บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 563 รัชทายาทจะไปสักการะใครกัน

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 563 รัชทายาทจะไปสักการะใครกัน ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 563 รัชทายาทจะไปสักการะใครกัน เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 563 รัชทายาทจะไปสักการะใครกัน บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 563 รัชทายาทจะไปสักการะใครกัน ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 563 รัชทายาทจะไปสักการะใครกัน

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 563 รัชทายาทจะไปสักการะใครกัน นวนิยาย

อาซี่พึมพำ "เรื่องที่พวกเจ้าคุยกันข้ารู้สึกสนใจ ก็เลยฟังดูสักหน่อย ในเมื่อเจ้าไม่อาจยอมรับได้ว่าเขามีฉู่หมิงชุ่ยอยู่ในใจ ตัวเขาเองก็ปล่อยวางลงไม่ได้ ทำไมเจ้าถึงไม่จากไปเสียล่ะ?"

แรงจิกที่นิ้วมือของหยวนหย่งอี้เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ "บางทีในใจข้าอาจจะมีความรู้สึกอยากวัดดวงดูสักครั้ง คิดว่าหลังจากผ่านไปสักปีครึ่ง เขาสามารถปล่อยวางลงได้ ข้าก็จะให้เวลากับตัวเองเช่นกัน แต่ถ้าถึงเดือนมิถุนายนปีหน้า เขายังคงคิดถึงฉู่หมิงชุ่ยอยู่ เช่นนั้นข้าก็จะไป”

อาซี่แค่นเสียงหมั่นไส้ขึ้นมาเสียงหนึ่ง"ฉู่หมิงชุ่ยคนนี้มีอะไรดีนักหนานะ? ทำไมเขาถึงยังเอาแต่คิดถึงอาลัยอาวรณ์นางอยู่ได้? แต่ไหนแต่ไรมา คนที่ฉู่หมิงชุ่ยชอบก็คือรัชทายาท กระทั่งฉู่หมิงหยางก็ยังชอบรัชทายาทด้วยเหมือนกัน ทำไมพี่น้องตระกูลฉู่คู่นี้ถึงมีงานอดิเรกที่เหมือนกันขนาดนี้นะ? มีแต่ผู้หญิงนิสัยชั่วร้ายทั้งนั้น มีอะไรให้ต้องอาลัยอาวรณ์กัน? อ๋องฉีก็ช่างดื้อรั้นหัวแข็งไม่เข้าท่า เจ้าก็เห็นแล้วว่า ตอนแรกรัชทายาทก็ชอบฉู่หมิงชุ่ย แต่พอรู้ว่านางเป็นคนเลว เขาก็สามารถตัดใจชนิดที่ตัดบัวไม่เหลือไยได้ทันที ไม่เข้าไปพัวพัน ไม่สนใจอะไรอีกต่อไป ฉู่หมิงชุ่ยคนนี้ทำให้อ๋องฉีเกือบต้องตายในทะเลเพลิงอยู่แล้ว เขากลับยังดื้อรั้นไปอาลัยอาวรณ์หานางอยู่อีก พูดให้น่าฟังหน่อยก็คือคนดื้อรั้น พูดแบบจริงใจหน่อยก็คือคนโง่ ทั้งยังโง่ชนิดที่คนอื่นเทียบไม่ติดเลยเชียวล่ะ"

หยวนชิงหลิงถอนหายใจเฮือก สีหน้าเจื่อน “อาซี่ เจ้าจะพูดก็พูดไปสิ ทำไมต้องไปดึงเจ้าห้ากับฉู่หมิงชุ่ยเข้ามาด้วยล่ะ? คิดขึ้นมาทีไร ก็เหมือนเป็นฝันร้ายเสียจริง ๆ เลย”

อาซี่ยิ้มแฉ่ง “แค่ยกตัวอย่างเฉย ๆ เอง ถึงอย่างไรรัชทายาทก็ไม่ได้สนใจอาลัยอาวรณ์อะไรนางอีกต่อไปแล้วล่ะ”

หยวนหย่งอี้หันไปมองหยวนชิงหลิง"จะว่าไป รัชทายาทก็ปล่อยวางเรื่องของฉู่หมิงชุ่ยลงได้แล้วจริง ๆ หรือ? ตอนแรกความสัมพันธ์ของพวกเขาดีมาก ฉู่หมิงชุ่ยก็ชอบรัชทายาทมาก ๆ เช่นกัน"

คราวนี้ ถึงตาหยวนชิงหลิงเป็นฝ่ายรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาบ้างแล้ว "นี่...คงจะไม่อาลัยอาวรณ์หาแล้วกระมัง?"

