บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 581 ตายให้รู้แล้วรู้รอด

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 581 ตายให้รู้แล้วรู้รอด ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 581 ตายให้รู้แล้วรู้รอด เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 581 ตายให้รู้แล้วรู้รอด บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 581 ตายให้รู้แล้วรู้รอด ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 581 ตายให้รู้แล้วรู้รอด

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 581 ตายให้รู้แล้วรู้รอด นวนิยาย

ตลอดทางกลับจวน หยวนชิงหลิงรู้สึกว่าไม่เต็มใจปล่อยวางไม่ลง

นางพยายามพูดเกลี้ยกล่อมตัวเอง อย่างไรเสียคนอื่นเขาให้กำเนิดลูกชายที่ดีขนาดนั้นให้นาง นางเสียสละแปดแสนตำลึงแล้วจะอย่างไร? สามารถซื้อเจ้าห้าได้คนหนึ่งหรือ?

แต่ว่า แปดแสนตำลึงนะ แปดแสนตำลึงเชียว โอ้พระเจ้า!

กลับถึงในจวน นางพุ่งเข้าห้องบัญชีทันที หยิบลูกคิดคำนวณบัญชีอย่างบ้าคลั่งกับสมุดบัญชี นี่ยังคำนวณไม่เสร็จ มู่หรูกงกงก็พาเลขานุการกรมคลังติดห้อยสอยตามมาแล้ว บอกว่าให้พระชายารัชทายาทจ่ายเจ็ดแสนตำลึงเพื่อเสียนเฟยก่อน ที่เหลือฮ่องเต้จะคิดวิธีทำให้เสียนเฟยจ่ายออกมา

หยวนชิงหลิงมองดูทองคำถูกหามออกไปจากประตูจวนทีละกล่องๆ วางไว้บนรถม้าของท้องพระคลัง ร้องไห้ก็ร้องไม่ออก ทองคำนั่นยังไม่ได้กกให้อุ่นก็ต้องส่งไปด้านนอกแล้ว

ฮ่องเต้รีบร้อนเกินไปหน่อยหรือไม่? เหมือนว่านางจะไม่ให้เช่นนั้น

การปฏิบัติการของมู่หรูกงกงและเลขานุการกรมคลังก็คล่องแคล่วฉับไวเป็นอย่างมาก ไม่ช้าก็ขนย้ายเรียบร้อย มู่หรูกงกงกล่าวต่อหยวนชิงหลิง “ความกตัญญูของพระชายารัชทายาท ทำให้คนซาบซึ้งนะพ่ะย่ะค่ะ”

เลขานุการกรมคลังก็มองดูหยวนชิงหลิงด้วยความตื่นเต้นเป็นที่สุด เขาไม่รู้เรื่องราวภายในมากนัก ได้ยินเพียงแค่พระชายารัชทายาทบริจาคเงินให้ท้องพระคลัง กรมคลังขาดแคลนเงิน เพิ่มเติมเจ็ดแสนตำลึงนี้เข้าท้องพระคลัง อย่างไรเสียก็อุดที่ว่างได้นิดหน่อย อย่างน้อย ค่าใช้จ่ายทหารทางนั้นสามารถให้ไปได้มากหน่อยแล้ว

ภายใต้สายตาที่เจ็บปวดของหยวนชิงหลิง บีบรอยยิ้มที่น่าเกลียดยิ่งกว่าการร้องไห้ออกมา “เจ็ดแสนตำลึงจิ๊บจ๊อย ไม่เห็นจะเป็นไรเลย!”

ไม่มีผู้ใดฟังเข้าใจ และไม่มีผู้ใดอยากดูท่าทางที่แปลกประหลาดของนาง คนกลุ่มหนึ่งขี่รถม้าจากไปแล้ว มู่หรูกงกงยังหันกลับมาโบกมือให้นางเป็นการทักทาย “พระชายารัชทายาท กลับเถอะพ่ะย่ะค่ะ ไม่ต้องส่งพ่ะย่ะค่ะ!”

หยวนชิงหลิงกลับไปนั่งลงในห้องโถงหลักด้วยการประคองของอะซี่และหมันเอ๋อ ไม่ต้องพูดถึงหยวนชิงหลิง แม้แต่อะซี่และหมันเอ๋อก็ล้วนปวดใจเป็นที่สุด แต่ทั้งสองคนก็ไม่รู้เรื่องราวภายใน คิดว่าหยวนชิงหลิงบริจาคเงินจำนวนหนึ่งจริงๆ ก็ว่าอะไรนางไม่ได้ ทำได้เพียงชื่นชมสองประโยคด้วยความฝืนใจ

หยวนชิงหลิงเงียบอยู่นาน กลั้นน้ำตาไว้แล้วเงยหน้าขึ้นกล่าว “เวลาอะไรแล้ว?”

