บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 547 ต้องคิดให้รอบคอบท่านอ๋อง

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 547 ต้องคิดให้รอบคอบท่านอ๋อง ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 547 ต้องคิดให้รอบคอบท่านอ๋อง เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 547 ต้องคิดให้รอบคอบท่านอ๋อง บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 547 ต้องคิดให้รอบคอบท่านอ๋อง ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 547 ต้องคิดให้รอบคอบท่านอ๋อง

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 547 ต้องคิดให้รอบคอบท่านอ๋อง นวนิยาย

หยู่เหวินเห้ารีบให้ทังหยางไปโรงหมอหุ้ยหมิง เพื่อหาประวัติผู้ป่วยโรคเรื้อนประมาณห้าเดือนก่อนหน้านี้

โสวฝู่ฉู่เอ่ยว่า “ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อน ไม่สามารถเดินบนถนนได้ตามใจ”

หยวนชิงหลิงเอ่ยว่า “นี่พูดได้ยาก หากผู้ป่วยปรากฏอาการและไม่มีเงินไปหาหมอรักษา คิดว่าตนมีแผลพุพอง จึงใช้สมุนไพรรักษา นี่ไม่ใช่เรื่องปกติหรือ?”

หยู่เหวินเห้าส่ายศีรษะ “นี่เป็นไปได้ยาก เพราะโรงหมอหุ้ยหมิงทุกปีมีการสุ่มตรวจสามครั้ง เมื่อพบผู้ป่วยโรคเรื้อน รีบแยกตัวออกไปทันที”

สามครั้งทุกปี ถือว่าเป็นความถี่ที่สูงมากทีเดียว บนฝ่ามือสตรีผู้นั้นเกิดเป็นแผลพุพอง นั่นหมายถึงอาการของโรคค่อนข้างรุนแรงแล้ว เพียงเป็นราษฎรในเมืองหลวง โดยทั่วไปสามารถตรวจสอบออกมาได้

หยวนชิงหลิงรู้สึกแปลก “คนในโรงหมอหุ้ยหมิงไม่เพียงพอ ทุกกลับสุ่มตรวจถึงสามครั้ง นี่เพราะเหตุใดหรือ เมืองหลวงคือสถานที่ที่มีผู้ป่วยโรคเรื้อนสูงหรือ?”

หยู่เหวินเห้าจึงเอ่ยว่า “ห้าปีก่อนเกิดระบาดหนักครั้งหนึ่ง ราษฎรในเมืองหลวงติดเชื้อหลายพันคน โชคดีที่แยกตัวได้ทันเวลา มิฉะนั้น ผู้คนล้มตายจำนวนมากแน่ ดังนั้นจึงเริ่ม ตั้งแต่ห้าปีก่อน ในเมืองหลวงเริ่มสามปีสุ่มตรวจสี่ครั้ง จนกระทั่งสองปีก่อนจึงสุ่มตรวจสามครั้ง เพราะโรคนี้ไม่ใช่เพียงติดเชื้อแล้วออกอาการ ดังนั้นต้องสุ่มตรวจติดต่อกันเป็นเวลาสิบหรือสิบห้าปี”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ รุนแรงยิ่งนัก

หยวนชิงหลิงเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นผู้ป่วยโรคเรื้อนเหล่านั้นตอนนี้ล้วนอยู่ที่เขาโรคเรื้อนหรือ?”

“ถูกต้อง ตอนนี้มีจำนวนประมาณสามร้อยกว่าคน” หยู่เหวินเห้ากล่าว

เดิมมีจำนวนกว่าพันคน ตอนนี้เหลือเพียงสามร้อยกว่าคน หากพูดเช่นนี้ หลายปีนี้คงมีผู้ป่วยล้มตายไปบางส่วน โรคเรื้อนไม่ทำให้เสียชีวิตทันที แต่จะมีชีวิตรอดให้สถานที่สิ้นหวังนั้นเช่นไร?

