บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 496 ครบรอบหนึ่งเดือน

sprite

หยู่เหวินเห้าถอนหายใจ“ที่จริงวันหน้าจะมีหรือไม่มีคลังสมบัติส่วนตัวหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แต่นี่จิ้งถิงจะมาอยู่แล้ว ข้าจะดูยากจนข้นแค้นมากไม่ได้ ”

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว”ทังหยางเอาใจทั้งสองฝ่ายจริงๆ คิดเพื่อผลประโยชน์ที่ตัวเองจะได้รับ

ก่อนวันงานฉลองใหญ่ ก็มีการฝึกซ้อมขั้นตอนของงานในวันพรุ่งนี้

อันดับแรก ก่อนรุ่งเช้านั่นก็คือช่วงยามจื่อ ก็ต้องทำการโกนผมให้กับเด็กๆก่อน เรียกว่าการให้พรครบเดือน จากนั้นหยู่เหวินเห้าก็ต้องพาหยวนชิงหลิงกับเหล่าของว่างไปจุดธูปคำนับที่ศาลบรรพบุรุษ จากนั้นก็ไปคำนับไท่ซ่างหวง ไทเฮา ฮ่องเต้ และฮองเฮา

หลังจากทำทั้งหมดนี้จนเสร็จสิ้นแล้ว ก็กลับไปที่จวนเจ้าพระยาจิ้ง นี่เรียกว่าการกลับบ้านมารดาเมื่อครบเดือน ไม่ว่าจะไปคำพิธียังจุดใด ก็ต้องได้รับอั่งเปาหรือสิ่งของอันเป็นมงคลเล็กๆน้อยๆ จุดประทัดแล้วก็เดินทางกลับมายังจวนอ๋องฉู่ เพื่อต้อนรับแขกเหรื่อที่มาจากทั่วทุกสารทิศ

ที่จวนเจ้าพระยาจิ้งก็มีการจัดโต๊ะอาหารเอาไว้เพื่อรับแขก เชิญญาติพี่น้องผองเพื่อนฝั่งจวนเจ้าพระยาจิ้ง เรื่องนี้หยวนชิงหลิงได้สั่งให้คนไปบอกกับท่านย่าเอาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว นางเป็นคนออกเงินค่าใช้จ่ายเอง

นางรู้ว่าหลายปีมานี้เงินของท่านย่าถูกเจ้าพระยาจิ้งควักออกไปใช้จ่ายคนหมดแล้ว ไม่มีเงินใช้สำหรับจัดงานเลี้ยงที่เหมาะสมกับฐานะได้อีกแล้ว

ตอนนี้ฮูหยินใหญ่เดินเหินได้ไม่สะดวกแล้ว หยวนชิงหลิงจึงได้ส่งรถเข็นที่เตรียมเอาไว้สำหรับใช้ก่อนคลอดไปให้ รอเพียงให้นางอยู่เดือนจนครบแล้วออกมาทำการกายภาพบำบัดให้ท่านย่า ภายหน้าไม่ว่าต้องใช้วิธีการได้ ก็ต้องไล่เจ้าพระยาจิ้งออกไปให้ได้ เพื่อให้จวนเจ้าพระยาจิ้งค่อยๆฟื้นฟูพลังชีวิตขึ้นมา

จวนอ๋องฉู่นั้นมีคนคอยช่วยงานไม่มากพอ เดิมทีคิดจะยืมคนจากจวนอ๋องซุนหรือไม่ก็จวนอ๋องฉีมา แต่ว่า ฮ่องเต้หมิงหยวนไม่อนุญาต ก่อนวันงานสองวันก็ได้ส่งหัวหน้าควบคุมงานภายในพาคนในวังหลายสิบคนออกมาช่วยเหลือ

และระเบียบในการจัดงาน ก็ใช้ระเบียบเดียวกันกับในวัง

นี่ทำให้กลายเป็นรูปแบบที่เป็นทางการมากยิ่งขึ้น

หยวนชิงผิงเองก็มาอยู่เป็นเพื่อนหยวนชิงหลิงล่วงหน้าหนึ่งวัน เพราะว่าพรุ่งนี้การมีตัวตนอยู่หยวนชิงหลิงค่อนข้างจะมีบทบาทสำคัญมาก ประโยชน์สูงสุดของการมีตัวตนอยู่ก็คือการเป็นเพื่อนคุย

