บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 452 ตรวจหมู่เลือดก่อน

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 452 ตรวจหมู่เลือดก่อน ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 452 ตรวจหมู่เลือดก่อน เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 452 ตรวจหมู่เลือดก่อน บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 452 ตรวจหมู่เลือดก่อน ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 452 ตรวจหมู่เลือดก่อน

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 452 ตรวจหมู่เลือดก่อน นวนิยาย

นางนั่งลงข้างเตียง จับมือหยวนชิงหลิงไว้แน่น แววตาวิตกกังวลและว้าวุ่นสับสน พูดว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่า ท้องนี้ของเจ้าเกี่ยวข้องกับชะตากรรมในอนาคตของจวนอ๋องฉู่ทั้งจวน ? ทุกวันนี้เริ่มมีคนก่อปัญหาสร้างเรื่องให้มันวุ่นวายใหญ่โต ว่าฝ่าบาทไร้ซึ่งคุณธรรม จึงส่งผลให้เจ้าเกิดเรื่องก่อนคลอด จนตอนนี้มีหลายชีวิตที่ต้องสูญเสียแล้ว พระชายาฉู่ ข้าขอเตือนเจ้าไว้เลยนะว่า เจ้าต้องกัดฟันทนให้ได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ก็ต้องคลอดเด็กออกมาให้จงได้ เข้าใจหรือไม่?"

แม่นมสี่ที่อยู่อีกด้านได้ยินประโยคนี้ ก็รีบวางกาน้ำชาลงแล้วเดินมา ไม่อาจมัวสนใจเรื่องชนชั้นสถานะใด ๆ ทั้งสิ้น รีบดึงตัวเสียนเฟยออกมาตรง ๆ ทันที “ท่านหญิงเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว โปรดมาดื่มชาทางนี้ก่อนเถอะเพคะ พระชายาควรต้องพักผ่อนแล้ว”

เสียนเฟยผลักแม่นมสี่ออกไปด้วยมือเดียว พูดอย่างโกรธเคืองว่า: “คำพูดเหล่านี้ เดิมทีพวกเจ้าควรจะบอกนางเสียตั้งนานแล้ว บอกให้นางรู้ว่าตัวเองต้องแบกรับความรับผิดชอบอันหนักหนามากแค่ไหน ให้นางเข้าใจว่าต่อให้นางจะตาย ก็ต้องกัดฟันใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้าย คลอดเด็กออกมาให้ได้”

แม่นมสี่ร้อนใจแล้ว “เสียนเฟยพอเถอะเพคะ ท่านออกไปได้เสียเถอะ”

ใบหน้าของหยวนชิงหลิงขาวซีดเผือดสี พูดขึ้นว่า: "แม่นมสี่ ให้ท่านแม่พูดเถอะ นางพูดถูกแล้ว เรื่องบางเรื่องข้าก็มีสิทธิ์ที่จะรับรู้"

เสียนเฟยกลับไปที่ข้างเตียง มองดูหยวนชิงหลิง ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “สถานการณ์ในตอนนี้ของเจ้า ข้าเองก็เป็นกังวลแทนเจ้าอยู่ อันที่จริงตอนแรกข้าไม่ชอบเจ้าหรอก แต่ในช่วงหลายเดือนมานี้ ข้าเริ่มค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อเจ้าไปทีละน้อยแล้ว สถานการณ์ภายนอกร้ายแรงมาก ฝ่าบาทต้องทรงแบกรับความกดดันอย่างหนัก ประชาชนใช้โอกาสจากสถานการณ์ของเจ้า มากดดันราชสำนัก หากเกิดเหตุไม่คาดฝันกับเจ้าระหว่างการคลอด เกรงว่าความวุ่นวายโกลาหลนี้จะยิ่งบานปลายมากขึ้น เจ้าเข้าใจหรือไม่ กุญแจสำคัญทั้งหมดอยู่ที่ตัวเจ้า อยู่ที่ตัวเจ้าคนเดียว เจ้าทำได้แค่ต้องกัดฟันอดทนผ่านมันไปให้ได้ ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหน จำได้แล้วหรือไม่?"

เมื่อเห็นหยวนชิงหลิงไม่ตอบสนอง นางก็พูดอย่างร้อนใจว่า: " เจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่?"

