บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 622 งานแต่งงานที่คาดหวังหมดหวังแล้ว

sprite

หลู่เฟยมองดูหีบเงินทองเครื่องประดับพวกนั้น ครอบครัวร่ำรวย นางยังมีฝีมือการต่อสู้ ยังมีจิตใจที่เฝ้าปกป้องเจ้าหก ยังจะมีอะไรไม่วางใจอีก?

นางเงยหน้าขึ้น พร้อมพูดขึ้นว่า “พาแม่นางหรงเยว่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เจ้าหก เดี๋ยวเจ้าพาแม่นางไปเดินรอบๆจวน เจ้าเพิ่งหายป่วย สุขภาพร่างกายไม่ดีมาตลอด ต้องออกกำลังบ้าง”

หรงเยว่เงยหน้ามองดูหลู่เฟย มีคำพูดซ้ำๆในใจที่แข็งกร้าวประโยคหนึ่งว่า “แม่ของข้าตายตอนที่คลอดข้า ตายอย่างอนาถ แม่ของข้าตายตอนที่คลอดข้า ตายอย่างอนาถ” ในที่สุดก็มีละอองน้ำเปื้อนที่ขนตาได้สำเร็จ ย่อคำนับอย่างอ่อนน้อมพร้อมพูดขึ้นว่า “ขอบพระทัยเหนียงเหนียง”

อ๋องหวยกระพริบตา ใบหน้าที่อบอุ่นเหมือนดั่งหยกนั่น ในที่สุดก็เผยรอยยิ้มอย่างจนใจ พร้อมตอบรับ

หลังจากหรงเยว่ออกไปแล้ว หลู่เฟยก็พูดกับนางอู่กับนางเตียวด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า “พวกเจ้ากลับไปเถอะ”

ในใจนางเตียวไม่พอใจ ไม่กล้ามีเรื่องกับหลู่เฟย จึงทำได้เพียงลุกขึ้นมาอย่างโศกเศร้า พร้อมพูดขึ้นว่า “งั้นในเมื่อไม่มีธุระอะไรเกี่ยวกับพวกเรา ก็ไม่รบกวนแล้ว ขอทูลลา”

ก่อนที่ทั้งสองคนจะจากไป ยังคงหันไปมองดูหีบใหญ่หลายใบนั่นอย่างอิจฉา ของฝากเจอกันครั้งแรกก็อลังการขนาดนี้ หากแต่งงานกันจริง สินสอดติดตัวจะมากมายขนาดไหน?

หยวนชิงหลิงมองเห็นภาพนี้ ในใจรู้สึกน่าขำ คนเรามักจะดูง่ายที่สุด นอกจากชาติกำเนิดของหรงเยว่แล้ว อย่างอื่นดีกว่าคนอื่นทุกอย่าง ร่ำรวยใจกว้างจนน่าตกใจ เรียกร้องความสนใจได้ขนาดนี้ อย่างน้อยก็สามารถเอาชนะปกปิดชาติกำเนิดที่ไม่เหมาะสม ดูเหมือนหรงเยว่จะไม่ได้ตั้งใจแสดงท่าทีหยาบกร้าน ที่จริงเป็นรู้ซึ้งอย่างยิ่ง

ทำไมท่านชายสี่ถึงต้องบริจาคสองล้านตำลึง? ก็ไม่ใช่เพราะราชสำนักจนหรือ? ราชสำนักยากจน แล้วพวกเหนียงเหนียงในวังหลังจะได้มีชีวิตอย่างรุ่งเรืองหรือ? เพราะฉะนั้นนางจึงเอาความร่ำรวยมาวางอยู่ตรงหน้าหลู่เฟยเหนียงเหนียง

ตอนแรกที่หลู่เฟยเห็นเครื่องประดับพวกนี้ ก็ตกตะลึงอย่างมาก หยวนชิงหลิงดูออกจากดวงตาที่เบิกโตของนางค่อยๆหรี่ลง แต่ก็เพราะสถานะเป็นเหตุ โดยเฉพาะพวกนางเตียว ยังพูดตลอดว่าธรรมดา หากนางยอมรับ ก็เท่ากับว่าธรรมดาจริงๆแล้ว

