บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 494 กู้จือ

sprite

กู้จือรับรู้ได้ถึงการมาเยือนของเทพแห่งความตาย ในหัวใจก็ยิ่งตื่นตระหนก ใช้สมองทั้งหมดที่มีคิดถึงเรื่องราวของอ๋องอัน แต่ว่า ที่จริงนางกับอ๋องอันติดต่อกันอย่างมีขอบเขต อ๋องอันค่อนข้างระวังมาก ไม่ให้นางได้รับรู้เรื่องราวมากมายขนาดนั้น

นางคิดถึงคนคนหนึ่ง รีบพูดขึ้นว่า “อ๋องอันไปมาหาสู่กับท่านชายหงเย่แห่งเซียนเปยบ่อยมาก พวกเขาต้องมีแผนการลับบางอย่างแน่นอน การสมรู้ร่วมคิดกันของอ๋องอันกับเซียนเปย ยังมี เป็นเขาที่ส่งคนไปฆ่าอ๋องฉี แล้วป้ายความผิดไปที่อ๋องจี้ อ๋องจี้นั้นบริสุทธิ์ เจ้าสามารถไปหาพระชายาจี้ ขายหนี้บุญคุณให้กับพระชายาจี้ พระชายาจี้มีประโยชน์ต่อเจ้า……”

จวิ้นจู่จิ้งเหอฟังแล้ว แววตาไหววาบชั่วครู่ “กู้จือ ที่เจ้าพูดมาทั้งหมดนั้น ข้าไม่รู้สึกน่าสนใจเลย”

“ยังมี……”กู้จืออยากจะร้องไห้ก็ไม่มีดวงตาให้ร้อง ตื่นตระหนกจนตัวสั่นเทา “เจ้าต้องการฟังเรื่องอ๋องเว่ยใช่หรือไม่ ในใจของอ๋องเว่ยมีแต่เจ้า จริงนะ ในใจของมีแต่เจ้า……”

ในสายตาของจวิ้นจู่จิ้งเหอมีแววเกลียดชังวาบผ่าน ความคิดที่อยากจะฆ่าก็ผุดขึ้นมาทันใด พอความคิดจะฆ่าเกิดขึ้น ก็เห็นแสงเย็นของมีดสั้นวาบผ่าน ปาดไปยังคอของกู้จือ

นางเอ่ยอย่างเสียดายว่า “กู้จือ เจ้าไม่ควรพูดถึงเขา”

กู้จือรู้สึกว่าคอตัวเองเย็นวาบ ยื่นมือออกไปจับอย่างไม่รู้ตัว ยังไม่ทันได้สัมผัส เลือดนั้นกลับพุ่งกระฉูดออกมา นางตื่นตระหนกจนอยากจะกรีดร้อง แต่ว่า เหมือนหลอดลมของนางจะถูกตัดขาดเสียแล้ว น้ำเสียงถูกสกัดกั้นไว้ที่อก

จวิ้นจู่จิ้งเหอมองนางล้มลงไป หลุมลูกตาทั้งสองข้างมืดสนิท ราวกับว่าดวงตาสองข้างถูกตีจนแตกละเอียดแล้วย้อมด้วยสีดำ เบ้าตาที่เหมือนจะถมเต็มไปด้วยเศษแหลกละเอียด

กู้จือตายอย่างรวดเร็ว จวิ้นจู่จิ้งเหอรู้ว่าจะทำอย่างไรให้คนคนหนึ่งตายในเวลาอันรวดเร็ว

นางหมุนตัว จากไปอย่างโซเซ

นางอยู่ในสำนักนางชีหมิงเยว่ต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะไม่อยากให้ดินแดนบริสุทธิ์ของพระโพธิสัตว์ต้องเปื้อนกลิ่นคาวเลือด