ดวงตาทั้งสองข้างของหยวนชิงหลิงเบิกค้างน้อย ๆ การหายใจเริ่มสับสนไม่เป็นจังหวะ

นางพยายามทำให้ตัวเองมั่นคง ใช้การหายใจทางช่องท้องที่เพิ่งได้ฝึกมาเมื่อไม่นานนี้ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้โดยสิ้นเชิง สภาวะอารมณ์ก็จวนจะเกินขอบเขต ถึงขั้นที่แทบจะคุมสติไว้ไม่อยู่แล้ว

นางทนรับแรงกดดันขนาดนี้ไม่ไหวจริง ๆ นางก็เหมือนกับผู้หญิงธรรมดาคนอื่น ๆ ที่แค่จะคลอดลูกก็เท่านั้น ทำไมเรื่องวุ่นวายโกลาหลบ้า ๆ ทั้งหลาย ถึงต้องหล่นมาทับบนตัวนางแบบนี้ด้วย?

อีกทั้งยังมีคนตายแล้ว ? มีชาวบ้านต้องมาตายด้วย ?

นางฝืนทนจนใช้แรงกายแรงใจไปหนักมากแล้ว หนักมากเหลือเกินแล้วจริง ๆ ฝืนสูดทุกลมหายใจให้ไปรวมกันจนแน่นขนัดอยู่ที่ทรวงอก จากนั้นก็ค่อยระบายออกมาลึก ๆ ในตอนที่ได้ยินคำพูดของเสียนเฟย ชั่วขณะนั้น นางเกิดความรู้สึกว่าเหมือนมีบางอย่างกดทับลงบนหน้าอกของนางตรง ๆ ไม่อาจฝืนสูดลมหายใจเข้าไปได้อีกแม้แต่เฮือกเดียว จนกระทั่งถึงตอนที่นางรู้สึกสิ้นหวัง จึงสามารถหายใจเอาอากาศเข้าไปได้อย่างช้า ๆ ลมหายใจเฮือกนี้ ราวกับว่ามันจะเข้าไประเบิดในทรวงอกของนาง ระเบิดแขนขาและอวัยวะทั่วร่างจนแหลกละเอียดเป็นชิ้น ๆ

เมื่อเสียนเฟยเห็นว่าร่างกายของนางมีบางอย่างผิดปกติ ก็ตกใจมากจนต้องรีบหุบปากฉับ ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก

“สวรรค์ นางหมดสติไปแล้ว!” แม่นมสี่ตกใจจนกรีดร้องเสียงดัง

หมอหลวงที่ยืนเฝ้าอาการอยู่หน้าประตูได้ยินคำพูดนั้น ทั้งสองคนก็รีบวิ่งเข้าไป ทั้งช่วยนวดเฟ้น ทั้งช่วยฝังเข็ม ถึงสามารถปลุกหยวนชิงหลิงจนฟื้นคืนสติขึ้นมาได้

หยู่เหวินเห้าออกไปปลดทุกข์ กลับมาก็ได้ยินว่าเจ้าหยวนหมดสติไป เขาตกใจมากจนหัวใจแทบจะกระเด็นออกมาลอยอยู่กลางอากาศ เมื่อเห็นว่านางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ มีน้ำตาสองหยดรินไหลออกมาจากดวงตา เขาก็อดรู้สึกแสบร้อนที่จมูกไม่ได้ เกือบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว

แม่นมสี่ไม่สนใจสถานะของเสียนเฟย พูดด้วยน้ำเสียงดังลั่นอย่างร้อนใจว่า “เสียนเฟย อย่างไรก็ขอเชิญท่านกลับวังไปเสียเถอะ อย่าอยู่ที่นี่แล้วพูดจากระตุ้นพระชายาอีกต่อไปเลยเพคะ”

นี่เองจึงทำให้หยู่เหวินเห้าได้รู้ว่า เสียนเฟยไปพูดอะไรบางอย่างที่มันกระตุ้นหยวนชิงหลิง จึงเข้าไปดึงแขนนางแล้วลากนางออกไป คุกเข่าลงกับพื้นดังตึง แล้วพูดด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและเศร้าโศกว่า: "ท่านแม่ ลูกขอคุกเข่าให้ท่านแล้ว ขอร้องท่านอย่าได้ทรมานนางไปมากกว่านี้อีกเลยจะได้หรือไม่ ? ตอนนี้นางแทบจะเหลือเพียงครึ่งชีวิตแล้ว หากมีอะไรเกิดขึ้นกับนาง ลูกก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่เช่นกัน”

