บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 541 ไปวัดฮู่กว๋อ

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 541 ไปวัดฮู่กว๋อ ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 541 ไปวัดฮู่กว๋อ เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 541 ไปวัดฮู่กว๋อ บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 541 ไปวัดฮู่กว๋อ ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 541 ไปวัดฮู่กว๋อ

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 541 ไปวัดฮู่กว๋อ นวนิยาย

หยวนชิงหลิงและจิ่นหนิงสนทนากันอย่างอบอุ่นหลายประโยค แต่ส่วนใหญ่นางฝากความหวังไว้ที่โม่ยี่ และโม่ยี่พยักหน้าให้แก่นาง สื่อให้นางวางใจ

หยวนชิงหลิงไม่วางใจ นางจะวางใจได้เช่นไร นางไม่รู้ว่าโม่ยี่จะนำมาถึงหรือไม่ หลังโม่ยี่จากไป นางอาจไม่ได้รับข่าวสารใด ๆ เลย

ในใจนางยังคงคะนึงถึงครอบครัว

หลังส่งสามีภรรยาแคว้นต้าโจวจากไป ทั้งสองกลับจวน หยู่เหวินเห้าผิดหวังเล็กน้อย แต่ไม่ได้แสดงออกมาชัดเจนมากนัก เพราะเรื่องราวต่อจากนี้ยังมีอีกมากมาย เขาต้องรีบจัดการ

พระชายาจี้มารับยา จึงสนทนากับหยวนชิงหลิงหลายประโยค

“ครั้งนี้รัชทายาททำการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นต้าโจวได้สำเร็จ เวลานี้ทั่วราชสำนักล้วนคาดหวังกับเขาสูงขึ้น เสด็จพ่อยิ่งให้ตำแหน่งที่สำคัญแก่เขา”

หยวนชิงหลิงฝืนยิ้มออกมา “ใช่แล้ว”

พระชายาจี้มองความในใจของนางไม่ออก จึงเอ่ยว่า “สามารถโน้มน้าวจูกั๋วกงได้ ความจริงไม่ใช่ความชอบของเจ้า และไม่ใช่ความชอบของฮูหยินใหญ่ตระกูลหยวน เจ้ารู้ว่าเป็นความชอบของผู้ใดหรือไม่?” (ฮูหยินใหญ่ตระกูลหยวน)

หยวนชิงหลิงเงยหน้า อย่างแปลกใจเล็กน้อย “ไม่ทราบ เจ้าคิดว่าคือความชอบของผู้ใด?”

พระชายาจี้จึงหัวเราะ “พอดี เป็นความชอบของนางจูใหญ่”

หยวนชิงหลิงไม่เข้าใจ “นาง?”

พระชายาจี้พยักหน้า “หากนางไม่เผยความในใจออกมา ทำให้จูกั๋วกงเห็นถึงจิตใจที่โฉดชั่วเสมือนหมาป่าของอ๋องอาน เขาคงไม่แสดงท่าทีแน่ จูกั๋วกงแม้ดื้อดึง แต่เขาไม่ได้โง่เขลา ตอนนี้ตระกูลจูเปรียบเสมือนเสาค้ำฟ้าต้นใหญ่ แต่ความจริงเสาค้ำฟ้าต้นนี้เช่นเขา ไม่สามารถแผ่ขยายออกไปได้ หากเขาตาย ตระกูลจูถูกผู้อื่นข่มเหงรังแกอย่างไร้ทางสู้ แต่เพียงเกี่ยวข้องกับการช่วงชิงบัลลังก์ของนางจูใหญ่และตี๋เว่ยหมิง ไม่มีผู้ใดสามารถปกป้องตระกูลจูได้ ดังนั้นเวลานี้ เขาจะยังสามารถสู้รบกับเซียวเหยากงด้วยอคติได้อีกหรือ เขาสามารถสู้รบกับเซียวเหยากงจนตายได้ เกรงว่าแม้สิ้นชีวิตนี้เขาล้วนไม่สนใจ แต่เขาไม่อาจให้ทุกชีวิตในตระกูลจูต้องจบลงเพราะโทษทัณฑ์ในการช่วงชิงบัลลังก์ได้ ประจวบกับฮูหยินใหญ่ตระกูลหยวนมาด่าทอยกหนึ่ง เขาจึงถือโอกาสลงจากตำแหน่ง”

หยวนชิงหลิงมองนาง พร้อมชื่นชมในใจ “พระชายาจี้ หากพูดว่าท่านคือจูกัดเหลียงหญิง คงไม่ใช่การกล่าวเกินจริง”

“จูกัดเหลียงหญิง? คือสิ่งใด เจ้าหาว่าข้าคือกวาวเครือแดงหรือ?” พระชายาจี้ไม่พอใจ (ในภาษาจีน จูกัดและ กวาวเครือแดง ออกเสียงคล้ายกัน)

หยวนชิงหลิงจึงหัวเราะขึ้นมา “ถูกต้อง ท่านคือกวาวเครือแดงที่เฉลียวฉลาดเครือหนึ่ง”