ไม่ว่านางจะใช้คำแก้ตัวมากมายแค่ไหนเพื่อปิดบังตัวเอง ที่จริงในใจนางมั่นใจมาก ตั้งแต่ตอนที่พบกับกู้จือบนภูเขา นางก็มีใจอยากจะฆ่ากู้จือแล้ว

เพียงแต่ ระหว่างนั้นก็เคยลังเลอยู่บ้าง

วันรุ่งขึ้นอะซี่มาถึงสำนักนางชีหมิงเยว่ ที่มองเห็นคือจวิ้นจู่จิ้งเหอที่นั่งอยู่กลางลานบ้าน

นางเหมือนจะนิ่งอยู่อย่างนี้ทั้งคืน ดวงตาบวมแดงก่ำ ผ่านการร้องไห้

อะซี่นิ่งอึ้ง รีบเข้าไปประคองนางลุกขึ้น “จวิ้นจู่ นี่ท่านเป็นอะไรไป สวรรค์ มือของท่านเย็นมาก ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่ ”

แววตาของจวิ้นจู่จิ้งเหอจึงค่อยๆรวบรวมเป็นหนึ่งขึ้นมา มองไปยังอะซี่ ค่อยๆส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นไร ”

อะซี่ประคองนางเอาไว้ “แล้วทำไมจึงมานั่งอยู่ตรงนี้ คนรับใช้เล่า”

“ไล่ไปหมดแล้ว”จวิ้นจู่จิ้งเหอพูด

อะซี่มอง รู้สึกว่านางผิดปกติมาก “แล้วกู้จือเล่า ไปแล้วเช่นกันหรือ”

จวิ้นจู่จิ้งเหอหันหน้ากลับไปมองแวบหนึ่ง เอ่ยพึมพำว่า “นางไปไม่ได้ นางอยู่ข้างใน”

“ใช่ นางเพิ่งจะคลอดลูกเสร็จ ย่อมต้องไปไหนไม่ได้แน่”อะซี่ปล่อยนางแล้วเดินเข้าไป

จวิ้นจู่จิ้งเหอเหมือนอยากจะพูดบางอย่าง แต่ว่า ก็หยุดเอาไว้

อะซี่อยู่ข้างในร้องเสียงต่ำอยู่หนึ่งเสียง แต่ว่า ก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไรขนาดนั้น หลังจากออกมาแล้ว ก็พูดสีหน้าท่าทีสงบว่า“ทำการฝังร่างก่อน จะได้ไม่ทำให้ที่นี่เหม็นไปด้วย”

“ได้”จวิ้นจู่จิ้งเหอพูด

“ท่านพักเถอะ เรื่องนี้ข้าจัดการเอง”อะซี่เห็นท่าทีนางที่ยืนแทบจะไม่มั่นคง ก็พูดขึ้น

“รบกวนแม่นางอะซี่แล้ว”จวิ้นจู่จิ้งเหอพูดขึ้น

อะซี่ยิ้มๆ เข้าไปแบกร่างไร้วิญญาณของกู้จือออกมา อีกข้างหนึ่งก็แบกพลั่วเหล็กเดินเข้าไปทางภูเขา

อะซี่มาเช้ามาก ตลอดทางไม่มีผู้คน

ภูเขาลูกใหญ่มาก เลือกบริเวณที่ดินค่อนข้างอ่อนนุ่มซะหน่อยเพื่อง่ายต่อการฝังศพกู้จือ

เจ้ามันสมควรได้รับโทษ ตายแล้วก็เดินในทางโลกคนตายของเจ้า อย่าคิดจะกลับมาหาเรื่องอีก แต่ว่า ตอนที่เจ้ามีชีวิตอยู่ได้ทำเรื่องเลวร้ายไว้มากมาย ตายแล้วคงต้องตกนรก

รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง จึงนั่งลงพักผ่อนตรงบริเวณส่วนหัวของหลุมฝังศพ แล้วพูดอีกว่า “เจ้าว่าจวิ้นจู่จิ้งเหอที่เป็นคนดีขนาดนั้น ทำไมเจ้าจึงได้ใจร้ายกับนางได้ลงคอ นางเคยช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ด้วย เป็นคนหากไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนตายจริงๆ เอาล่ะ

