บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 568 ใจเจ้าปรารถนาอะไร

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 568 ใจเจ้าปรารถนาอะไร ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 568 ใจเจ้าปรารถนาอะไร เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 568 ใจเจ้าปรารถนาอะไร บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 568 ใจเจ้าปรารถนาอะไร ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 568 ใจเจ้าปรารถนาอะไร

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 568 ใจเจ้าปรารถนาอะไร นวนิยาย

อาซี่ขมวดคิ้วมุ่น "ใครไม่เข้าใจสวีอีบ้างล่ะ? คนอย่างนั้นเข้าใจได้ไม่ยากหรอก ก็แค่คนโง่เง่าคนหนึ่ง"

หยวนหย่งอี้ยิ้มแล้วพูดว่า "ดู ๆ ไปแล้ว เหมือนว่าเรื่องแต่งงานของเจ้าจะมีวี่แววแล้วล่ะ"

หยวนชิงหลิงมารู้ตัวทีหลัง หันไปมองอาซี่ด้วยความประหลาดใจ "เจ้ากับสวีอี?"

อาซี่เป็นเบื้อใบ้ไปครู่หนึ่ง หน้าแดงด้วยความเขินอาย กระทืบเท้าด้วยความโกรธ “พี่สาว! เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน? ข้ากับสวีอีจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร? เขาก็แค่คนโง่คนหนึ่ง ข้าไม่มีทางต้องตาคนโง่ได้หรอก”

“คนโง่สิดี ซื่อสัตย์ ใจแข็ง เปิดใจยอมรับคนเพียงคนเดียว ทั้งยังดีกับคนเพียงคนเดียว” หยวนหย่งอี้พูดอย่างจริงใจและตรงไปตรงมา

จากนั้นก็มองไปที่หยวนชิงหลิง “พี่หยวน เจ้าว่าจริงหรือไม่?”

หยวนชิงหลิงไม่เคยคิดเกี่ยวกับเรื่องของสวีอีกับอาซี่มาก่อนเลยจริง ๆ พอตอนนี้ได้ยินหยวนหย่งอี้พูด ก็ยิ้มหวานเต็มใบหน้า "นั่นสิ ถ้าแต่งให้สวีอีจริง ๆ ล่ะก็ ชีวิตนี้คงจะเรียบง่ายมากทีเดียว แต่ฮูหยินใหญ่จะยอมรับสวีอีได้รึ ? ภูมิหลังครอบครัวของสวีอี....."

ตระกูลหยวน เป็นตระกูลทหารที่มีอำนาจและโดดเด่น แม้จะบอกว่าภูมิหลังทางครอบครัวของสวีอีจะไม่ได้แย่ แต่ในสายตาของผู้มีอำนาจบารมี มันก็ดูยาจกไปหน่อยจริง ๆ

อีกทั้งคอยติดตามอยู่ข้างกายเจ้าห้า แม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นมือขวา แต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้แสดงความโดดเด่นให้เห็นมากนัก

หยวนหย่งอี้ยิ้มพลางพูดว่า "ท่านย่าไม่สนใจภูมิหลังของครอบครัวหรอก ขอแค่เป็นคนดีก็พอแล้ว"

หยวนชิงหลิงอดชื่นชมในใจไม่ได้ "ฮูหยินใหญ่ช่างเป็นคนใจกว้างและโปร่งใสยิ่งนัก"

อาซี่ได้ยินที่พวกนางพูด เหมือนจะเริ่มหลุดประเด็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็โกรธจนใบหน้าแดงก่ำ กระทืบเท้าอย่างไม่พอใจแล้วหันหลังจากไป

หยวนหย่งอี้กับหยวนชิงหลิงต่างก็หัวเราะขึ้นมา ตระกูลหยวนมีเด็กสาวที่กำลังเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวแล้วสิ!

เนื่องจากอาการบาดเจ็บของหยวนหย่งอี้ เดิมทีแผนการที่ว่าจะไปพายเรือที่ทะเลสาบกับหยู่เหวินเห้าจึงต้องมีอันล่าช้าออกไป แต่ในเมื่อมาถึงซีโจวแล้ว หยู่เหวินเห้ารู้สึกว่าเขาควรไปภูเขาหมื่นพุทธเสียหน่อย

ภูเขาหมื่นพุทธเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในซีโจว ภูเขาไม่ใหญ่แต่มีข้อดีที่สูง ดูแปลกตาและงดงามโดดเด่น มีพระพุทธรูปให้กราบไหว้บูชาจนเต็มภูเขา