“ยามโหย่วหมดไปแล้ว รัชทายาทใกล้จะกลับมาแล้วสินะเพคะ?” หมันเอ๋อกล่าว

หยวนชิงหลิงถอนหายใจ “เกรงว่าเย็นนี้เขาคงไม่กลับมากินข้าวแล้ว กินข้าวเถอะ ถูกแล้ว ต่อไปในจวนประหยัดค่าใช้จ่าย หนึ่งวันสามมื้อ มีเนื้อเพียงมื้อเดียวก็พอแล้ว”

อะซี่หัวเราะแล้วกล่าว “นั้นก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้นเพคะ”

“ถึงขนาดนั้น!” หยวนชิงหลิงกล่าวอย่างจริงจัง เดิมทีเงินก็ไม่พอนี่ นี่จะสามารถหาเจ็ดแสนตำลึงกลับมาได้เมื่อไหร่ โรงเรียนยังจะเปิดอีกหรือไม่? ตอนนี้หาที่เริ่มก่อสร้างหมดแล้ว เงินสีขาวเรืองรองก็จำเป็นต้องจ่ายออกไป

คิดถึงตรงนี้ แม้แต่อาหารเย็นนางก็กินไม่ลงแล้ว ซดน้ำซุปง่ายๆแล้วจึงกลับไปในห้องแล้ว

หยู่เหวินเห้าไม่กลับมากินอาหารจริงๆ ใกล้ถึงเวลาสามทุ่มถึงห้าทุ่มจึงกลับถึงในจวน ได้ยินแม่นมฉีบอกว่าหยวนชิงหลิงไม่กินข้าว จึงรีบกลับไปตำหนักเซี่ยวเยว่ทันที

ผลักประตูเข้าไปก็เห็นหยวนชิงหลิงนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงอรหันต์ ลูกๆไม่ได้อยู่ข้างกาย จึงกล่าวถาม “คืนนี้ไม่ก่อกวนแล้วหรือ?”

“ก่อกวน” หยวนชิงหลิงเห็นเขากลับมา ตอบสนองด้วยจิตใต้สำนึกประโยคหนึ่ง จากนั้นบีบใบหน้าที่มีรอยยิ้มออกมา อย่าทำให้เขามองออกได้ว่าตัวเองเสียใจ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เขาคิดว่าตัวเองตัดใจควักเงินจำนวนนี้ไม่ได้ “ก่อกวนครู่หนึ่ง กินนมแล้วก็หลับไปแล้ว”

หยู่เหวินเห้าเข้าไปนั่ง ยื่นมือไปเชยคางของนางขึ้นมองดูนัยน์ตาของนาง “เป็นอะไร? ไม่มีความสุขหรอ? ใครยั่วยุเจ้าแล้ว?”

หยวนชิงหลิงสูดหายใจลึกๆเฮือกหนึ่ง ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม “ไม่ได้ไม่มีความสุข ก็คือตอนเย็นกินจนจุกแล้ว ไม่สบายตัวนิดหน่อย”

หยู่เหวินเห้าหยิกแก้มของนางเบาๆเล็กน้อย “โกหก เย็นนี้เจ้าไม่ได้กินแม้แต่ข้าว กินลมในฤดูหนาวจนอิ่มแล้วหรือ?”

หยวนชิงหลิงได้ยินคำนี้ แทบจะร้องไห้ออกมา ก็ไม่ใช้เพราะจะไม่มีของกินต้องกินลมฤดูหนาวแล้วหรือ? ถูกแย่งเจ็ดแสนตำลึงไปต่อหน้าต่อตา ทำไมจะไม่ต้องกินลมฤดูหนาว?

“พูดผิดแล้ว คือตอนเที่ยงเข้าวังไปกินอาหารกับเสด็จพ่อและฮู่เฟยกินจนจุกแล้ว ภัตตาหารอร่อยมาก” หยวนชิงหลิงกล่าว

“เจ้าเข้าวังแล้ว?” หยู่เหวินเห้าตะลึง จากนั้นกล่าวด้วยความโกรธแค้นทันที “เสด็จพ่อจะต้องถามเอาเงินจากเจ้าเป็นแน่แล้ว ข้าก็บอกไปแล้ว เงินนี่อีกสองวันข้าจะมอบให้ คืนนี้ข้าถามกู้ซือและจิ้งเหยียนแล้ว พวกเขาสองคนยินยอมให้ข้ายืมเงินหนึ่งแสนตำลึง คืนในสามปี ไม่เก็บดอกเบี้ย เสด็จพ่อกลัวข้าเปลี่ยนใจถึงถามเอาที่เจ้าก่อนแล้ว เจ้าให้แล้วหรือ? หากให้แล้วพรุ่งนี้รอกู้ซือและจิ้งเหยียนเอาเงินมาแล้วพวกเราเพิ่มกลับไปในกองกลาง เพื่อเลี่ยงไม่ให้เรื่องของโรงเรียนล่าช้า”

สีหน้าของหยวนชิงหลิงเปลี่ยนเล็กน้อย “เสด็จพ่อบอกกับท่านว่าให้เท่าไหร่?”

