บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 626 แต่งตั้งพระราชนัดดาองค์ใหญ่

sprite

หยวนชิงหลิงเข้าไปไหว้ราชครูเหว่ยอาจารย์ของฮ่องเต้ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เมื่อราชครูเหว่ยเห็นนาง รู้ว่าเพิ่งกลับมาจากเขาโรคเรื้อน ก็ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจ แต่โกรธโมโหอย่างมาก โมโหก็ส่วนโมโห เขาเป็นคนที่อ่านหนังสือธรรมะ หลังจากถวายบังคมพระชายารัชทายาทตามธรรมเนียมแล้ว ก็เริ่มตำหนิที่นางขึ้นไปบนเขาอย่างเอาแต่ใจ

หยวนชิงหลิงนั่งลงอย่างมีมารยาท คิดว่าขอเพียงรับฟังอยู่อย่างนอบน้อม ราชครูคงต่อว่านางไม่กี่ประโยค ยังไงนางก็เป็นพระชายารัชทายาท ก็ต้องไว้หน้ากันบ้าง

แต่เมื่อเวลาผ่านไปแล้วหนึ่งชั่วโมง นางพลิกผันความคิดเดิมอย่างสิ้นเชิง นางเงยหน้ามองดูริมฝีปากบางๆเหี่ยวๆของราชครูเหว่ย ที่พูดไม่หยุด อย่างยากลำบาก คำพูดเป็นชุดที่ตักเตือนและตำหนิ ล้วนถูกพูดออกมาจากตรงกลางสองแผ่นบางนั่น

“พระชายารัชทายาทรู้ไหมว่าเพราะความเอาแต่ใจของเจ้า ผู้คนต่างตื่นตระหนกและโกลาหล ขุนนาง หลายร้อยคนต่างก็กังวลและเป็นห่วงว่า โรคเรื้อนจะกลับมาสร้างความเดือดร้อนอีก ฮ่องเต้ก็โกรธเพราะเรื่องนี้ จนมีความคิดที่จะปลดองค์ชายรัชทายาท วันนี้ข้าไปยังพระที่นั่ง เพื่อพูดกล่อมให้ฮ่องเต้ หยุดความคิดนี้ ฮ่องเต้กลับโมโหส่งผลกระทบต่อจิตใจจนเป็นลมไป.....”

หยวนชิงหลิงได้ยินเช่นนี้ ก็รีบเงยหน้าขึ้นมา กลอกตาไปมา ร่างกายล้มลงเสียงดัง “ปัง” แล้วก็เป็นลมไป

“อะซี่ หมันเอ๋อ” แม่นมสี่ที่หลับอยู่ด้านข้างได้ยินเสียง ก็รีบลืมตาขึ้นมา เห็นหยวนชิงหลิงล้มกองอยู่บนพื้น ก็รีบตะโกนขึ้นมาอย่างเสียงดัง

อะซี่กับหมันเอ๋อเคลิ้มหลับอยู่ตรงหน้าประตู ได้ยินแม่นมสี่ตะโกน ก็รีบวิ่งเข้ามา ทั้งสองคนเห็นหยวนชิงหลิงล้มนอนกองอยู่บนพื้น ก็คิดว่าง่วงจนนอนหลับไป คนหนึ่งรีบเข้าไปยกหัว คนหนึ่งยกขาแล้วก็รีบพาหยวนชิงหลิงไป

เป็นลมถูกยกออกไปอย่างรวดเร็วราวกับฟ้าผ่าจนไม่ทันปิดหู ราชครูยังไม่ทันได้สติกลับมา ก็ไม่เห็นเงาร่างของหยวนชิงหลิงแล้ว

เขาอึ้งมองดูแม่นมสี่ พร้อมพูดขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “แม่นมสี่ ข้าพูดกับเจ้าก็เหมือนกัน เจ้าค่อยกลับไปบอกพระชายารัชทายาท.....”

แม่นมสี่ตัดสินใจเดินไปควงแขนราชครู ออกแรงดึงเขาออกไปข้างนอก พร้อมพูดขึ้นว่า “ค่ำมืดแล้ว ราชครูรีบกลับไปพักเถอะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ใต้เท้าทัง ใต้เท้าทัง สวีอี รีบส่งราชครูกลับจวน”

ใต้เท้าทังกับสวีอีรีบเข้าช่วยกันประคองคนละข้าง ดึงเขาออกไปข้างนอก ราชครูหันกลับมามองแม่นมสี่ ดิ้นรนอยู่สักพัก พร้อมพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าไม่ต้องประคอง แม่นมสี่ เจ้ามาประคอง....”