น้ำตาสองสาย ไหลอาบลงมาตามแก้มของเขา

เมื่อเสียนเฟยเห็นเขาหลั่งน้ำตา ก็ได้รับความสะเทือนใจอย่างหนัก ตัวนางเองก็อดร้องไห้ออกมาไม่ได้ นางเอื้อมมือออกไปพยุงเขาให้ลุกขึ้น ถอนหายใจหนัก ๆ เฮือกหนึ่ง “แม่เองก็ไม่มีทางอื่นจริง ๆ หากนางไม่อาจทนจนผ่านมันไปได้ เสด็จพ่อของเจ้าจะยอมละเว้นจวนอ๋องฉู่หรือ? แม่แค่คิดหาหนทางที่ดีที่สุดเพื่อลูกก็เท่านั้นเอง”

หัวใจของหยู่เหวินเห้าเจ็บปวดว้าวุ่น น้ำเสียงเด็ดขาดแน่วแน่ “ท่านแม่ ข้าไม่สนใจว่าคนข้างนอกจะพูดอะไร แล้วข้าก็ไม่สนด้วยว่าใครเป็นคนสร้างเรื่องวุ่นวายเหล่านี้ขึ้นมา ตอนนี้สำหรับข้า ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่นางยังมีชีวิตอยู่ ลูกขอบอกท่านตามตรงว่า ถ้ามันถึงช่วงเวลาวิกฤตจริง ๆ ขอแค่ยังมีโอกาสแม้เพียงเศษเสี้ยวให้นางได้มีชีวิตอยู่ ลูกยินดีที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างพ่ะย่ะค่ะ”

เสียนเฟยตกใจมาก เงื้อฝ่ามือขึ้นตบออกไปทันที พูดด้วยน้ำเสียงที่เกือบจะตวาด “ตบปากเดี๋ยวนี้ เจ้าพูดแบบนี้ออกมาได้อย่างไรกัน? ในสถานการณ์ใหญ่โตแบบนั้น เจ้าก็ต้องเลือกรักษาลูกไว้ก่อนสิ มีที่ไหนเลือกรักษาคนแม่ไว้ก่อน? สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือราชวงศ์มีผู้สืบทอด ไม่มีใครสนใจหรอกว่าพระชายาฉู่จะมีชีวิตอยู่หรือตายจากไป เจ้ารู้หรือไม่?”

“ไม่ต้องให้ใครมาสนใจ ข้าสนใจก็พอ!” ดวงตาของหยู่เหวินเห้าแทบจะลุกเป็นไฟ “ข้าตัดสินใจแล้ว ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องพูดเกลี้ยกล่อมอะไรทั้งนั้น กลับวังไปเถอะ หากว่ามีข่าวดี ข้าจะส่งคนไปรายงานท่านที่วังเองพ่ะย่ะค่ะ”

เขาหันกลับไปสั่งทังหยาง พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา: “เชิญเสียนเฟยกลับวัง”

“เจ้าห้า เจ้าอย่าดื้อไม่ฟังคำแม่เลยนะ แม่คิดเพื่อประโยชน์ของเจ้าจริง ๆ” เสียนเฟยพูดด้วยความร้อนใจ เอื้อมมือไปดึงแขนของเขา เขาสะบัดออก เดินเข้าไปแล้วปิดประตูทันที

ทังหยางมีวิธีพูดเกลี้ยกล่อมจนนางยอมกลับไป เป็นไปตามที่คิด ผ่านไปไม่นานเขาก็ได้ยินเสียงคนข้างนอกตะโกนว่า “เสียนเฟยเสด็จ!”

หยู่เหวินเห้านั่งลงบนเตียง กอดหยวนชิงหลิงเบา ๆ

สำหรับพวกเขาสามีภรรยา นี่คือช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดแล้ว

หยวนชิงหลิงมีหลายสิ่งที่อยากจะถาม และมีอีกหลายสิ่งที่อยากจะพูด

นางอยากถามถึงเรื่องที่มันกำลังวุ่นวายอยู่ตอนนี้ แล้วก็อยากจะบอกว่านางได้ยินคำพูดที่เสียนเฟยเพิ่งจะบอกให้เขาเก็บเด็กไว้ แล้วสละผู้ใหญ่ทิ้งไปนั่นด้วย

แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้ถามอะไร หรือพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ตอนนี้เรี่ยวแรงเท่าที่พอมีเหลืออยู่ของนาง ไม่อนุญาตให้นางไปสนใจสถานการณ์อื่นใดได้ไหวอีกต่อไปแล้ว

