บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 548 การจากไปของเจ้าพระยาจิ้ง

sprite

ทังหยางเอ่ยโน้มน้าว “รัชทายาท ต้องเห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ ผู้ป่วยบนเขาโรคเรื้อน ถูกกำหนดชะตากรรมไว้แล้ว ไม่ควรรื้อฟื้นขึ้นมาอีก หากพระชายามียารักษา เก็บไว้เพื่อใช้ในวันหน้า ตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามีคนจำนวนเท่าไหร่ที่ตอนแรกติดเชื้อ พระชายาเอ่ยเองว่า โรคนี้มีระยะพักตัวค่อนข้างนาน บางครั้งต้องใช้เวลากว่าสิบปีถึงจะเกิดอาการ”

หยู่เหวินเห้ามองเขา “ทังหยาง เห็นคนตายตรงหน้าแล้วไม่ช่วย กลับพูดว่าจะช่วยคนในวันหน้า จะเทียบกับพวกที่ตะโกนร้องสาบานว่าจะบริหารแคว้นให้รุ่งเรือง ดูแลราษฎรในวันหน้าเช่นไรเหล่านั้น แต่เพลานี้กลับทำเรื่องทำร้ายราษฎร มันแตกต่างกับคนพวกนั้นที่ใด ความจริงตอนพระชายาพูด ข้าคิดว่าควรเห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ แต่เจ้าบอกข้ามาสิ ชีวิตราษฎรร้อยกว่าชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือ กี่ร้อยครอบครัว ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอีกหรือ?”

ทังหยางที่ มีวาทศิลป์มาตลอด ถูกโน้มน้าวเล็กน้อย แต่ความยึดมั่นในใจที่มีมานาน ทำให้เขาดื้อดึงอยู่บางส่วน “เกรงว่าจะล่วงเกินผู้คนจำนวนมาก ตอนนี้ไม่ง่ายกว่าซื้อใจของเหล่าขุนนางได้ โรคนี้เป็นโชคแห่งความชั่วร้ายเสียจริง”

“ข้าได้ใจเหล่าขุนนางมีประโยชน์อันใด?” หยู่เหวินเห้าเอ่ยถาม

“ย่อมเพื่อประโยชน์ในการปกครองแคว้นในวันข้างหน้าพ่ะย่ะค่ะ” ทังหยางเอ่ยอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย

หยู่เหวินเห้าจึงเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “เช่นนั้นคนที่ใหญ่ที่สุดแห่งเป่ยถังคือผู้ใด?”

“ฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ!”

หยู่เหวินเห้าหัวเราะออกมา “งั้นเจ้าลองคาดเดา เสด็จพ่อจะมีอายุยืนไปอีกกี่ปี?”

ทังหยางได้ยินคำนี้ พลันตกใจ “ฝ่าบาทนี่จะถามส่งเดชไม่ได้ เมื่อมีอายุยืน ย่อมต้องเป็นหมื่น ๆ ปีพ่ะย่ะค่ะ”

หยู่เหวินเห้าเอ่ยเลี่ยงประเด็นสำคัญไปว่า “ไม่น่าใช่ เสด็จพ่อเพิ่งสี่สิบพรรษา อายุยืนหมื่นปีนี้ยังผ่านไปไม่ถึงครึ่ง กังวลสิ่งใดเล่า ตำแหน่งรัชทายาทวันนี้หายไปได้ วันหน้าแย่งชิงได้ อีกอย่างจากระดับความพยายามของข้าในตอนนี้ ดูแก่ชรากว่าเสด็จพ่อด้วยซ้ำ อาจจะสิ้นก่อนเขาก็เป็นได้ ต้องกังวลสิ่งใดในวันหน้ากันเล่า ทำเรื่องตรงหน้าในตอนนี้ก่อนเถิด”

ทังหยางได้ยินคำพูดนี้ของเขารู้สึกมีหลักการ แต่หากขบคิดให้ดีต้องไม่ถูกต้องแน่นอน ตามใจเถิด ตอนนี้เป็นถึงรัชทายาท ไม่ใช่อ๋องฉู่คนก่อนอีกแล้ว ตอนนี้เขาทำสิ่งใดล้วนต้องระมัดระวัง ไม่อาจผิดพลาดจนถูกคนจับผิด

แต่เมื่อเห็นหยู่เหวินเห้าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เขาคิดว่าพูดไปไร้ประโยชน์ เพราะพระชายาเพียงเอ่ยว่าจะดำเนินการประโยคเดียว รัชทายาทไม่ว่าตรงหน้าคือเหวลึกหรือทะเลไฟ พุ่งเข้าไปทันที

นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องว่ารักหรือไม่รัก ประเด็นสำคัญคือความเกรงกลัว

หยู่เหวินเห้ายิ้มแย้มจากไปอย่างได้ใจ

เมื่อถูกตำแหน่งรัชทายาทกักขังอยู่ช่วงระยะหนึ่ง จนทำให้เขาอัดอั้นตันใจ เวลานี้เพียงได้ทำเรื่องผิดกฎ เขากลับดีใจจนอยากถูกเจ้าตอเป่าลากออกไปเดินเล่น

วันต่อมา หยวนชิงหลิงกลับบ้านมารดา เจ้าพระยาจิ้งเก็บสิ่งของเรียบร้อย รถม้าที่หยู่เหวินเห้าตัดเตรียมจอดรออยู่ด้านนอก

เมื่อหยวนชิงหลิงกลับไปถึง เขาเอามือไพล่หลังเดินรอบห้องอย่างวุ่นวาย ท่าทางตัดใจไม่ได้