อาซี่พูดด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายว่า “นี่มันก็ไม่แน่หรอกนะ ความสัมพันธ์ลึกซึ้งตั้งหลายปีจะตัดทิ้งกันไปง่าย ๆ ได้อย่างไรล่ะ? มันอยู่ในใจใครจะไปรู้ได้ ? พี่หยวนก็ใช่ว่าจะควักหัวใจเขาออกมาดูได้เสียหน่อย ถ้าปล่อยวางลงได้จริง ๆ ทำไมเขาถึงต้องไปที่หลุมฝังศพของฉู่หมิงชุ่ยด้วยล่ะ?”

“อาซี่!” หยวนหย่งอี้ตำหนิ “อย่าพูดจาเหลวไหล!”

อาซี่รู้สึกตัวว่าพลั้งปากพูดอะไรผิดไป จึงรีบพูดอย่างรวดเร็วว่า "ข้าแค่พูดล้อเล่นนะ รัชทายาทไม่มีทางอาลัยอาวรณ์หาฉู่หมิงชุ่ยอีกอย่างแน่นอน"

หยวนหย่งอี้ก็รีบขอโทษด้วย “พี่หยวนอย่าเก็บไปใส่ใจเลยนะ ข้าแค่ถามไปอย่างนั้นเอง รัชทายาทไม่มีทางอาลัยอาวรณ์หาฉู่หมิงชุ่ยแน่ ๆ เขาเป็นคนที่แบ่งแยกบุญคุณความแค้นได้ชัดเจน ดังนั้นไม่ต้องกังวลใจไปหรอกนะ”

หยวนชิงหลิงยิ้ม “ใช่แล้ว ข้าเชื่อใจรัชทายาท”

แต่คิ้วของนางกลับขมวดมุ่น เจ้าห้าเคยไปที่หลุมฝังศพของฉู่หมิงชุ่ย ? เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่? หลุมฝังศพของนางอยู่ไกลมากไม่ใช่หรือ ? เจ้าห้าเคยไปมาก่อน?

เมื่อสองพี่น้องรู้ว่าตัวเองพูดผิด ก็รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “จะว่าไป จวิ้นจู่จิ้งเหอไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ? ตั้งนานขนาดนี้กลับไม่มีข่าวคราวอะไรเลย”

หยวนชิงหลิงไม่ตอบคำถาม นางเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็อดถามอาซี่ไม่ได้ว่า “เจ้าบอกว่ารัชทายาทเคยไปที่หลุมฝังศพของฉู่หมิงชุ่ย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?”

อาซี่มองนางตาละห้อย "ข้าแค่พูดผิดไปชั่วครู่ ไม่มีเรื่องอะไรแบบนั้นหรอก"

“อาซี่ นี่กับข้าเจ้าก็จะไม่สารภาพความจริงอย่างนั้นรึ?” หยวนชิงพูดอย่างเคร่งเครียดจริงจัง

อาซี่เหลือบมองหยวนหย่งอี้ด้วยความหวั่นวิตก หยวนหย่งอี้พูดด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ว่า "ใครใช้ให้เจ้าปากพล่อย สรุปว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ยังไม่รีบพูดมาอีก"

อาซี่อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า “เรื่องนี้สวีอีเป็นคนพูด สวีอีบอกว่าเรื่องนี้ห้ามให้พี่หยวนรู้ เรื่องรายละเอียดข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่ได้ยินข้าเองก็โกรธจนแทบจะระเบิดแล้ว พี่หยวน ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังท่านนะ ท่านอย่าโกรธข้าเลย”

