกับเบื้อใบ้พูดไม่ออก

“ไม่ชอบรึ?” ฮู่ก่วงถิงเอ่ยถาม

“ชอบสิ ชอบมาก!” หยวนชิงหลิงได้สติกลับมา หันไปจ้องมองนาง ก็ได้เห็นนางจ้องมองมาด้วยแววตาที่เหมือนแม่ผู้โอบอ้อมอารีอีกครั้ง อ่อนโยนจนแทบจะหยดออกมาเป็นน้ำได้อยู่แล้ว

สถานการณ์ต่อจากนั้น ยิ่งทำให้สับสนงงงันหนักขึ้นกว่าเดิมไปอีก

ฮู่ก่วงถิงรับบทแสดงเป็นฮูหยินใหญ่แทนอย่างเต็มที่ ดึงมือหยวนชิงหลิงไปกุม พลางบอกให้นางระวังสิ่งนี้ ระวังสิ่งนั้น ควรกินสิ่งไหน ไม่ควรกินสิ่งไหน

หยวนชิงหลิง กลายเป็นเหมือนนักเรียนที่เชื่อฟังว่าง่ายไปโดยปริยาย ท่าทางสูงส่งที่เดิมทีอุตส่าห์แสดงออกมา ก็มีอันต้องหดลีบเหี่ยวเฉาลงไปจนหมด ทำได้เพียงพยักหน้า ขานรับว่า อื้ม! ได้! อะไรแบบนั้นไม่หยุด

ในช่วงเวลานั้นเอง แม่นมสี่ก็นำผลไม้หวานอบแห้งออกมา แล้ววางเรียงรายไว้หลายชุดเพื่อใช้ต้อนรับแขก หยวนชิงหลิงหยิบผลซานจา แห้งชิ้นหนึ่งมากิน ฮู่ก่วงถิงคว้าข้อมือของนางไว้แน่น แล้วตำหนิว่า: "หญิงมีครรภ์ไม่ควรกินผลซานจา"

หยวนชิงหลิงที่อยู่ในฐานะคนเป็นหมอ เอ่ยถามออกไปอย่างงุนงงว่า "ทำไมล่ะ?"

“เพราะว่าซานจามีผลในการสลายเลือดอุดกั้น จึงไม่เหมาะกับหญิงมีครรภ์” ฮู่ก่วงถิงขมวดคิ้วมุ่น “ความรู้พื้นฐานแค่นี้เจ้าก็ไม่รู้อย่างนั้นหรือ? เจ้าเป็นเช่นนี้ข้าไม่อาจวางใจได้จริง ๆ "

หยวนชิงหลิงเงยหน้าขึ้นมองนาง ด้วยความรู้สึกที่เกือบจะเรียกได้ว่าสยองขวัญ จากนั้นจึงหันไปมองแม่นมสี่

แม่นมสี่ก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เนื่องจากสถานการณ์ของศัตรูยังไม่แน่ชัด จึงไม่เป็นการดีที่หยวนชิงหลิงจะแสดงท่าทีของตัวเองออกมาง่าย ๆ จึงทำได้แค่ฉีกยิ้มธุรกิจออกมาจนเต็มใบหน้า แล้วพูดคุยกับฮูหยินใหญ่อีกหลายประโยค หัวข้อหลัก ๆ ก็คือถามในเรื่องเกี่ยวกับอาการป่วยของฮูหยินใหญ่

“จริงสิ ได้ยินมาว่าเจ้าห้าได้รับบาดเจ็บ เขายังไหวหรือไม่? สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างแล้ว? เฮ้อ! เด็กโชคร้ายคนนี้นี่หนอ ข้าได้ยินว่าเขาถูกโบยถึงยี่สิบห้าไม้ ทำไมถึงได้ตรงเป็นไม้บรรทัดอย่างนั้นนะ?”

จู่ ๆ ฮู่ก่วงถิงก็เปลี่ยนเรื่องคุยแบบกะทันหัน ทะลุกลางปล้องขึ้นมา

ในใจของหยวนชิงหลิง เริ่มบังเกิดความรู้สึกว่าชักจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว เจ้าห้า? เด็กโชคร้าย?

นางทนไม่ไหวแล้ว จึงจ้องมองฮู่ก่วงถิงตรง ๆ แล้วถามว่า "คุณหนูฮู่ สรุปว่าวันนี้เจ้ามาทำไมรึ?"

ฮู่ก่วงถิงผงะไปครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อย ๆ ยิ้มแย้มออกมาอีกครั้ง “แน่นอนว่าต้องมาขอบคุณที่เจ้าช่วยท่านย่าของข้าไว้ ในขณะเดียวกันก็มาเยี่ยมเยียนเจ้าด้วยน่ะสิ”

ท่าทางที่นางแสดงออกในตอนนี้ ช่างแตกต่างอย่างมากจากท่าทางเมื่อครู่ ที่นางเพิ่งจะคุกเข่าโขกคำนับแสดงความขอบคุณชนิดห่างกันราวฟ้ากับดิน

หยวนชิงหลิงมองใบหน้ายิ้มแย้มจนเห็นรอยลักยิ้มจาง ๆ ดวงนั้นของนาง ดูกลมกลืนราวกับน้ำผลไม้คั้นสด ๆ สักแก้วที่มีสีสันสดใส ดวงตากระจ่างใสเป็นประกาย รวมถึงแววอ่อนโยนที่เจืออยู่ในดวงตาคู่นั้นของนาง แบบนี้นางจะต่อต้านไหวได้อย่างไรกัน?

ฮู่ก่วงถิงก็ไม่ได้นั่งอยู่นานจนเกินไป ตอนที่กำลังจะกลับไป ยังดึงมือหยวนชิงหลิงมากุมไว้ แล้วบอกว่าวันหลังจะมาเยี่ยมนางอีก

หยวนชิงหลิงมาส่งนางกลับไป ด้วยสภาพจิตใจที่สับสนมึนงงอย่างท่วมท้น หลังจากที่นางกลับไปแล้ว จึงหันไปมองใบหน้าที่งุนงงแบบเดียวกันทั่วทั้งห้อง แล้วถามว่า: "ใครสามารถบอกข้าได้บ้างว่า สรุปแล้วนางต้องการอะไรกันแน่?"

ทุกคนส่ายหน้าระรัว ไม่รู้สิ มันแปลกมากจริงๆ

กลับกัน อะหมันที่หน้าแดงก่ำพูดอย่างอัดอั้นออกมาประโยคหนึ่งว่า “ฟังจากน้ำเสียงที่นางพูดแล้ว ข้าน้อยยังคิดเลยเจ้าค่ะ ว่านางเป็นท่านแม่ของพระชายา”

ทุกคนหลุดขำพรืด