“เจ้านะสิเป็นกวาวเครือแดง คำว่าเฉลียวฉลาด ทางที่ดีเจ้าควรใช้รากบัวในการเปรียบเทียบ” พระชายาจี้หัวเราะพลางด่าทอ

หยวนชิงหลิงกลับไม่ใส่ใจว่าทางจูกั๋วกงนั้นจะคิดเช่นไร เพราะเรื่องเชื่อมสัมพันธไมตรีล้วนกำหนดไว้แล้ว

นางกังวลเรื่องแม่นมสี่ และโม่ยี่ว่าจะสามารถส่งข่าวได้หรือไม่มากกว่า

การตรวจสอบทังหยาง ตอนนี้ยังไม่ได้ผลสรุป ช่างทำให้คนร้อนใจจริง ๆ

แม่นมสี่ใช้ยา แต่ดึงดันจะย้ายออกไป อะซี่พูดว่านางเองแอบร้องไห้คนเดียว บอกว่าต่อไปไม่สามารถดูแลพวกเหล่าขนมหวานอีกแล้ว กระทั่งมองล้วนไม่กล้า ตายไปเสียยังจะดีกว่า

คำพูดเหล่านี้ถูกส่งกลับมาให้หยวนชิงหลิงฟัง หยวนชิงหลิงจึงเศร้าใจเป็นที่สุด

“คิดสิ่งใดอยู่หรือ ตอนนี้ไม่มีสิ่งใดให้กังวลแล้วสินะ อ๋องอานถูกเนรเทศทางใต้ หลายปีนี้คงไม่ได้กลับมา เจ้าห้ากลับมากรมการพระนครอีกครั้ง เรื่องดีถาโถมกันเข้ามา เจ้ายังจะทำหน้าอมทุกข์อีกหรือ?” พระชายาเอ่ยถาม

หยวนชิงหลิงส่ายหน้า ก่อนกล่าว “ไม่ได้คิดสิ่งใด เพียงคิดว่าตอนนี้เกิดเรื่องดีมากมาย ข้าจึงไตร่ตรองว่าควรไปวัดฮู่กว๋อจุดธูปขอบคุณพระโพธิสัตว์หรือไม่?”

นางอยากไปหารุ่นน้อง เพื่อรับรู้ถึงสถานการณ์ของครอบครัว

“หากเจ้าอยากไป ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง” พระชายาจี้กล่าว

หยวนชิงหลิงมองนาง ก่อนกล่าวยิ้ม ๆ “จริงสิ ลืมไปเลยว่าเจ้าเลื่อมใสในศาสนาพุทธ”

พระชายาจี้กล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าไม่ได้เลื่อมใส”

หยวนชิงหลิงตะลึงงัน “เจ้าไม่ได้เลื่อมใส? แต่ในจวนของเจ้าไม่ใช่สร้างอุโบสถหรือ?”

พระชายาจี้กล่าวอย่างไม่ละลายว่า “นั่นเพราะเลื่อมใสในศาสนาพุทธสามารถปกปิดความในใจได้มากมาย และผู้คนจำนวนมากเพราะรู้ว่าเจ้าเลื่อมใสศาสนาพุทธจึงลดการระแวงเจ้าลง ที่สำคัญไทเฮาเลื่อมใสในศาสนาพุทธ”

หยวนชิงหลิงขบขัน “พระชายาจี้ ข้าพบว่ายิ่งรู้จักเจ้ามากขึ้น ยิ่งรู้สึกว่าเจ้านั่นเป็นผู้มีความสามารถ”

พระชายากล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ผู้มีความสามารถอันใด คำนี้ด่าทอกันชัด ๆ สตรีล้วนไม่หวังให้ตนมีความสามารถ หวังว่าจะคล้ายกับฉู่หมิงชุ่ยก่อนหน้านี้ หลบอยู่ใต้ปีกบุรุษใช้ชีวิตอย่างสงบ ผู้ใดอยากต้องคิดวางแผนกัน ผู้ใดอยากจะบีบให้ตนเป็นราวหญิงเสียสติตลอดเวลา พวกเจ้าเมื่อก่อนก็เกลียดชังข้าไม่ใช่หรือ ข้าชอบตีสองหน้า ปากหวานก้นเปรี้ยว จิตใจโหดร้าย พวกเจ้าล้วนคิดกับข้าเช่นนี้”

“เจ้าไม่เป็นเช่นนั้นหรือ ข้าเข้าใจเจ้าผิดหรือ?” หยวนชิงหลิงกล่าวถามยิ้ม ๆ ย้อนกลับไป

พระชายาจี้ขบคิด “เฮ้อ ความจริงเป็นเช่นนั้นจริง ๆ แต่จะทำเช่นไรได้เล่า หากลำพังมีข้าเพียงคนเดียวก็คงดี แต่ยังมีจวิ้นจู่อีกไม่ใช่หรือ?”