หยวนชิงหลิงสงบนิ่งมาก ถึงกับยิ้มขณะพูดปลอบโยนอาซี่ว่า “ เด็กโง่ ทำไมข้าจะต้องตำหนิเจ้าด้วยล่ะ นี่ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ถึงอย่างไรเขากับฉู่หมิงชุ่ยก็รู้จักกันมานาน ตอนนี้เพื่อนเก่าตายไป เขาไปเยี่ยมสักการะที่หลุมฝังศพ ก็ไม่อาจจะปฏิเสธว่าเป็นเรื่องไม่ดีทั้งหมดได้ ข้าเข้าใจดี ข้าเองก็ไม่ใช่คนใจแคบขนาดนั้น ฉู่หมิงชุ่ยตายไปแล้ว ข้าจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับคนตายทำไมกัน? ไม่ต้องเก็บไปใส่ใจหรอกนะ ไม่เป็นไรจริง ๆ”

อาซี่จ้องมองนางอย่างตกตะลึง "ท่านไม่โกรธจริงๆน่ะรึ?"

“ไม่โกรธหรอก มีอะไรให้โกรธล่ะ?” หยวนชิงหลิงยิ้ม พลางล้วงมือเข้าไปควานหาในแขนเสื้อ คว้าได้ไม้ปราบผัวก็กัดฟันกรอด “ ข้าเป็นคนมีเหตุมีผลมากคนหนึ่ง ไม่มีทางคิดเล็กคิดน้อยกับคนตายหรอก”

แต่กับคนเป็นนั้น ไม่คิดเล็กคิดน้อยไม่ได้

อาซี่หันไปมองหยวนหย่งอี้ สองพี่น้องมองหน้ากัน ต่างก็มีท่าทีตกตะลึงเล็กน้อย

พี่หยวนช่างเป็นคนที่ใจกว้างจริงๆ

แต่หลังจากนั้น หยวนชิงหลิงกลับหลับตาสนิท นอนหลับอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้ว่าทำไมเวลานอนมักจะมีเสียงกัดฟันกรอด ๆ ดังขึ้นมาไม่หยุด ซึ่งอาจจะเกิดจากภาวะขาดแคลเซียมก็เป็นได้

ผ่านไปครึ่งทาง พวกเขาก็แวะที่อำเภอเฟิ่งเพื่อกินข้าวและพักผ่อน

หลังจากที่รถม้าหยุดลง หยู่เหวินเห้าก็ก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยประคองหยวนชิงหลิงลงจากรถม้า หยวนชิงหลิงปรายตามองเขาอย่างเฉยเมย ไม่สนใจมือที่ยื่นออกมารอของเขาแล้วกระโดดออกจากรถม้าไปตรง ๆ แล้วก้าวยาว ๆ เดินจากไปทันที

หยู่เหวินเห้าตกตะลึงไปชั่วขณะ “ตาบอดรึ? ไม่เห็นหรือว่าข้ายื่นมือไปช่วยประคองน่ะ?”

อาซี่กับหยวนหย่งอี้หันมามองประสานสายตากัน รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เมื่อเห็นสายตาเคลือบสงสัยกึ่งคาดคั้นที่มองมาของหยู่เหวินเห้า ทั้งสองคนก็รู้สึกผิด พร้อมใจกันพูดขึ้นว่า "พวกเราไม่ได้พูดอะไรเลยเพคะ"

หยู่เหวินเห้ายิ่งรู้สึกว่าชักจะไม่ชอบมาพากลขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

เขาไล่ตามไปหยุดหยวนชิงหลิงไว้ " เจ้าหยวน เป็นอะไรไป?"

หยวนชิงหลิงเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยดวงตาที่ดำขลับนิ่งงัน "อะไรคือเป็นอะไรไป?"

“เจ้าโกรธหรือ?” เขามองดูอารมณ์ที่ปรากฎในดวงตาของนาง ดูเหมือนว่าจะมีคลื่นอารมณ์บางอย่างขึ้นๆ ลงๆ ไม่หยุด แต่นางพยายามกดมันไว้ ทำให้เขาเห็นแล้วรู้สึกเหมือนว่า มันเป็นความสงบก่อนที่จะเกิดพายุลูกใหญ่

หยวนชิงหลิงยิ้มแล้ว แต่กลับเป็นยิ้มแบบปากยิ้มตาไม่ยิ้ม "ข้าสบายดีมากเลย ข้าจะโกรธไปทำไมล่ะ รัชทายาทกังวลเกินไปแล้วล่ะ"

ประโยคที่ว่า รัชทายาทกังวลเกินไปแล้วล่ะ นี่เอง ที่ทำให้หยู่เหวินเห้ามั่นใจได้ว่านางกำลังโกรธแน่ ๆ อีกทั้งกำลังโกรธเขาอยู่เสียด้วย

อ๋องฉีเดินเข้ามาแล้วพูดโดยไม่ได้มีเจตนาแฝงว่า “พี่ห้า ถูกดุแล้วรึ?”