หยวนชิงหลิงได้ฟังอดโศกเศร้าไม่ได้

โสวฝู่ฉู่เอ่ยด้วยแววตาเย็นชาว่า “หากมีคนจงใจ จำเป็นต้องหาคนนั้นให้พบ ปล่อยมันไปไม่ได้เด็ดขาด”

มีคนจงใจเตรียมการเข้าใกล้แม่นมสี่หรือไม่ เรื่องนี้ต้องตรวจสอบ หยวนชิงหลิงไม่ยุ่งเรื่องนี้ ทำได้เพียงรีบรักษาแม่นมสี่ให้หาย

แต่ในใจนางกังวลเรื่องผู้ป่วยบนเขาโรคเรื้อนตลอดเวลา นางมียา เหตุใดต้องนิ่งเฝ้ามอง?

ตกเย็นนางล้วงยาในกระเป๋าออกมาอย่างช้า ๆ ยาไรแฟมพิซินและอื่น ๆ ที่ใช้รักษาโรคเรื้อนจัดเรียงทีละกล่อง กระทั่งกองเต็มไปทั่วเตียง

ดูท่าแล้ว กล่องยาจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการของนางจริง เพียงไม่รู้ว่ายานี้มาจากที่ใดกันแน่ คงไม่ความคิดของนางไปขโมยยามาหรอกนะ?

เมื่อหยู่เหวินเห้าเข้ามา เห็นยากองสูงเป็นภูเขาลูกย่อม ๆ นี้ ตกใจจนดวงตาแทบถลนออกมา “เจ้าทำสิ่งใด?”

หยวนชิงหลิงจึงเอ่ยว่า “ยารักษาโรคร้ายแรง”

“เยอะขนาดนี้เชียว?” หยู่เหวินเห้าเอ่ยอย่างตกใจ

หยวนชิงหลิงมองเขา ไม่พูดจา

หยู่เหวินเห้าจึงรู้ว่านางคิดทำสิ่งใด จึงเอ่ยปากปฏิเสธ “ไม่ต้องคิด”

“ข้ามียารักษา” หยวนชิงหลิงเข้าไปกอดแขนเขา “และนี้ไม่ใช่โรคที่รักษาไม่หาย ข้ามั่นใจมากทีเดียวว่าจะทำให้พวกเขาหายดี”

หยู่เหวินเห้าไม่ขยับ “ไม่ได้ ไม่ต้องเอ่ยอีก อันตรายเกินไป”

หยวนชิงหลิงอธิบายกับเขาอย่างใจเย็น “โรคนี้ความจริงไม่อันตราย เจ้าดู วัณโรคเป็นโรคติดต่อ และติดเชื้อได้สูงมาก ข้าไม่ได้รักษาหายดีทั้งสองคนหรือ? เพียงระมัดระวังให้ดี ไม่มีปัญหาแน่นอน ข้ารับประกันกับเจ้า”

หยู่เหวินเห้าช่วยนางเก็บของให้เรียบร้อย “รักษาแม่นมสี่ให้หายดี แล้วค่อยว่ากัน”

“รักษาแม่นมสี่หายดี แล้วข้าไปได้?” หยวนชิงหลิงปรากฏความดีใจ

หยู่เหวินเห้าหันมองนาง ก่อนเอ่ยพลางถอนหายใจ “เจ้าหยวน ข้าไม่ได้ห้ามเจ้าไปช่วยคน แต่บางครั้งต้องชั่งความสำคัญ โรคนี้เจ้าบอกว่าไม่อันตราย แต่โรคนี้ติดต่อสู่คนได้ ห้าปีก่อนหน้านี้ระบาดหนักครั้งเดียว คนในเมืองหลวงตื่นตระหนก แม้ข้าจะอนุญาตให้เจ้าไป แต่เสด็จพ่อไม่อนุญาตแน่ เจ้าเป็นถึงพระชายารัชทายาท เหล่าขุนนางในราชสำนักก็ไม่ยอมให้เจ้าไปแน่ เรื่องนี้เหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรค นี่คือโรคร้ายแรง ในสายตาของทุกคน นี่คือบาป เคราะห์กรรม โชคร้าย แม่นมสี่เพราะเหตุนี้จึงดูถูกตนเอง คิดว่าทั่วร่างตนสกปรก มีไอของความโชคร้าย จึงขังตนเองอยู่ในห้อง”

