บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 468 เสียนเฟยอุ้มจึงร้องไห้

sprite

มือใหญ่ๆข้างหนึ่งยื่นออกมาจากด้านหลังของสวีอี จากไหล่ตกลงไปถึงที่หน้าอกของเขา ห้านิ้วกางออกคลุมเสื้อของเขาแล้วออกแรงบิดและดึงเข้ามาทันที สวีอีโดนบิดหมุนถูกกระชากหมุนเข้ามาด้านในผ้าม่านทันที เขารีบหันหน้า “ไม่สมควรดูขอรับ ไม่สมควรดูขอรับ!”

หยู่เหวินเห้าออกหมัดเล็งไปที่ตรงตาทั้งสองข้างของเขา ระเบิดตะโกนเสียงหนึ่ง “แม่งเอ๊ยกระดาษที่เขียนผิดเอาทิ้งไปไม่เป็นหรือ? บนพื้นมีถังขยะเจ้ามองไม่เห็นหรือไง? เจ้าไม่ทิ้งยังวางทิ้งไว้โต๊ะอย่างเช่นของสำคัญล้ำค่าอีก? เจ้าตั้งใจทำให้ข้าหยิบผิด? ที่แท้ชื่อเล่นทั้งสามชื่อคือเจ้าใต้เท้าสวีตั้ง?”

สวีอีกุมดวงตา รีบสารภาพผิด “เข้าใจผิด เข้าใจผิดฉากหนึ่ง ทั้งหมดเป็นการเข้าใจผิดขอรับ ตอนนี้ยังทัน ท่านอ๋องท่านรีบไปหาอ๋องชินลุ่ยขอรับ”

“หาอะไร? ล้วนเขียนในแผนภูมิหยกหมดแล้ว” หยู่เหวินเห้าเดือดดาลสุดขีด ใช้นิ้วมือชี้หน้าผากของเขา “หลังจากนี้เจ้าจะทำการ พกสมองหน่อยได้หรือไม่?”

“ขอรับ ขอรับ ขอรับ!” สวีอีกล่าวอย่างรีบร้อน

หยวนชิงหลิงถอนหายใจ “ช่างเถอะ ตอนนี้ท่านไปโมโหอะไรใส่เขาล่ะ? เป็นท่านเองที่หยิบผิด ท่านเห็นว่าชื่อนั่นผิดปกติแล้วทำไมไม่มาถามข้า?”

หยู่เหวินเห้าเตะไปบนก้นของสวีอี “ไปซะเจ้าโง่”

สวีอีเหมือนได้รับการอภัยโทษรีบหนีบหางแล้วไสหัวออกไปแล้ว

สวีอีหลังจากนั้นเป็นเวลานาน เมื่อเห็นตัวเล็กทั้งสามล้วนแสดงความเมตตาและความอ่อนโยน ชื่อ เป็นเขาตั้งนี่

ความโกรธของหยู่เหวินเห้ายังลดลงไม่หมด แต่ทำได้เพียงใบหน้าที่มีความรู้สึกผิดต่อหยวนชิงหลิง “ขอโทษ เรื่องนี้เป็นข้าที่ไม่ได้ทำให้ดี”

หยวนชิงหลิงหันหน้าเข้าไป หลังจากพยายามเค้นรอยยิ้มออกมาแล้วก็หันกลับมา “ไม่เป็นไร อันที่จริงซาลาเปาเอย หมั่นโถวเอย ข้าวโพดอะไร เป็นดั่งที่พระชายาอ๋องชินลุ่ยกล่าวไว้จริงๆ ไพเราะคล่องปาก อีกทั้ง ยังสะดวกในการแยกแยะใหญ่เล็กอีกด้วย”

หยู่เหวินเห้าซาบซึ้ง “หยวน เจ้าชั่งเข้าอกเข้าใจจริงๆ” ครั้นแล้วก็กอดหยวนชิงหลิงไว้ทันที

ใบหน้าของหยวนชิงหลิงที่กำลังร้องไห้ด้วยความโศกเศร้า ยังจะสามารถทำอะไรได้อีก? ฆ่าเจ้าหรือ? ฆ่าสวีอีหรือ?

แต่ว่า ต้องพูดกับสวีอีประโยคหนึ่งจริงๆ ทำความเข้าใจการแยกประเภทของขยะหน่อย

พระญาติเชื้อพระวงศ์ทยอยมาถึง

ด้านนอกรายงานตลอด “อ๋องซุนพระชายาซุนเสด็จ!”