หยู่เหวินเห้าแค่นเสียงเย็นชาขึ้นมาเสียงหนึ่ง “น่าขำ พวกเรารักกันปานจะกลืนกิน จะโดนด่าได้อย่างไรกัน? ห่วงตัวเจ้าเองเถอะ เมื่อครู่นี้ข้าเพิ่งได้ยินหยวนหย่งอี้บอกว่าเจ้ามันไร้มนุษยธรรม”

อ๋องฉีตกใจจนผงะ "ทำไมข้าถึงไร้มนุษยธรรมล่ะ? ข้าทำอะไรผิดอย่างนั้นรึ?"

หยู่เหวินเห้าส่ายหัวแล้วเดินจากไป

อ๋องฉีหันกลับไปมองหยวนหย่งอี้ “ เจ้าบอกว่าข้าไร้มนุษยธรรมหรือ ? ข้าไปทำอะไรที่ไร้มนุษยธรรมอย่างนั้นรึ?”

“ใครว่าให้เจ้า?” หยวนหย่งอี้งุนงง

อ๋องฉีพูดอย่างไม่พอใจว่า “ถ้าเจ้ามีอะไรไม่พอใจข้า ช่วยพูดออกมาตรง ๆ เลยได้หรือไม่? อย่าไปบอกกับพี่ห้า เขาเป็นคนปากมาก หลังจากนี้เขาจะไปร้องแรกแห่กระเชอไปทั่ว แล้วอีกอย่าง ข้าก็ไม่เคยทำอะไรที่ผิดทำนองคลองธรรม ทำไมถึงบอกว่าข้าเป็นคนไร้มนุษยธรรมล่ะ?”

“เจ้าเสียสติไปแล้วรึ ? ใครบอกว่าเจ้าไร้มนุษยธรรม?” หยวนหย่งอี้พูดอย่างโกรธ ๆ

“เจ้านั่นแหล่ะที่พูด!” อ๋องฉีไม่รู้จริง ๆ ว่านางโกรธอะไร ตัวเขาเองยังไม่โกรธเลย

หยวนหย่งอี้คร้านจะสนใจเขา จึงพาอาซี่เดินเข้าไปข้างใน

สวีอีกับหมันเอ๋อมองหน้ากันอยู่ด้านหลัง ทั้งคู่ต่างก็งุนงงสับสน นี่สรุปว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ตอนที่ออกมาก็ยังดี ๆ กันอยู่ไม่ใช่หรือ?

เมื่อเข้าไปในร้านอาหาร แขกเหรื่อแน่นขนัด ดูคึกคักมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง เสี่ยวเอ้อกำลังยกอาหารไปส่งที่โต๊ะอย่างขยันขันแข็ง แขกก็ทั้งกินทั้งดื่มอย่างออกรสออกชาต พวกเขานั่งบนโต๊ะกลมตัวหนึ่ง แต่กลับเงียบงันไร้คำพูด

หยวนชิงหลิงกำลังดื่มชา ส่วนหยู่เหวินเห้าก็มองนางดื่มชาอยู่เงียบ ๆ

หยวนหย่งอี้หันหน้าไปมองทางหน้าต่าง อ๋องฉีกลืนน้ำลาย แล้วหันไปมองทางหน้าต่างด้วยเช่นกัน

พวกที่เหลือเช่น อาซี่ สวีอี หมันเอ๋อ ก็ทำได้แค่เจ้ามองข้า ข้าก็มองเจ้า ด้วยท่าทางที่ดูสับสนงุนงงอย่างหนัก

ที่สำคัญคือ ไม่มีใครสั่งอาหารเลยแม้แต่คนเดียว

เป็นการนั่งเปล่า ๆ ที่กินเวลาไปถึงหนึ่งก้านธูปแล้ว