หยวนชิงหลิงได้ยินคำนี้โมโหอย่างหนัก “เจ็บป่วยเป็นเพียงโชคร้าย ไม่ใช่บาปกรรม เจ้าห้า เจ้าคิดเช่นนี้หรือ เจ้าคิดว่าคนที่ป่วยโรคนี้ เป็นเพราะบาปกรรมหรือ?”

หยู่เหวินเห้าดึงนางนั่งลง ก่อนเอ่ยสั่งสอนอย่างตั้งใจ “ตอนนี้ไม่ใช่ข้าคิดเช่นไร แต่เป็นคนข้างนอกคิดเช่นไร โรคร้ายแรงเขียนไว้ในเจ็ดขับ (ฝ่ายสามี “ขับ” ภรรยาออกจากบ้านหากมีพฤติกรรมตรงกับข้อใดข้อหนึ่งใน “เจ็ดขับ” เจ็ดข้อที่ว่านั่นก็มี ไม่ปรนนิบัติพ่อแม่สามี ไม่มีบุตร คบชู้ อิจฉาริษยา มีโรคร้ายแรง พูดมาก และลักขโมย) แสดงให้เห็นว่าทุกคนหวาดกลัวและรังเกียจโรคร้ายแรงนี้ระดับใด คนทั่วไปคิดว่า คนดีจะไม่เจ็บป่วยโรคร้ายแรงประเภทนี้ เจ้าเชื่อหรือไม่ กระทั่งเสด็จพ่อทรงคิดเช่นนี้ หากเจ้าจะไปรักษาพวกเขา นั่นเป็นการท้าทายผู้มีอำนาจ”

หยวนชิงหลิงมองใบหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อยของเขา ก่อนเสียงเบา ๆ ว่า “เจ้าห้า นั่นล้วนคือชีวิตของผู้คน พวกเขาไม่ได้ทำบาป พวกเขาเพียงโชคร้ายเจ็บป่วย เจ้าว่าแม่นมสี่เป็นคนทำบาปหรือ?”

หยู่เหวินเห้ามองนางเช่นกัน แววตาหนักแน่นค่อย ๆ ถูกทำลายลง ก่อนถอนหายใจเอ่ยว่า “บางครั้ง ข้าคิดว่าตนเองโง่เขลายิ่งนัก เจ้าไม่ต้องพูด เพียงมองตาเจ้า ตาบอดคิดสนับสนุนเจ้า แท้รู้ชัดว่าผลลัพธ์ที่ตามมาจะหนักหนาสาหัส”

“หนักหนามากหรือ?” หยวนชิงยิ้มก่อนเอ่ยถาม

หยู่เหวินเห้ายักไหล่ “อย่างน้อย ถูกเสด็จพ่อตำหนิ”

หยวนชิงหลิงจึงเอ่ยว่า “ชีวิตคนเป็นร้อยเหล่านั้นกับคำตำหนิของเสด็จพ่อ คงเลือกได้ไม่ยาก”

หยู่เหวินเห้าเอ่ยอย่างหดหู่ “ข้าเพียงคิดว่าตอนนี้หลักการเดิมของตนไม่มีเหลือแล้ว เพราะถูกเขาท้าทายศีลธรรมตลอดเวลา ตอนนี้ข้าถูกเจ้าเหยียบลงพื้น จนแทบไม่มีหลุมให้ลงแล้ว”