แม่นมสี่รีบเดินขึ้นไปยังบนระเบียง กลับไปยังตำหนักเซี่ยวเยว่แล้ว

ราชครูจึงทำได้เพียงถามทังหยางว่า “ทำไมองค์ชายรัชทายาทถึงยังไม่กลับมา?”

ทังหยางพูดขึ้นว่า “มีคดีเยอะ ปกติประมาณเที่ยงคืน องค์ชายรัชทายาทถึงจะกลับมาพักผ่อนที่จวน”

ราชครูถอนหายใจ พร้อมพูดขึ้นว่า “องค์ชายรัชทายาทมีคุณธรรมมีความสามารถ เสียดายที่ถูกพระชายารัชทายาททำลายชื่อเสียงหมดแล้ว นี่จะดีอย่างไร? น่าหดหู่ใจข้าจริงๆ”

หยู่เหวินเห้ากลับมาตอนเที่ยงคืนกว่าจริงๆ หยวนชิงหลิงต่อยเขาไปหลายที เขาก็ทำได้เพียงรับไว้ ยอมรับผิดด้วยสีหน้ายิ้มระลื่น

แต่เริ่มจากนี้หยวนชิงหลิงก็รู้แล้วว่า มีคนบางคนห้ามไปยุ่งด้วยเด็ดขาด นั่นก็คือ คนที่มีคุณธรรมมีบารมีสูงส่งมีความรู้ กลับพูดจาจู้จี้

และแล้ว ภายใต้การประท้วงทุกรูปแบบ ก็ผ่านไปแล้วครึ่งเดือน

คนที่เดือดร้อนค่อยๆลดลง เพราะการรับประกันการซึมซับของหยู่เหวินเห้าได้ผลอย่างมาก เริ่มแรกมีคนไม่น้อยเชื่อว่าหยวนชิงหลิง สามารถรักษาโรคเรื้อนได้จริง

ส่วนเหล่าขุนนางในราชสำนัก เพราะด้วยความที่ฮ่องเต้หมิงหยวนโกรธ พูดออกมาว่าไม่รับหยู่เหวินเห้าคนนี้เป็นลูกชาย ทำให้ในใจทุกคนต่างก็อกสั่นขวัญแขวน ใครก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก กลัวว่าฮ่องเต้จะปลดองค์ชายรัชทายาทจริงๆ

ถึงแม้คนที่สนับสนุนองค์ชายรัชทายาทจะลดน้อยลง แต่เป่ยถังจะปลอดองค์ชายรัชทายาทที่เพิ่งถูกแต่งตั้งไม่ได้ และนอกจากองค์ชายรัชทายาทจะไม่ค่อยมีสติในเรื่องนี้แล้ว อย่างอื่นล้วนทำได้เป็นอย่างดี พูดไปแล้ว ก็เป็นเพราะรักใคร่ให้ท้ายภรรยาเป็นเหตุ พระชายารัชทายาทเป็นภัยพิบัติ

ความผิดทั้งหมดล้วนโยนไปหาหยวนชิงหลิง หยวนชิงหลิงกลายเป็นถูกคนเป็นหมื่นเป็นพันชี้หน้าด่ากราด เหล่านางในราชสำนักทำได้เพียงร่างหนังสือหย่าของหยู่เหวินเห้า

หยู่เหวินเห้าตกลงแล้ว บอกว่าจะหย่ากันโดยสันติ แต่เพียงแค่รับปากไม่ได้ลงมือกระทำ

และในเวลานี้ ฮ่องเต้มีพระราชโองการลงมา แต่งตั้งพระราชนัดดาองค์ใหญ่

ก่อนหน้านี้พวกขนมหวานก็จะถูกเรียกว่าพระราชนัดดา พระราชนัดดา แต่ไม่ได้มีพิธีการแต่งตั้ง