พูดจบ นางแบกพลั่วเหล็กแล้วกลับไปทันที

จวิ้นจู่จิ้งเหอกำลังเก็บข้าวของอยู่ในห้อง ที่นอนและเครื่องนอนของกู้จือถูกเผาไปหมดแล้ว ในอากาศมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่สายหนึ่ง

อะซี่เข้าไปช่วย เอาที่สมควรเผาออกมาเผาทิ้งทั้งหมด จากนั้นก็ถามจวิ้นจู่จิ้งเหอว่า “ท่านจะกลับไปหรือ”

จวิ้นจู่จิ้งเหอนิ่งคิด “ข้าจะกลับไปพร้อมกับเจ้า ไปดูเด็กคนนั้น”

“แล้วหลังจากนั้นท่านจะมีที่นี่อีกหรือไม่ ”

“มา”จวิ้นจู่จิ้งเหอหลุบสายตาลง “อยู่ที่นี่จนชินแล้ว ที่นี่ดีมาก พุทธศาสนาคงไม่รับข้า ข้าจึงต้องอยู่ใกล้เข้าไว้ หัวใจจะได้สงบ”

อะซี่ถอนหายใจ “จวิ้นจู่ ปล่อยวางบ้างเถอะ”

มองไปยังอะซี่ ดวงตาแฝงรอยยิ้มที่อ่อนโยนจางๆ ทำให้รู้สึกว่าบอบบางแต่เด็ดเดี่ยว “อะซี่ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ บางทีอาจเป็นเพราะช่วงนี้มีชีวิตไม่ค่อยดีนัก แต่ชีวิตของคนเราย่อมต้องพบเจอกับเรื่องที่ดีสักวัน

อะซี่หวั่นไหว “ใช่แล้ว จวิ้นจู่ท่านรู้จักคิดเช่นนี้ก็ดี วันเวลาที่เลวร้ายย่อมต้องผ่านไปแน่นอน”

“ไม่เป็นไร”นางเดินออกไปข้างนอก “ชีวิตคนเดิมทีก็เป็นแค่การบำเพ็ญ ข้าต้องพบเจอกับเรื่องราวที่ไม่ดีอยู่บ้าง ก็ข้าก็ไม่ได้เป็นคนที่น่าสมเพชที่สุด คนที่อนาถกว่าข้ามากมายยังดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดอย่างยากลำบาก เมื่อเทียบกันแล้ว อย่างข้าจะนับว่าเป็นอะไรเล่า”

อะซี่ออกไปประคองนางขึ้นรถม้า “ท่านพูดได้ถูกต้อง ในโลกนี้มีคนมากมายยังคงทรมาน พวกเราโชคดีแล้ว อย่างน้อย พวกเราไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นอยู่ ท่านย่าพูดเช่นนี้กับพวกข้าอยู่เสมอ”

“ฮูหยินเฒ่าเป็นผู้มีปัญญาเลิศล้ำคนหนึ่ง”หลังจากที่จวิ้นจู่จิ้งเหอขึ้นรถม้าแล้ว ก็เอียงตัวพิงไปอีกด้าน

อะซี่ขับรถม้า “ท่านนอนเถอะ นอนตื่นก็คงถึงบ้านแล้ว”

ตลอดทางที่รถม้าโคลงเคลงไปมา จวิ้นจู่จิ้งเหอกลับนอนหลับมาตลอดทางจริงๆ

เพียงแต่เส้นทางนี้วุ่นวายนัก ราวกับว่ามีดดาบฆ่าฟันกันไม่ได้ว่างเว้น จนกระทั่งวินาทีที่รถม้าหยุดลง ทั้งหมดก็เหมือนจะเลือนหายไป