จนเมื่อหรงเยว่รับน้ำชาร้อนลวกแทนเจ้าหก นางค่อยหาเหตุผลพูดกับตนเองได้ว่า “เหมาะสมอย่างที่สุด" ยินยอมตกลง นี่ถือเป็นการให้เหตุผลกับตนเอง คนเรายังไงก็ต้องหาเหตุผลให้กับตนเองก่อน

อยู่ที่นี่หรงเยว่ไม่มีเสื้อผ้าเปลี่ยน วันนี้เตรียมแต่งตัวมาอย่างสวยที่สุด นางไม่ยินยอมที่จะเปลี่ยนใส่ชุดธรรมดาที่ไม่เข้ารูป ดังนั้นจึงไปเช็ดสักพัก จากนั้นก็เดินออกไปพร้อมกับอ๋องหวย ด้วยคอเสื้อด้านหลังที่เปียกชื้น

หรงเยว่เคยชินกับการควบคุมทุกอย่างอยู่ในมือ เมื่อนางกับอ๋องหวยเดินอยู่ด้วยกัน กลับแสดงท่าทีอ่อนโยนอ่อนหวานอย่างมาก ก็หน้าลงเล็กน้อยจ้องมองดูถนน ไม่ได้แสดงท่าทีดีใจอย่างออกหน้าออกตา แต่กลับมีความหวาดหวั่นอย่างระมัดระวัง กลัวว่าตนเองจะเผยความหยาบกร้านออกมา ให้อ๋องหวยเห็นอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ภายในจวนปลูกดอกเบญจมาศฤดูใบไม้ร่วงไว้ ตอนนี้เป็นช่วงฤดูบานพอดี เบ่งบานอย่างกับถ้วยยักษ์ต้านรับสายลม คุณกำลังบินตอมอยู่ในเกสรดอกไม้ หยุดนิ่ง เก็บน้ำหวาน ด้านข้างมีต้นอู๋ถงต้นใหญ่ต้นหนึ่ง มีใบสีเหลืองลอยหล่นลงมา ดูเหมือนจะเป็นสีเดียวกับดอกเบญจมาศแปดฉาก

หรงเยว่เห็นเขาจ้องมองอยู่ตรงหน้าดอกเบญจมาศ ก็คิดว่าเขาชอบ เดินไปเด็ดมาหนึ่งดอก ตอนที่กำลังจะยื่นให้กับเขา ก็ได้ยินเสียงสาวใช้ที่ตามอยู่ด้านหลังพูดขึ้นด้วยเสียงร้อนใจว่า “แม่นาง ท่านอย่าเด็ด ท่านอ๋องปลูกด้วยตนเอง ท่านมองดูก็พอแล้ว”

มือของหรงเยว่กำลังยื่นออกไป หยุดค้างอยู่กลางอากาศ มองเห็นหางตาอ๋องหวยฉายแววเสียดาย ในใจนางตื่นตระหนก แย่แล้ว ดอกที่เขาปลูกด้วยตนเองถูกนางเด็ดเสียแล้ว

นางเหมือนเคยได้ยินประโยคหนึ่งว่า หากเจ้ารักดอกไม้ ก็ไม่ต้องไปเด็ด ปล่อยให้ดอกไม้บานแล้วก็ร่วงไปตามธรรมชาติ ท่านอ๋องจะต้องเป็นคนเช่นนี้แน่ ถึงว่าภายในห้องโถงเมื่อกี้ถึงไม่มีดอกไม้เสียบไว้เลย

ยังไงก็เป็นหรงเยว่ที่พบเห็นอะไรมามากพร้อมกับดาบที่เปื้อนเลือด มือที่ยื่นออกไปนั้นชักกลับมาในทันที อ้าปาก แล้วก็เริ่มกัดกินดอกเบญจมาศขึ้นมา กินไปด้วยพูดไปด้วยว่า “ช่วงนี้ข้าเป็นร้อนใน ดอกเบญจมาศเป็นยามีฤทธิ์เย็น”

อ๋องหวยมองดูนางขมวดคิ้วเคี้ยวดอกเบญจมาศอย่างประหลาดใจ แล้วก็ยื่นคอยาวกลืนลงไป เผยรอยยิ้มอย่างไม่เสียมารยาทพร้อมพูดขึ้นว่า “ใช่หรือ? อร่อยไหม?”