ทุกปีที่นี่จะดึงดูดนักอ่านวรรณกรรม รวมถึงผู้แสวงบุญจากทั่วทุกมุมของเป่ยถัง คนที่ท้อแท้ คนที่สมหวัง ล้วนต้องมาที่นี่เพื่อกราบไหว้บูชาสักครั้ง

จากตีนเขาถึงยอดเขาหมื่นพุทธ จะมีพระพุทธรูปตลอดเส้นทาง คนที่มากราบไหว้บูชาสามารถกราบไหว้ได้ตลอดเส้นทางที่เดินขึ้นไป คนที่ศรัทธาอย่างแรงกล้ามาก ๆ ก็จะคุกเข่ากราบไหว้ขึ้นเขาไปก็มี

ได้ยินมาว่า ภูเขาหมื่นพุทธแห่งนี้ตอบสนองต่อทุกคำขอ ไม่ว่าจะเป็นคำขอเรื่องอนาคต ขอเพื่อวงศ์ตระกูล ขอเพื่อให้ได้เจอเนื้อคู่ ไปจนถึงขอให้มีลูก คนที่เชื่อถือศรัทธาหลายคนได้รับสิ่งที่ปรารถนาหลังจากมาอธิษฐานขอพร ดังนั้นผู้ที่มาทำบุญจุดธูปขอพรที่นี่จึงมีมากมาย สถานที่ก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเรื่อย ๆ

หยู่เหวินเห้าไม่เคยเชื่อในเรื่องพระเรื่องเจ้า ดังนั้น ในตอนที่รถม้ามาถึงตีนเขาหมื่นพุทธ หยวนชิงหลิงก็อดถามไม่ได้ว่า "พายเรือกับไหว้พระ เจ้าเลือกไหว้พระจริงๆหรือนี่ ? เจ้าเริ่มจะทำให้คนคาดเดาไม่ได้ไปทุกที ๆ แล้ว"

หยู่เหวินเห้าลืมตาขึ้น นัยน์ตาเป็นประกายวาบวับราวกับแสงดาว "จะให้ทำอย่างไรได้ล่ะ? ในบ้านมีศพยืมร่างคืนชีพอยู่ อย่างไรก็ต้องมาอธิษฐานขอให้ทุกสิ่งคุ้มครองแบบรอบด้านนั่นล่ะ"

คำตอบนี้เป็นอะไรที่เหนือคาดมาก หยวนชิงหลิงจับมือเขาลงจากรถม้าแล้วพูดว่า “อาศัยความช่วยเหลือจากทุกสิ่งรอบด้าน? จะช่วยคุ้มครองอะไรข้าได้ล่ะ?”

“ไม่สำคัญว่าจะคุ้มครองหรือไม่ ข้าก็ภาวนาแค่ ขออย่าให้วิญญาณของเจ้าของร่างเดิมกลับมาพัวพันจนไล่ให้เจ้ากลับไปก็พอ” หยู่เหวินเห้าพูด

หยวนชิงหลิงยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าจะกลับมายึดคืน ก็ให้เขายึดคืนไปเถอะ เดิมทีข้าก็เป็นแค่ผู้ที่บุกรุกมาครอบครองบ้านของผู้อื่นอยู่แล้ว ถ้าเจ้าของกลับมา พวกเจ้าก็ถือว่ามีชะตาได้กลับมาเป็นสามีภรรยากันจริงๆแล้ว”

หยู่เหวินเห้าเหยียดมือใหญ่ออกไป รัดรอบเอวของนางหมับ พูดอย่างดุดันว่า “ถ้าเจ้าพูดประโยคนี้ให้ข้าได้ยินอีกเป็นครั้งที่สองล่ะก็ ข้าจะผลักเจ้าลงไปจากยอดภูเขาหมื่นพุทธเลยคอยดู!”

หยวนชิงหลิงแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ “แบร่! ดุอะไรขนาดนี้น่ะ? ทำข้าตกใจแทบตายแล้ว”

หยู่เหวินเห้าพ่นลมหายใจ พูดอย่างไม่พอใจว่า "เจ้าต่างหากที่ทำให้ข้าตกใจแทบตายแล้ว หยวนชิงหลิงคนเดิมนิสัยน่ารังเกียจ น่าขยะแขยงถึงขนาดนั้น เจ้าอยากให้นางกลับมาจริง ๆ น่ะรึ?"

ทั้งคู่เดินไปข้างหน้า หมันเอ๋อกับสวีอีเดินตามอยู่ข้างหลัง เดินทิ้งระยะห่างจากกันช่วงหนึ่ง จึงได้ยินไม่ค่อยชัดนักว่าพวกเขากำลังพูดอะไรกัน

จู่ ๆ หยู่เหวินเห้าก็ถามขึ้นว่า “ จริงสิ เดิมทีหน้าตาของเจ้าเป็นอย่างไรรึ?”