อย่าดูถูกบทบาทของเพื่อนคุยเด็ดขาด หยวนชิงหลิงที่เป็นพระชายารัชทายาทที่ไม่ค่อยรู้เรื่องกฏระเบียบในวังสักเท่าไหร่ พรุ่งนี้ยังเป็นงานฉลองที่เป็นทางการ เหล่าองค์หญิงและฮูหยินตราตั้งทั้งหลายต่างก็มาร่วมงานกันหมด เพื่อนคุยที่ว่านี้ก็ต้องพูดในสิ่งที่คนอื่นชอบฟังเสียหน่อย

ส่วนหน้าที่รับผิดชอบของหยู่เหวินเห้ายิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพื่อนดื่ม

หยวนชิงหลิงรู้ว่าเขาจำเป็นต้องดื่มเหล้า ฉะนั้นจึงได้ให้เขากินยาป้องกันตับล่วงหน้าหลายวันแล้ว

แต่ว่า ในกลุ่มคนที่หยู่เหวินต้องร่วมดื่มเป็นเพื่อนด้วยนั้นก็มีคนที่มีความสามารถโดดเด่นอยู่ด้วย

พี่ซูหลง แม่ทัพหลู่หม่าง หวางเจียง กู้ซือ เหลิ่งจิ้งเหยียน ทุกคนต่างเป็นวีรบุรุษแห่งสุรา มีพลังชนิดที่ว่าสามารถสู้กับขุนนางได้ทั้งหมด

หนึ่งในนั้น คือพี่ซูหลงที่โดดเด่นที่สุด เขาเคยลองดื่มติดต่อกันกับคนจำนวนสิบกว่าคนมาแล้ว ยังคงรักษาอาการไม่ให้อาเจียนออกมาได้ ถูกคนทั่วไปขนานนามว่าแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นสุรา

หวางเจียงนั้นถนัดเรื่องสิงจิ่วลิ่ง(เกมโบราณที่แต่งบทกวีในเวลาดื่มเหล้าชนิดหนึ่งของจีน) ถ้าหากในงานเลี้ยงมีการสิงจิ่วลิ่ง เขาสามารถทำให้คนร่วมโต๊ะดื่มสุราจนเกิดความสงสัยในชีวิตตนเอง

แม่ทัพหลู่หม่างนั้นช่ำชองเรื่องสุราแรง ไม่ว่าสุราจะแรงแค่ไหนก็ดูจะปกติมาก เหล้ากลั่นหนึ่งอึกต่อหนึ่งชั่ง กลืนลงไปทันตา หน้าไม่แดงลมหายใจปกติ ดื่มไปแล้วสิบชั่งเวลาเดินเหินก็ยังคงเส้นตรงไม่คดเคี้ยว

ส่วนเหลิ่งจิ้งเหยียนนั้นเป็นคนที่ใช้แผนในการดื่มเหล้า คำว่าถ่วงเวลาของเขานั้นร้ายกาจมาก พูดน้ำไหลไฟดับ น้ำลายสาดกระจาย จนศัตรูไม่กล้าสู้และยอมจำนน เพราะถ้าหากยังฟังเขาพูดต่อไป นอกจากแก้วเหล้าในมือจะกลายเป็นแก้วน้ำลายของเขาแล้ว มือที่ยกเหล้าขึ้นก็คงจะปวดเมื่อยไปตามกัน

ส่วนตัวสำรองที่จัดเตรียมไว้ ยังมีอ๋องซุน ทังหยาง

ที่ว่ากันว่าท้องของขุนนางนั้นสามารถใส่เรือไว้ได้ทั้งลำหรือก็หมายความว่าจิตใจกว้างขวางนัก ดูท้องอ๋องซุนก็รู้ว่ามีประโยชน์ใหญ่หลวงเช่นนี้เอง

ทังหยางถือว่าเป็นยอดฝีมือที่แท้จริง พลังภายในเลิศล้ำ เหล้าที่ดื่มเข้าไป พุ่งตรงลงไปเดินท่องยังชั้นใต้ดินสามพันลี้ของห้องน้ำอย่างสง่างามหนึ่งรอบ เป็นจำพวกที่เหล้าเนื้อเคยผ่านลำไส้อย่างแท้จริง

ค่ายกลที่แข็งแกร่งเช่นนี้ มีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว นั่นก็คือให้รัชทายาทถอนตัวออกมาได้อย่างสมบูรณ์