หรงเยว่ยิ้มจนเห็นฟัน ไม่รู้สึกตัวเลยว่ากลีบดอกเบญจมาศสีเหลืองติดอยู่บนฟัน พร้อมพูดขึ้นว่า “อร่อย”

อ๋องหวยมองดูนาง แล้วก็หัวเราะขึ้นมา น้ำเสียงไพเราะน่าฟังมาก คิ้วโค้งงามเหมือนดั่งพระจันทร์เต็มดวง ทำให้หรงเยว่มองอย่างนิ่งอึ้ง พร้อมพูดพึมพำขึ้นว่า “เวลาท่านอ๋องหัวเราะน่ามองอย่างมาก”

อ๋องหวยค่อยๆหุบยิ้ม ภายในแววตาเผยให้เห็นความสับสน จึงถามขึ้นว่า “ทำไมเจ้าถึงต้องการแต่งงานกับข้า? ด้วยรูปร่างหน้าตาของแม่นาง ต้องการสามีแบบไหนจะหาไม่ได้หรือ?”

หรงเยว่ถอนหายใจ ก็หาไม่ได้ไง ไม่อย่างนั้นจะมีอายุมากถึงขนาดนี้หรือ?

แต่คำถามนี้ถามได้ดี เป็นเวลาที่ควรพูดความในใจ ดังนั้นหรงเยว่ก็เก็บรวบรวมอาการ พูดขึ้นด้วยเสียงเบาว่า “ท่านอ๋องเป็นคนดีมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น หากข้าได้แต่งงานกับท่านอ๋อง ก็จะไม่มีความเสียใจในชีวิตนี้แล้ว”

อ๋องหวยได้ฟังคำพูดที่ตรงและกล้าหาญเช่นนี้ หลังจากอึ้งไปเล็กน้อยในใจก็เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง

ภายในห้องโถง หลู่เฟยกำลังอธิบายให้หยวนชิงหลิงฟังว่า ทำไมนางถึงชอบหรงเยว่ เป็นเพราะหรงเยว่ จิตใจที่คอยปกป้องเจ้าหก ไม่ใช่เป็นเพราะทรัพย์สินของหรงเยว่

หยวนชิงหลิงแสดงท่าทีบ่งบอกว่าเข้าใจ หลังจากที่ทุกคนพูดคุยกันถึงเรื่องการเห็นทรัพย์สินเงินทอง เป็นเหมือนดั่งมูลแล้ว ก็หัวเราะกันขึ้นมา

แต่หยวนชิงหลิงก็พูดกับหลู่เฟย ด้วยคำพูดที่มาจากใจหลายประโยค บอกกับนางว่าหากอ๋องหวยได้แต่งงานกับหรงเยว่ ด้วยอุปนิสัยของหรงเยว่ จะไม่มีทางยอมให้ใครมาทำร้ายเขาแม้เพียงนิด และด้วยอำนาจความสามารถในครอบครัวกับหรงเยว่ เพียงพอที่จะสามารถทำให้อ๋องหวยสู้กับใครก็ได้ ทุกอย่างจะจบลงอย่างไม่เสียเปรียบเลยสักนิด

หลู่เฟยได้ยินเช่นนี้ ก็ยิ่งยินยอมตกลง บวกกับพระชายารัชทายาทเป็นแม่สื่อ ต่อไปหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับสองสามีภรรยา มีพระชายารัชทายาทค่อยพูดโน้มน้าวทั้งสองฝ่าย ชีวิตคู่ของทั้งสองคงจะดีไม่น้อย

แล้วเช่นนี้ การดูตัวกันอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ ก็ถูกปิดม่านลง

เมื่อตอนที่เดินทางกลับ หรงเยว่เหมือนนกน้อยในกรง ที่ถูกปลดปล่อยออกมา พูดพร่ำว่านางกับอ๋องหวย คุยอะไรกันทำอะไรกันอยู่ในลาน พูดอะไรกันบ้าง ทำอะไรกันบ้าง ยังพูดว่าแขนเสื้อกระทบกัน อีกนิดเดียวก็จะได้แตะมือกันแล้ว ตื่นเต้นจนหัวใจเต้นอย่างไม่เป็นจังหวะ