หยวนชิงหลิงยกมือขึ้นลูบใบหน้าตัวเอง แล้วพูดว่า "ก็พอ ๆ กันนะ แต่สูงกว่านางนิดหน่อย แก่กว่าหน่อย แต่ก็มีสมองมีสติปัญญากว่าหน่อย"

“สติปัญญามันคืออะไร?” หยู่เหวินเห้าจับมือนาง ลมภูเขาพัดโชยเอื่อย แฝงมาด้วยความเย็นสบายของช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจเป็นพิเศษ

“ก็คือคนที่ดูแล้วมีวัฒนธรรม มีความรู้มากมาย ” หยวนชิงหลิงตอบ

“อ๋อ คนที่เหมือนเจ้าหวาง” เขาขมวดคิ้ว “แต่เจ้าหวางดูแล้วหน้าตาไม่น่ามองอย่างเห็นได้ชัด นี่เห็นได้ว่าคำว่ามีสติปัญญา ไม่ใช่คำที่มีความหมายเชิงบวก”

หยวนชิงหลิงร้องหาขึ้นมาเสียงหนึ่ง “เจ้าหวางยังนับว่าหน้าตาไม่น่ามองหรือ ? อย่างน้อยเขาก็ดูดีกว่าแม่ทัพหลู่หม่างอยู่มากนะ”

แต่เมื่อพูดถึงคนเหล่านั้น รูปโฉมของพี่ซูหลงนั้นถือว่าโดดเด่นที่สุด แต่งกายด้วยชุดสีขาว โดดเด่นเป็นสง่าสะดุดตา

หยู่เหวินเห้าเชิดหัวชูคอราวพ่อไก่พันธ์ พูดอย่างลำพองใจว่า “ถ้าพูดกันในแง่ของรูปโฉมล่ะก็ ย่อมไม่มีทางเทียบข้าได้แน่นอนอยู่แล้ว”

หยวนชิงหลิงว่านอนสอนง่ายมากในวันนี้ ไม่งัดข้อเลยแม้แต่น้อย "นั่นสินะ รัชทายาทของข้ามีรูปโฉมสง่างามโดดเด่น ไม่มีใครเทียบได้ในใต้หล้าจริง ๆ"

พูดพลาง นางก็เอียงหน้าไปมองเขา การแต่งกายของเขาในวันนี้ช่างสง่าน่ามองมากจริง ๆ

ชุดผ้าจินต่วนทอลายริ้วเมฆสีเขียวเข้ม ดวงตาเปล่งประกายดุจดั่งดวงดาวจรัสแสงเจิดจ้า มุมปากมีรอยยิ้มจาง ๆ ราวกับพระจันทร์โค้ง กว้านสีทองทำให้เขาดูหล่อเหลางามสง่าหรูหรา เป็นการแสดงรูปแบบชนชั้นราชวงศ์อันสูงศักดิ์ทุกกระเบียดนิ้ว

เป็นคนที่เหมาะสมกับคำว่าสามีในอุดมคติจริง ๆ

หยวนชิงหลิงมองเพลิน จิตใจเบิกบานสบายตาสบายใจ ดวงตาปรากฏแววชื่นชมโดยไม่รู้ตัว หยู่เหวินเห้ามองนัยน์ตาส่วนลึกของนาง ยิ่งรู้สึกภาคภูมิใจมากขึ้นไปอีก ไม่ได้สนใจเลยว่ามีผู้คนมากมายรอบตัวเขากำลังเดินขึ้นเดินลงภูเขากันขวักไขว่ โฉบจูบลงบนแก้มอันแดงปลั่งของนางอย่างรวดเร็ว

“อี๋!” สวีอีมองเห็นจากระยะไกล ก็อดส่งเสียงร้องอุทานด้วยความรังเกียจออกมาไม่ได้

“อยากตายรึ!” หยู่เหวินเห้าหันหน้าไปจิกสายตามองเขาอย่างดุดัน

สวีอียกมือขึ้นปิดตาอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าที่ถูกต่อยเมื่อคืนยังคงเป็นสีดำไปแถบหนึ่ง เป็นสีเขียวไปแถบหนึ่ง เขารู้สึกว่าตัวเองในช่วงนี้สมควรจะรู้จักสงบปากสงบคำเสียหน่อย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกต่อยอีก

ทั้งสี่คนเริ่มขึ้นไปบนเขา หยวนชิงหลิงร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง แม้ว่าทางขึ้นเขาจะไม่นับว่าสูงชันอะไร แต่หลังจากเดินไปได้ราว ๆ หนึ่งก้านธูป นางก็เริ่มหอบแล้ว