“อ๋องหวยเสด็จ!”

“พระชายาจี้เสด็จ!”

“อ๋องฉีชายารองหยวนเสด็จ!”

“อ๋องอานพระชายาอานเสด็จ!”

“เจ้าหญิงเหวินจิ้งและราชบุตรเขยเสด็จ!”

“เจ้าหญิงโล่ผิงเสด็จ!”

“องค์หญิงพระองค์ใหญ่เสด็จ!”

“จวิ้นอ๋องอันซื่อจื่อท่านชายชิงหยางและเสี้ยนจู่ส้วงหนิงเสด็จ!”

“......”

ยังไม่ถึงตอนเที่ยง คนแทบจะเต็มทั้งจวนแล้ว

ก่อนหน้านี้มีข่าวแพร่ออกมา บอกว่าฮ่องเต้ต้องการแต่งตั้งอ๋องฉู่เป็นรัชทายาท ดังนั้น ก่อนหน้านี้คนที่ไม่ค่อยใกล้ชิดมากกับหยู่เหวินเห้า วันนี้ล้วนมาแล้ว

คนกลุ่มหนึ่งไปดูเด็กๆ คนกลุ่มหนึ่งไปเยี่ยมหยวนชิงหลิง คนกลุ่มหนึ่งอยู่ด้านนอกขอเคล็ดลับการมีบุตรแฝดสามกับหยู่เหวินเห้า

เพราะยังมีประเพณีการจัดงานเลี้ยงครบหนึ่งเดือน ดังนั้นอาบน้ำให้ทารกหลังจากคลอดสามวันไม่ได้จัดงานเลี้ยง ด้วยเหตุนี้ ขนมหวานทานเล่นแต่ละชนิดก็จำเป็นต้องจัดวางไว้

หยู่เหวินเห้าก็เอาเหล้าชั้นดีออกมาทักทายผู้คนทุกท่านที่มาอวยพร อ๋องอานนั่งเงียบๆอยู่บนเก้าอี้ บนใบหน้าคือรอยยิ้ม แต่ในตาเย็นยะเยือกจนแม้แต่แสงแดดก็ส่องเข้าไปไม่ได้ แสร้งยิ้มแล้วกล่าวอวยพรกับหยู่เหวินเห้าคำหนึ่ง หยู่เหวินเห้าแม้แต่จะสนใจก็ไม่ได้สนใจเขา เขาก็ไม่แสดงออกมาว่าโกรธมาก เพียงแค่ยกแก้วเหล้าค่อยๆดื่ม

อาบน้ำให้ทารกหลังจากที่คลอดได้สามวันเป็นเวลาประมาณเที่ยง เพราะเวลานี้แดดแรงที่สุด อุณหภูมิสูง อาบน้ำให้ทารกหลังจากที่คลอดได้สามวันทารกจะไม่หนาว

ถึงเวลาใกล้เที่ยง ไทเฮา ฮ่องเต้หมิงหยวน ฮองเฮาฉู่ เสียนเฟย กุ้ยเฟย เต๋อเฟย ฮู่เฟยล้วนเสด็จมาถึงแล้ว

ไท่ซ่างหวงไม่ได้มา ส่งฉางกงกงมา เขารู้ว่าวันนี้ผู้คนในจวนมีจำนวนมาก จึงไม่ได้มาร่วมดูความคึกคักนี้

ในวังยิ่งใหญ่อลังการเช่นนี้ ชั่งทำให้คนอิจฉาริษยาโดยแท้จริง

หลังจากต้อนรับเข้าไปแล้ว ไทเฮาก็อดใจไม่ไหวต้องการจะดูเด็กๆแล้ว

แม่นมสี่พาแม่นมที่อุ้มเจ้าตัวเล็กทั้งสามออกมา ส่งไปถึงเบื้องหน้าของไทเฮา ไทเฮามองดูใบหน้าทั้งสามของทารกที่แทบจะไม่ได้แตกต่างกัน มีความสุขสราญจนปิดปากไม่ได้ รักและเอ็นดูอย่างถึงที่สุดจริงๆ

ไทเฮาอุ้มไว้ ทารกยังฉีกปากยิ้มอย่างคาดไม่ถึง รอยยิ้มนั่นทำให้จิตใจของไทเฮาสุขสำราญแล้ว หลายปีมานี้ เฝ้ารอดวงดาวเฝ้ารอดวงจันทร์ ท้ายที่สุดเฝ้ารอจนได้เหลนชายมาถึงแล้ว ไทเฮาแทบอยากจะอุ้มทารกแล้วคุกเข่าลงเบื้องหน้าวิญญาณของบรรพบุรุษ ขอบพระทัยบรรพบุรุษที่ได้ปกปักรักษา