“ให้ข้าออกห้าแสนตำลึง ข้ามีที่ไหนกัน?” หยู่เหวินเห้าสีหน้าบูดบึ้ง “ต่อรองราคาครึ่งชั่วโมง ข้าบอกว่ามากที่สุดสามารถให้ได้สองแสนตำลึง และเสด็จแม่คือนางสนมของเขา นางสนมของเขาทำผิดแล้ว ตัวเองก็ต้องออกส่วนหนึ่งนี่? ที่เหลือก็บอกให้ตระกูลซูเอามาเถอะ สุดท้ายเขาถูกข้าพูดจนหมดปัญญาแล้ว จึงตอบรับสองแสนแล้ว”

คำพูดของหยู่เหวินเห้าเหมือนดังสายฟ้าที่ผ่าลงบนหัวของหยวนชิงหลิง เพียงแค่ผ่าจนทั้งตัวของนางเกิดความร้อนมีไข้ อารมณ์ร้อนพุ่งจากเท้าขึ้นสมอง เส้นผมแทบจะตั้งขึ้นมาแล้ว อุทานด้วยความตกใจ “สองแสนตำลึง?”

หยู่เหวินเห้าถูกการตอบสนองของนางทำให้ตกใจ คิดว่านางรู้สึกว่าให้มากไปแล้ว จึงกล่าวด้วยความลำบากใจเล็กน้อย “ยายหยวน เจ้าต้องเข้าใจความรู้สึกของข้า ยังไงนางก็เป็น......”

หยวนชิงหลิงผลักเขาออกทันที กระโดดลงจากเตียงอรหันต์รองเท้าก็ไม่ได้สวมใส่วนไปทั้งบ้านอย่างมั่วซั่ว มองดูดาบวิเศษของเขาที่แขวนอยู่บนกำแพง นางแย่งมาทันทีแล้วต้องการวิ่งออกไปด้านนอก หยู่เหวินเห้าตกใจจนรีบกอดนางไว้ “พระเจ้า ยายหยวนเสียสติไปแล้ว? รีบวางดาบ? งั้นข้าให้น้อยหน่อยก็ได้ ข้าให้หนึ่งแสนตำลึง สามารถต่อราคาได้”

หยวนชิงหลิงได้ยินว่ายังสามารถต่อราคาได้ ด้านหน้าดำมืดทันที แทบจะเป็นลมตายไป กระโดดยกดาบยาวขึ้นคำรามในอ้อมกอดของหยู่เหวินเห้า เสียงเฉียบคม “ท่านปล่อยข้า ข้าถูกหลอกแล้ว ถูกปล้นแล้ว โจร โจรเอ๊ย.......”

หยู่เหวินเห้าได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่ถูกแล้ว แย่งดาบโยนกลับไปบนโต๊ะกอดปลอบนางดีๆครู่หนึ่ง ถึงเอ่ยถาม “เสด็จพ่อถามเอาที่เจ้าเท่าไหร่? มู่หรูกงกงขนไปเท่าไหร่?”

หยวนชิงหลิงอัดอั้นใจอยู่บนเตียงอรหันต์ สูดหายใจลึกๆช่วยให้มีชีวิตรอด พร้อมกับความเจ็บปวดและความสิ้นหวังอย่างสุดซึ้ง “ไม่ต้องถาม วันนี้ไม่ถาม พรุ่งนี้ไม่ถาม ทั้งชีวิตนี้ก็ไม่ต้องถามแล้ว ไม่ต้องเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ทำเหมือนว่าวันนี้ข้าได้ตายไปแล้ว พรุ่งนี้มีชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ทำเหมือนเป็นเรื่องความโกรธแค้นในชีวิตของข้าและเสด็จพ่อ ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถมีชีวิตได้แล้ว”

หยู่เหวินเห้ามองดูนางด้วยความสงสาร พระเจ้า เกรงว่าจะให้ไปเยอะแล้วสินะ? ดูท่าทางเช่นนี้ของนาง ไม่รู้ว่าให้ไปเท่าไหร่

เขาลังเลครู่หนึ่ง คาดเดาตัวเลข “คงไม่ได้ให้ไปแล้วสามแสนตำลึงหรอกนะ?”

หยวนชิงหลิงนอนฟุบแล้วมีอาการไหล่กระตุกเล็กน้อย ความคิดอยากตายก็มีแล้ว

หยู่เหวินเห้าตกใจ “คุณพระ เสด็จพ่อหลอกเก่งเกินไปแล้ว สามแสนตำลึง? เจ้าทำใจให้ไปได้อย่างไรล่ะ? สามแสนตำลึง เช่นนั้นเงินสร้างโรงเรียนยังพอหรือ?”

“ไม่ต้องพูดอีกแล้ว!” หยวนชิงหลิงโบกมืออย่างไร้เรี่ยวแรง “ไม่ต้องเอ่ยถึงอีก ไม่เช่นนั้นข้าจะตายให้ท่านดู”

หยู่เหวินเห้ารีบปลอบ “ได้ ได้ ข้าไม่พูดแล้ว ให้แล้วก็ให้เถอะ สามแสนตำลึงบอกว่ามากก็ไม่มาก บ้านเราให้ได้ เดี๋ยวข้าค่อยถามเอาที่กู้ซือและจิ้งเหยียนเพิ่มเติมกลับไป ขาดแค่แสนตำลึงก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่ หลังจากนี้พวกเราประหยัดกินประหยัดใช้”