เพราะว่า พรุ่งนี้รัชทายาทจะสิ้นสุดการถือศีลอดแล้ว

ได้ยินมาว่าตั้งแต่พระชายารัชทายาทตั้งครรภ์ รัชทายาทก็ไม่เคยได้เสพความสุขของชีวิตเลย ด้วยเหตุนี้จึงไปหาเรื่องหมอหลวงเฉาอยู่เนืองๆ หมอหลวงเฉาเป็นทุกข์จนไม่อาจเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้แล้ว เขาจะมีวิธีอะไร คนเก่งแค่ไหนหากขาดเงื่อนไขที่ดีก็ไม่สามารถทำสำเร็จ เขาเองก็ไม่ใช่หญิงสาว

ช่วงยามไฮ่ กู้ซือพาทหารรักษาพระองค์จำนวนหนึ่งร้อยนายมาถึง วางเวรยามลาดตระเวนมีทหารรักษาพระองค์กับทหารในจวนร่วมมือกันดำเนินการ

นี่ย่อมไม่ใช่การพบกันครั้งแรก พวกเขาเคยทำงานร่วมกันมาแล้ว จึงร่วมมือกันอย่างสบายใจมาก

รุ่งเช้า ช่างตัดผมก็โกนผมให้กับเหล่าของว่างทั้งหลาย

หลังจากผ่านความพยายามในการกินนมมาตลอดทั้งเดือน ระยะห่างของเหล่าของว่างก็ร่นน้อยลง อย่างน้อยรูปหน้าที่ดูแล้วก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่แล้ว

ทว่า รูปร่างของซาลาเปานั้นบึกบึนกว่าอยู่มาก ต่อมาเป็นทังหยวน ข้าวเหนียวน้อยค่อนข้างผอมแห้ง แต่ว่าใบหน้าก็ค่อยๆอ้วนขึ้นเล็กน้อยแล้ว ถ้ามองปราดเดียว ก็ใช่ว่าจะสามารถดูออกได้ในทันที

เมื่อโกนผมแล้ว ยังคงเหลือไว้กระจุกหนึ่งที่หน้ากระหม่อมเพื่อปกปิดกระหม่อมที่ยังคงเห็นการเต้นเป็นจังหวะเพราะยังปิดไม่สนิท เด็กน้อยที่ราวกับก้อนแป้ง น่ามองมาก โดยเฉพาะตอนเคลื่อนไหวมือและเท้า อดไม่ได้ที่จะอุ้มพวกเขาไว้ในอ้อมอก แล้วหอมไปยังหน้าผากของพวกเขาหลายๆที

แม้แต่หยู่เหวินเห้าที่มองเห็นแล้ว ก็มองจนดวงตาดูทึ่มไป พูดว่า “น่ามองจริงๆ ”

พูดแล้ว เขาก็มองไปทางหยวนชิงหลิง อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปกอดนางเอาไว้ “หยวน เจ้ายอดเยี่ยมจริงๆ ให้กำเนิดลูกที่เหมือนกับงานแกะสลักก้อนแป้งถึงสามคน ”

หยวนชิงหลิงก็ยิ้มขึ้นมาอย่างมีความสุข จะน่ามองหรือไม่ ก็อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน แต่ว่า คนที่เป็นแม่ย่อมรู้สึกว่าลูกของตนเองน่ามองที่สุด

อะซี่รู้สึกหาได้ยากมาก อุ้มข้าวเหนียวน้อยเอาไว้ไม่ยอมปล่อยมือ พูดกับแม่นมสี่อยู่ตลอดว่า “แม่นมจ๋า ท่านดูสิ แม้แต่ขนตายังน่ามอง จมูกนี้ก็สวยมาก ปากก็สวยมาก ใบหูสองข้างนี้ เหมือนกับใบเรืออย่างไรอย่างนั้น ช่างเป็นลูกรักจริงๆ”

แม่นมสี่พูดกลั้วเสียงหัวเราะว่า “ใช่แล้ว น่ามองจริงๆ แต่ว่า ไม่สามารถมองต่อแล้ว เตรียมตัวต้องออกเดินทางแล้ว ไปเรียกแม่นมไป”