โชคดีที่วันนี้มีเวลาทั้งวัน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รีบร้อน ชมทิวทัศน์บนภูเขาไปตลอดทาง ค่อนข้างตามอำเภอใจไม่น้อย

แม้ว่าหยู่เหวินเห้าจะบอกว่ามาไหว้พระ แต่ตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน มีผู้คนมากมายตามสองข้างทางที่พากันกราบไหว้พระอย่างแข็งขัน แต่เขากลับเดินยาวไปตลอดทาง ไม่ได้หยุดเพื่อเข้าไปจุดธูปไหว้พระที่จุดไหนเลย

หยวนชิงหลิงถามเขาว่า " เจ้าไม่ไปไหว้พระหน่อยหรือ ? ทำไมข้าไม่เห็นเจ้าไหว้พระองค์ไหนเลยล่ะ?"

หยู่เหวินเห้าตอบว่า “ไม่ต้องรีบร้อน พวกเราไปถึงยอดเขาก่อนค่อยไหว้ บนยอดเขามีหยวนสื่อเทียนจุนประดิษฐานอยู่ ถ้าจะไหว้ต้องไหว้องค์ที่สูงที่สุดและใหญ่ที่สุดสิ”

หยวนชิงหลิงนึกสงสัยขึ้นมาทันที "เมื่อครู่นี้ข้าเฝ้าดูมาตลอดทาง ทั้งหมดนี้เป็นเทพเจ้าของลัทธิเต๋า รวมทั้งหยวนสื่อเทียนจุนเองก็เป็นเทพเจ้าของลัทธิเต๋าด้วย ไม่เห็นมีพระของศาสนาพุทธเลย ทำไมที่นี่ถึงเรียกว่าภูเขาหมื่นพุทธ แทนที่จะเป็นภูเขาหมื่นเทพล่ะ?"

หยู่เหวินเห้าอธิบายว่า "เจ้าลองเงยหน้ามองขึ้นไปบนภูเขาลูกนี้สิ ดูเหมือนพระภิกษุผู้นั่งสมาธิอยู่หรือไม่ ? แล้วลองดูภูเขาที่อยู่รอบตัวเจ้าสิ เหมือนพระหลาย ๆ รูปกำลังนั่งรวมกันเพื่อฟังพระไตรปิฎกอยู่หรือไม่?"

หยวนชิงหลิงเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นแค่ยอดภูเขาที่มีลักษณะกลม ๆ แต่ดูโล้น ๆ เมื่อพิจารณาดูอย่างละเอียด ก็ดูเหมือนศีรษะของพระภิกษุจริง ๆ เมื่อมองดูส่วนที่ยื่นออกมาของเชิงเขา ก็มีลักษณะเหมือนนิ้วมือของพระที่พนมนิ้วทั้งสิบเข้าไว้ด้วยกัน มองไปรอบ ๆ ทุกด้านก็เหมือนกับที่เขาพูดจริง ๆ มีบรรดาพระภิกษุสามเณรน้อยนั่งอยู่บนพื้น ฟังการสวดมนต์ของพระพุทธเจ้า เมื่อตระหนักได้จึงร้องอุทานขึ้นว่า "ที่แท้ชื่อนี้ได้มาเพราะรูปร่างลักษณะของภูเขานี่เอง ข้ายังนึกไปว่าบนเขาลูกนี้จะเป็นพระพุทธรูปทั้งหมดเสียอีก”

หยู่เหวินเห้าบีบมืออันอ่อนนุ่มราวกับไร้กระดูกของนางแล้วพูดว่า “ไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าก็ดี หรือพระพุทธเจ้าก็ดี ขอแค่สามารถคุ้มครองเจ้าได้ สามารถให้เจ้ายังอยู่เคียงข้างข้าได้ ข้าล้วนกราบไหว้ทั้งนั้น เจ้ามีความปรารถนาอะไรหรือไม่? ได้ยินมาว่าที่นี่ศักดิ์สิทธิ์มากจริงๆ"

หยวนชิงหลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "เช่นนั้น ข้าหวังว่าจะสามารถแก้ปัญหาของเขาโรคเรื้อนได้โดยเร็วที่สุด แล้วก็หวังว่าโรงเรียนแพทย์ของข้า จะสามารถเปิดได้โดยเร็วที่สุดด้วย ขอให้สามารถหาหมอที่เก่งกาจมาสอนได้โดยเร็ว"

แต่นางกลับทอดถอนใจอย่างเงียบ ๆ สิ่งที่นางหวังยิ่งไปกว่านั้น ก็คือการได้พบกับครอบครัวของนางสักครั้งต่างหาก