หยวนชิงหลิงเอ่ยด้วยสีหน้าแดงก่ำว่า “เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะชดเชยให้เจ้า”

แววตาหยู่เหวินเห้าพลันเปล่งประกาย “พูดแล้ว ห้ามคืนคำ”

หยวนชิงหลิงปิดกล่องยาลง ก่อนยิ้มด้วยสีหน้าแดงก่ำ “ตกลงตามนี้”

หยู่เหวินเห้าพลันอุ้มนางทิ้งลงบนเตียง แววตาดำขลับเปล่งประกายแวววาว กดทับลงไปดุจเจ้าชายหมาป่าผู้แข็งแกร่ง นิ้วเรียวยาวหนีบที่คางของนาง แล้วก้มศีรษะลง ก่อนประกบลงไป “ตอนนี้ดึกพอดี ยังต้องรอสิ่งใด?”

หยวนชิงหลิงถอนหายใจในใจ ช่างเถิด ผู้ใดให้นางต้องขอร้องเขากันเล่า?

เพียงในใจเปี่ยมล้นด้วยความสุขและซาบซึ้ง นางมักต้องการทำเรื่องไม่ต้องใช้สติปัญญาบ้าง และมีคนคนหนึ่งกลับสมยอมตาใจนางทำเรื่องไม่ต้องใช้สติปัญญาพวกนี้ ไม่ใช่ความสุขประเภทหนึ่งหรือ?

ทว่าหยู่เหวินเห้าแม้จะสนับสนุน แต่กลับให้รออาการป่วยของแม่นมสี่ดีขึ้นเสียก่อน เพื่อเป็นการยืนยันว่ายาของนางมีประสิทธิภาพในการใช้รักษา หลังจากนั้นค่อยทูลต่อเสด็จพ่อ

หยวนชิงหลิงตกลง ความจริงอาการป่วยของแม่นมสี่ นางวินิจฉัยจากการสอบถามอาการเท่านั้น ไม่ได้ทดสอบเชื้อของโรคเรื้อน ดังนั้นไม่อาจยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังมีความแตกต่างเล็กน้อยบางส่วน

หลังผลการรักษาออกมา แล้วดำเนินการเรื่องนี้ จะง่ายต่อการโน้มน้าวฮ่องเต้

วัดถัดมาหยู่เหวินเห้าเกริ่นเอ่ยกับทังหยาง ถึงความคิดนี้ของหยวนชิงหลิง

หลังทังหยางได้ฟังตกใจอย่างมาก ก่อนเอ่ยอย่างไม่สบายใจ “รัชทายาท ท่านสนับสนุนหรือ?”

“สนับสนุน” หยู่เหวินเห้ากล่าว

ทังหยางเงียบงันชั่วขณะ “เรื่องนี้ต้องคิดให้รอบคอบ พระชายารัชทายาทผู้ยิ่งใหญ่ไปเขาโรคเรื้อน เกรงว่าฮ่องเต้ไม่อนุญาตแน่ ขุนนางทั้งหลายในราชสำนักก็ต้องคัดค้าน มีว่าที่กษัตริย์องค์ใด เอาตัวเข้าไปใกล้โชคร้ายและความชั่วร้ายกัน?”

หยู่เหวินเห้าสะบัดมือ “จะทำเช่นไรได้ ข้ารับปากเจ้าหยวนแล้ว ค่าตอบแทนก็รับมาแล้วด้วย”

“รัชทายาท เรื่องนี้จะล้อเล่นไม่ได้ หากดำเนินการไม่ดี ตำแหน่งรัชทายาทนี้ของท่าน...”

หยู่เหวินเห้ายิ้มอย่างเย็นชา “ตำแหน่งรัชทายาทบ้านี่ ได้มาโดยไม่ได้ทำสิ่งใด อย่างมากคืนตำแหน่ง เจ้าหยวนพูดถูก ชีวิตราษฎรกว่าร้อยคน”