เด็กๆเข้าวัง จำเป็นต้องพาแม่นมไปด้วย ก่อนหน้านี้แม่นมเคยสอนเรื่องกฎระเบียบไปแล้ว

วันนี้หยวนชิงหลิงสวมชุดราชสำนักของพระชายารัชทายาท ลายปักดอกเบญจมาศแปดกลีบสีทองดอกใหญ่เลื้อยอยู่บนชุดผ้าไหมสีแดง ภาพปักหลักคือดอกโบตั๋น ภาพโบตั๋นนั้นมีแต่ตำแหน่งฮองเฮาจึงจะใช้ได้ พระชายารัชทายาทเป็นฮองเฮาในอนาคต ฉะนั้น ชุดราชสำนักของพระชายารัชทายาทชุดนี้ที่ในวังสั่งตัดให้ ก็มีการปักลายโบตั๋นเข้าไปด้วย

แม่นมสี่ทำผมทรงมวยเมฆลอยให้กับนางอย่างประณีต ทั้งสองข้างปักปิ่นดอกไม้ไหวทอง แม้ในช่วงอยู่เดือน จะค่อนข้างเหน็ดเหนื่อย แต่ว่าก็ปรับสมดุลร่างกายได้ดีมาก สีผิวแดงระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องแต่งแต้มอะไรก็เหมือนย้อมน้ำผึ้งไว้ชั้นหนึ่ง หน้าตานั้นเต็มไปด้วยความยินดีของการเป็นแม่ครั้งแรกและความรักระหว่างหญิงชาย ยิ่งเพิ่มความสง่างามกว่าแต่ก่อนมากขึ้น

หยู่เหวินเห้าวันนี้สวมชุดราชสำนักของรัชทายาท ปักลายด้วยด้ายสีเงินและสีทองสลับกัน ในภาพปักลายเมฆลอยมีลายปักมังกรบินผงาดอยู่บนฟ้า สวมที่ครอบศีรษะที่ประดับทองและหยก เส้นผมถูกหวีจัดทรงให้แนบไปกับชุด จอนสองข้างที่ปกติมีความหยิกหยองอยู่บ้าง ตอนนี้ก็ถูกหวีทับเอาไว้จนเรียบทุกเส้น

ถ้าหากไม่ใช่เพราะมองเห็นรอยแผลเป็นนั้น ใช้คำว่าอบอุ่นอ่อนโยนมาเปรียบเทียบก็ไม่มากเกินไปสักนิด เพราะมีรอยแผลนั่น หน้าตาจึงดูทรงอำนาจ กลับเป็นการดึงดูดเอาความน่าเกรงขามของความเป็นนักรบออกมาด้วย

ทั้งสองสามีภรรยา ช่วงที่ผ่านมาไม่เคยได้แต่งองค์ทรงเครื่องดีๆเลย พอวันนี้ได้จัดแต่งอย่างละเอียด ก็รู้สึกราวกับว่าไม่รู้จักกับอีกฝ่ายแล้ว ต่างก็มองหน้ากันอยู่นาน หยู่เหวินเห้ายื่นมือออกไปจับมือของหยวนชิงหลิงเอาไว้ เอ่ยข้างหูนางด้วยเสียงเบาๆว่า “คืนนี้รอข้าได้เลย”

ในดวงตา ไม่ปิดบังแววแห่งความปรารถนาไว้เลยสักนิด

หยวนชิงหลิงเดิมคิดว่ามองหน้าแค่ชั่วครู่ เขาคงพูดอะไรหวานๆสักคำ อย่างเช่นนางงดงามมากอะไรพวกนี้เป็นต้น คิดไม่ถึงว่าจะเป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมาเปิดเผยขนาดนี้ ในห้องยังมีคนตั้งมากมาย ทำให้นางรู้สึกอายจนหูแดงเถือกไปหมด

“ไสหัวไปเลย”นางทำเสียงดุ

ชายคนนี้ เมื่อไหร่จะเข้าใจถึงเรื่องบรรยากาศของความรักซะบ้าง

ทุกคนต่างกระแอมไอ ทำได้เพียงไม่ได้ยิน แม้ว่าเสียงจะไม่เบานัก ทุกคำล้วนฟังได้อย่างชัดเจน

“เตรียมรถไว้เรียบร้อยหรือยัง”แม่นมสี่ออกไปถามทังหยาง

ทังหยางพูดว่า “เตรียมเสร็จนานแล้ว สามารถออกเดินทางได้เลย”

รัชทายาทกับพระชายารัชทายาทจูงมือกันเดินออกไป แม่นมอุ้มเหล่าของว่างเดินตามข้างหลัง แม่นมสี่ อะซี่ หมันเอ๋อก็ตามออกไป กู้ซือนำทหารรักษาพระองค์คุ้มกัน ขบวนยิ่งใหญ่ตลอดทาง ออกเดินทางไปยังพระราชวัง