“มา มา พวกเจ้ามาอุ้มให้หมด!” ไทเฮากล่าวต่อฮองเฮาฉู่และพระสนมด้วยความดีใจ

ฮองเฮาฉู่ไม่ค่อยอยากอุ้ม ความจริงในใจของนางไม่ค่อยพอใจนัก เพราะนางเห็นเสียนเฟยลำพองใจเป็นอย่างมาก

วันนั้นเรื่องที่เสียนเฟยถ่ายทอดพระประสงค์ปลอมเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง เผยแพร่ไปทั้งวังแล้ว แต่ว่า ไทเฮาและฮ่องเต้ล้วนไม่ได้ทำโทษนาง นี่ทำให้ในใจของฮองเฮาฉู่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก

แต่ว่า ขณะที่อุ้มทารก ทารกยิ้มให้นาง นางรู้สึกเพียงความไม่เป็นสุขทุกข์ร้อนที่เต็มเปี่ยมอยู่ในใจของนางล้วนสลายจางลงไปมากแล้ว อดกลั้นไม่ได้แล้วหัวเราะขึ้นมาแล้ว “เสด็จแม่เพคะ ทารกนี่เพิ่งจะถือกำเนิดได้สามวัน นึกไม่ถึงว่าจะยิ้มเป็น ท่านว่ามหัศจรรย์หรือไม่ล่ะเพคะ?”

“มหัศจรรย์ มหัศจรรย์เป็นแน่ เด็กที่ถือกำเนิดในวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ แตกต่างกันเป็นธรรมดา” ตอนนี้ไทเฮาแทบจะอยากเอาความโชคดีความเป็นสิริมงคลทั้งหมดดึงไปไว้บนตัวของเจ้าตัวน้อยทั้งสาม อีกทั้ง ยังไม่หยุดที่จะหาคนพึ่งพิงและคนสนับสนุนเบื้องหลังให้พวกเขาอีก “เด็กที่ถือกำเนิดในวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ พระพุทธเจ้าและเหล่าพระโพธิสัตว์ก็ต้องดูแลหน่อย”

กุ้ยเฟยเต๋อเฟยก็เข้ามาอุ้มแล้ว กุ้ยเฟยยิ้มแล้วกล่าว: “นี่นานมากแล้วที่ไม่อุ้มเด็กตัวเล็กขนาดนี้ ยังไม่ค่อยจะคุ้นเคยเล็กน้อยจริงๆ ไทเฮา ท่านยังจำตอนที่หยู่เหวินอันถือกำเนิดได้หรือไม่เพคะ อ้วนท้วนราวกับหมูตัวหนึ่งเช่นนั้น ท่านยังบอกว่าเขาเป็นลูกหมูน่ะ ตอนนั้นวันที่สองเขาก็ยิ้มเป็นแล้วเพคะ”

ไทเฮาราวกับว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยเรี่ยวแรง หัวเราะแล้วกล่าว: “จะไม่ใช่ได้อย่างไร? หยู่เหวินอันตอนนั้นอ้วนซะ ทันทีที่เกิดมาข้าก็อุ้มแล้ว หนักอึ้ง เหมือนกับลูกหมูจริงๆ กลับเป็นตอนที่หยู่เหวินตู้ถือกำเนิด ผอมจนเหมือนไม้เถาเช่นนั้น คิดไม่ถึงหลังจากที่โตแล้ว หยู่เหวินตู้กลายเป็นหมู

ทุกคนล้วนหัวเราะขึ้นมาแล้ว

เสียนเฟยก็หัวเราะแล้ว นางยืนขึ้นเดินไปข้างกายของกุ้ยเฟย “มา ให้ข้าอุ้มหน่อย”

กุ้ยเฟยเอาทารกให้นาง “ได้ เอาพระราชนัดดาที่ล้ำค่าให้เจ้าอุ้ม ชั่งน่าปีติยินดี ยิ้มขึ้นมาชั่งน่ารักนักแล้ว”

เสียนเฟยอุ้มมา หัวเราะดีอกดีใจในพริบตา “ข้าดูหน่อย โอ้ ก็เหมือนเจ้าห้าตอนเด็กๆเป๊ะๆ......”