นางยังคงมีสภาพเหมือนปลาทองท้องโต ที่นอนหอบหายใจพะงาบ ๆไม่หยุด

หยู่เหวินเห้ากอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน เอื้อมมือไปรองไว้ที่เอวของนาง เอียงตัวลงไปแนบชิดกับหน้าท้องของนาง รับรู้ได้ว่าเด็ก ๆ กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน

การเคลื่อนไหวนี้ค่อนข้างรุนแรง ราวกับเป็นความรู้สึกที่เรียกได้ว่า ลูกๆกระตือรือร้นที่จะออกมาจนแทบอดใจรอไม่ไหวแล้วอย่างไรอย่างนั้น

ทันทีที่หยู่เหวินเห้าเข้าไปสัมผัสแนบชิด เขาก็รับรู้ได้เลยทีเดียว

“อย่าก่อกวนได้แล้ว อย่าทรมานแม่ของเจ้าอีกเลย ดูซิว่านางต้องลำบากจนขนาดไหนแล้ว?” หยู่เหวินเห้าถอนหายใจ ติดเพียงแค่ว่าพวกเขายังคงอยู่ข้างในหรอกนะ ไม่อย่างนั้น ต้องถูกเขาตีสั่งสอนให้เข็ดหลาบซักยกไปแล้วแน่ ๆ

แม้ว่าหยวนชิงหลิงจะเหน็ดเหนื่อยง่วงงุนแค่ไหน แต่ก็ยังจำเรื่องสำคัญได้ "อย่าลืมขอให้ท่านเจ้าอาวาสสวดมนต์เพื่อข้าด้วย อย่าให้เขากลับไป ไม่ว่าใครจะมาเชิญให้เขากลับไป เจ้าก็อย่าได้อนุญาตเป็นอันขาด รู้หรือไม่?

“ข้ารู้ ข้ารู้ เจ้าวางใจเถอะ” หยู่เหวินเห้าพูดปลอบใจ

“ยังมีอีก ฮูหยินเจ้าพระยาเจียงหนิง นางรู้จักศาสตร์การฝังเข็มและการรมยา เก็บนางไว้ข้างกายข้า หากถึงเวลาจำเป็นขึ้นมา นางจะสามารถช่วยข้าได้” หยวนชิงหลิงยื่นมือไปเอาผมออกจากปาก ช่วงนี้ผมของนางยุ่งเหยิงพันกัน ทั้งยังสกปรกจนเกินจะทนไหวแล้วจริงๆ

นางรู้สึกว่า หากตอนนี้นางส่องกระจกล่ะก็ ตัวนางเองก็อาจถึงขั้นรังเกียจตัวเองได้เลยทีเดียว

คนไข้ไม่มีความรู้สึกภูมิใจในตนเอง ผู้หญิงท้องก็ใช่ เป็นทั้งคนไข้บวกกับเป็นผู้หญิงท้องด้วย ก็ยิ่งไม่มีไปกันใหญ่

“เจ้าวางใจเถอะ ตอนที่เจ้าคลอด ทุกคนจะมาอยู่ที่นี่คอยปกป้องคุ้มครองเจ้า ” หยู่เหวินเห้ากระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูของนาง: “ ด่านทดสอบนี้ พวกเราจะต้องอดทนก้าวผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน”

ก่อนหน้านี้หยวนชิงหลิงมีความมั่นใจมาก เพราะนางได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมหมดแล้ว ถึงขั้นมีการเตรียมสำรองด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ร่างกายของนางซูบซีดอ่อนแอมากจนดูเหมือนผี ไม่รู้ว่านางจะอดทนต่อมีดนี้ได้ไหวหรือไม่

จู่ ๆ นางก็เกิดนึกขึ้นมาได้ว่า ถ้ามีเลือดออกมาก จนจำเป็นต้องมีการให้เลือดฉุกเฉิน หมู่เลือดที่ได้จะต้องถูกต้องตรงกัน

นางต้องรีบทำเรื่องนี้ให้เสร็จโดยไว

ตัวอย่างเลือดถูกเก็บออกมาทดสอบ มีหลายคนเช่นลู่หยา อาซี่ กู้ซือเป็นต้น ทุกคนต่างก็เหมาะสม แต่เจ้าห้าไม่ได้ทดสอบ สาเหตุหลักคือตลอดเวลาที่ผ่านมา อารมณ์ของเขาแย่มาก

ขี้โมโหหงุดหงิด ทำให้ความดันเลือดพุ่งสูงขึ้น หยวนชิงหลิงยังถึงกับต้องให้ยาลดความดันโลหิตเขาด้วย