หยวนชิงหลิงตอนนี้นับถือพระชายาจากใจจริง นางความคิดว่องไวรอบคอบ ร่าเริงแจ่มใส เรื่องใดล้วนมองอย่างทะลุปรุโปร่ง คนมากแผนการเช่นนางนี้ หากไม่มีคนกลุ่มใหญ่ปกป้อง ไม่รู้ต้องตายไปแล้วกี่ครั้ง

แต่เมื่อเอ่ยถึงฉู่หมิงชุ่ย หยวนชิงหลิงอดนึกถึงฉู่หมิงหยางไม่ได้ จึงเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นฉู่หมิงหยางยังไม่กลับมาอีกหรือ?”

“กลับมาแล้ว!” พระชายาจี้กล่าวเสียงเรียบ

“กลับมาแล้ว? นางยอมกลับมาหรือ อ๋องจี้ยังไม่ถูกปล่อยตัวออกมา?” หยวนชิงหลิงแปลกใจเล็กน้อย

พระชายาจี้ยื่นนิ้ว สวมเล็บสีทองยาวสลักเป็นลายน้ำวนขนาดเล็กออกมา เมื่อมองระยะไกลจะเห็นเป็นดอกกุหลาบ แต่เพราะปัญหาเรื่องจุดสี เมื่อมองใกล้ ๆ กลับคล้ายกะโหลกศีรษะ แขวนอยู่บนลวดลายราง ๆ ก่อนกล่าวเสียงเรียบว่า “น่าจะได้ข่าวจากทางโสวฝู่ฉู่ อ๋องจี้จะถูกปล่อยออกมาแล้ว”

หยวนชิงหลิงคาดเดาว่าอ๋องจี้ต้องถูกปล่อยตัวออกมา เรื่องใหญ่โตในตอนนี้ล้วนถูกกำหนดไว้แล้ว ฮ่องเต้ทรงทราบว่าเรื่องลอบสังหารไม่เกี่ยวข้องกับเขา ช้าเร็วต้องปล่อยตัวเขา

เพียงไม่คิดว่าจะรวดเร็วเช่นนี้

“นางกลับมาครั้งนี้ ยังคงยโสโอหัง” แววตาพระชายาจี้ปรากฏความดูถูก “กลับมาจนถึงตอนนี้ ไม่มาทักทายข้า กลับโวยวายเสียงดัง เอ่ยว่าช้าเร็วข้าต้องไปน้อมทักทายนาง”

หยวนชิงหลิงกล่าวยิ้ม ๆ “มีความมั่นใจยิ่งนัก คงคิดว่าอ๋องจี้ถูกปล่อยตัวคราวนี้ นางจะได้รับความดีความชอบอย่างมาก”

“จริงสินะ เพราะครั้งนี้โสวฝู่ขอร้องต่อเสด็จพ่อ แต่ความจริงนี่ไม่ใช่ความหมายของเสด็จพ่อเองหรือ ส่วนนาง จะสามารถสร้างความวุ่นวายเช่นไรขึ้นมาได้อีก?” พระชายาจี้ไม่กังวลเรื่องฉู่หมิงหยางแม้แต่น้อย

วันถัดมา ทั้งสองเดินทางไปจุดธูปสักการะที่วัดฮู่กว๋อด้วยกัน

พระชายาจี้แม้จะเอ่ยว่าไม่เลื่อมใสในศาสนาพุทธ แต่เมื่อถึงวัด ธูปที่ใช้ไหว้ ไม่ขาดแม้แต่เล่มเดียว

หยวนชิงหลิงถือโอกาสขณะที่นางยุ่งวุ่นวาย ไปหาเจ้าอาวาส

เจ้าอาวาสหยิบชาอายุเก่าแก่มาต้อนรับนาง และเซนนั่งขัดสมาธิลงอย่างสง่างาม หยวนชิงหลิงจึงเอ่ยถามว่า “ก่อนนี้ท่านคล้ายไม่ได้บอกข้าว่า ข้าในยุคปัจจุบันไม่ได้สมองตาย และไม่ได้บอกว่าข้าถูกแช่แข็ง”

เจ้าอาวาสยิ้มน้อย ๆ “รู้แล้วหรือ ดูท่า เรื่องข้าไหว้วานอ๋องสำเร็จราชการแทนพระองค์ เขาได้ทำสำเร็จแล้ว”

หยวนชิงหลิงมองเขาอย่างตกตะลึง “ท่านรู้จักอ๋องสำเร็จราชการแทนพระองค์หรือ อ๋องสำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งแคว้นต้าโจวนะหรือ การมาของโม่ยี่คือแผนการของท่าน?”

เจ้าอาวาสมองนาง ก่อนกล่าวว่า “โม่ยี่คือผู้ใด ข้าไม่ทราบ แต่อ๋องสำเร็จราชการแทนพระองค์ได้หาวิศวกรมาหลายคน และมาจากยุคเดียวกับท่านผู้อาวุโส ความจริงมีบางเรื่อง ข้าไม่ได้บอกความจริงกับท่าน ขณะหลังจากที่ท่านถูกแช่แข็งปีที่สอง มารดาของท่านฆ่าตัวตายเพราะโรคซึมเศร้า ท่านย่าท่านก็ป่วยจนเสียชีวิตหลังมารดาของท่านเสียชีวิต”

หยวนชิงหลิงทั่วร่างเย็นเฉียบ “อะไรนะ?”