เมื่อเห็นหยวนชิงหลิง เขาน้อยใจจนแทบน้ำตาไหล มองหยวนชิงหลิงด้วยดวงตาแดงก่ำ “หากเจ้ามีเวลาว่างก็กลับมาเยี่ยมท่านย่าให้มาก นางยังป่วยอยู่”

“ข้าทำแน่ ท่านเพียงจากไปเถิด” หยวนชิงหลิงกล่าว

เจ้าพระยาจิ้งถลึงตา “สนใจเรื่องการจากไปอันใด คำนี้อัปมงคลยิ่งนัก ข้าไม่ได้ไปตายเสียหน่อย เพียงจากไปสักระยะ วันหน้าหากพวกเจ้ามีหนทาง ช่วยให้ข้ากลับมา มิฉะนั้นท่านย่าเจ้าไร้บุตรชายมายามสิ้นใจ”

เขาพูดเช่นนี้ พลันหมอบลงบนพื้น ก่อนร้องไห้สะอึกสะอื้น

หยวนชิงหลิงไม่รู้เขาแสร้งทำตัวน่าสงสาร หรือถึงตอนนี้แล้วยังตัดใจจากเลือดเนื้อเชื้อไขไม่ได้ แต่เมื่อเห็นเขาร้องไห้จริงจัง จำต้องเอ่ยปลอบใจอย่างมีมนุษยธรรม “เอาเถิด ท่านหลบไปอยู่ที่อื่นก่อนเถิด หลังผ่านไปหลายปีเรื่องสงบลงแล้ว ข้าย่อมส่งคนไปรับท่านกลับมา”

เจ้าพระยาจิ้งเงยหน้า ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำมูก ด้านล่างจมูกถูกเขาเช็ดจนแดงก่ำ ก่อนเอ่ยสะอึกสะอื้นขึ้น “เจ้าต้องทำตามที่พูด ข้าคือบิดาของเจ้า เจ้าจะเป็นเช่นไรต้องนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรสาว อย่าให้ข้าต้องทุกข์ยากอยู่ข้างนอก”

“เอาล่ะ พอเถิด” หยวนชิงหลิงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

เจ้าพระยาจิ้งคิดแล้วก็น้อยใจและโศกเศร้าไปทั้งหัวใจ “พวกเจ้าอยู่ในเมืองหลวงโอ่อ่าล้วนมีเตียงผ้าห่มอ่อนนุ่ม ข้าอยู่บ้านนอก กินกลางดิน นอนกลางทราย...”

หยวนชิงหลิงตัดบทความโศกเศร้าโกรธเคืองของเขา “ท่านกินกลางดิน นอนกลางทรายจริงหรือ หากคือความจริง ข้าจะให้ทังหยางขายบ้านที่เตรียมไว้ให้ท่านทิ้งซะ ท่านไปเร่ร่อนกับท่านแม่เถิด ข้าจะชามพวกท่านคนละใบ”

เจ้าพระยาจิ้งหุบปากทันที แววตาทั้งไม่พอใจและน้อยใจ

หยวนชิงหลิงเห็นเขาหยุดพล่าม เข้าไปหาท่านย่า

ซุนมามาเข็นฮูหยินใหญ่สวมชุดผ้าไหมสีดำอยู่ในเรือน แสงแดดอ่อน ๆ สาดส่องลงบนเส้นผมและร่างของนาง เส้นผมสีเงินเงาสะท้อนวิบวับอยู่ใต้แสงแดด แต่ทั่วร่างกายนางกลับมืดสลัว

เมื่อเห็นหยวนชิงหลิงเข้ามา นางรีบยิ้มแย้มออกมา ความขมขื่นเช่นนี้ ทำให้คนอดดวงตาแดงก่ำไม่ได้

หยวนชิงหลิงเข็นนางกลับเข้าไปที่ระเบียง ก่อนนั่งลงบนบันไดหิน อิงแอบใกล้ชิดนาง

มือของฮูหยินใหญ่เลื่อนวางบนศีรษะของหยวนชิงหลิงอย่างมั่นคง ก่อนลูบไล้ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “ไม่จำเป็นต้องเสียใจเพราะเขา ไม่คุ้มค่า”

ตอนนี้นางพูดคล่องขึ้นมา และสามารถยืนเดินได้หลายก้าว แต่หลังสะเทือนใจรอบหนึ่ง ชีวิตนางเพราะหยวนชิงหลิงธาตุไฟกระจัดกระจายพลันถูกมอดดับลง จิตใจสงบลงอย่างมาก

หยวนชิงหลิงรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายเศร้าโศกเปลี่ยวเหงาแผ่ออกจากกายนาง นั่นเพราะสิ้นหวังกับความไม่เอาถ่านของบุตรชาย ไม่สบายใจตระกูลสั่นคลอนยามแก่ชรา และความกังวลเรื่องราวหลังจากนี้

แม้จะจิตใจโหดเหี้ยม แต่ยังไงนั่นคือก้อนเนื้อออกมาจากร่างกายตน

หยวนชิงหลิงไม่พูดคำปลอบโยนใด คนเฉลียวฉลาดเช่นท่านย่านี้ นางมีสิ่งใดที่มองไม่ทะลุปรุโปร่ง ดังนั้น นางเพียงคิดอยู่เป็นเพื่อนนาง อยู่ข้างกายนางเงียบ ๆ

สุดท้าย เมื่อเวลาผ่านไป ได้ยินเสียงลมหายใจของฮูหยินใหญ่ค่อย ๆ สงบลง ก่อนนางเอ่ยว่า “วันหน้าพาเด็ก ๆ กลับมาให้ย่าดูด้วยเถอะ”

หยวนชิงหลิงเงยหน้ามองนาง “พากลับมาค่อนข้างวุ่นวาย เช่นนั้น ท่านไปพักที่จวนอ๋องสักหลายวันดีกว่าไหมเจ้าคะ?”