พระราชนัดดาองค์ใหญ่เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์องค์ที่สาม หากฮ่องเต้หมิงหยวนสิ้นพระชนม์แล้ว หยู่เหวินเห้าสิ้นพระชนม์แล้ว งั้นพระราชนัดดาองค์ใหญ่ ก็คือผู้ที่ถูกเลือกให้สืบทอดบัลลังก์ แต่งตั้งพระราชนัดดาองค์ใหญ่ในเวลานี้ แต่งตั้งได้เพียงหลานคนโต ดังนั้นจึงแต่งตั้งซาลาเปาเป็นพระราชนัดดาองค์ใหญ่

ส่วนทังหยวนกับข้าวเหนียวน้อย ยังไม่ถูกแต่งตั้ง เพียงแค่มีตำแหน่งเป็นพระราชนัดดาถูกต้องตามธรรมเนียมแล้ว พวกเขาทั้งสองไม่สามารถที่จะกลายเป็นพระราชนัดดาองค์ใหญ่ แต่เป็นพระราชนัดดา

แต่งตั้งพระราชนัดดาองค์ใหญ่ นี่เท่ากับว่าฮ่องเต้อาจจะปลดองค์ชายรัชทายาทจริงๆ จากนั้นก็เลี้ยงดูพระราชนัดดาองค์ใหญ่ตามความต้องการของฮ่องเต้ เช่นนี้พวกขุนนางฝั่งสงบในราชสำนักไม่กล้าพูดอะไรอีก เพียงหวังว่าพระชายารัชทายาทจะระมัดระวังตัวขึ้น อย่าก่อเรื่องอีกเลย

พิธีแต่งตั้งพระราชนัดดาองค์ใหญ่ พระชายารัชทายาทหยวนชิงหลิงไม่สามารถมาได้ เป็นเพราะนางขึ้นไปบนเขาโรคเรื้อน โชกโชนไปด้วยความโชคร้าย แม้กระทั่งอาจจะติดโรค พิธียิ่งใหญ่ขนาดนี้ นางไม่สามารถที่จะไปเข้าร่วมได้

หยวนชิงหลิงมีความสุขที่เป็นอิสระ ยังคงขึ้นไปบนเขาต่อ

เสียนเฟยแปลกใจมาตลอด ก่อนหน้านี้นางหวางฮูหยินของซูต๋าเหอ บอกว่าเคยหานักฆ่า ทำไมนานขนาดนี้แล้วก็ยังไม่มีการลงมือ? กลับกลายเป็นซูต๋าเหอถูกคนตัดหัวระหว่างทางถูกเนรเทศ เหมือนมีคนจ่ายเงินนักฆ่า เพื่อเอาชีวิตเขา

ตอนที่แต่งตั้งพระราชนัดดาองค์ใหญ่ นางก็มาไม่ได้ ไทเฮาโกรธอย่างมาก ตั้งแต่มีคำสั่งห้าม ก็ไม่อนุญาตให้นางออกจากวังไปแม้เพียงก้าวเดียว

ตอนที่แต่งตั้งพระราชนัดดาองค์ใหญ่ อ๋องอานกลับมาแล้ว เข้าวังมาร่วมพิธีแต่งตั้งพระราชนัดดาองค์ใหญ่พร้อมกับพระชายาอ๋องอาน

ปกติอ๋องอาน รูปงายหล่อเหลา อยู่ในค่ายทหารเพียงไม่กี่เดือน กลายเป็นผิวดำลง ผอมลง อาจหาญขึ้น ทำให้พระชายาอ๋องอานสงสารเขาอย่างมาก

เขายืนอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย มองดูเด็กคนนั้นที่ถูกฮ่องเต้หมิงหยวนอุ้มอยู่ในอ้อมอก บนตัวสวมด้วยชุดสีเหลืองชุดประจำพระราชนัดดาองค์ใหญ่ลายมังกรแท้ ศีรษะตั้งตรง หัวเราะน้ำลายไหล ในใจอ๋องอานรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

อ๋องจี้ก็มาแล้ว หลังจากที่อ๋องจี้ถูกคุมขัง ภายนอกดูเรียบร้อยอย่างมาก และก็รู้จักการเยินยอมากขึ้นด้วย เข้าไปพูดกับพระราชนัดดาองค์ใหญ่ ด้วยคำพูดชื่นชมยินดีมากมาย ฮ่องเต้หมิงหยวนก็ยิ้มแย้มให้กับเขา บอกให้เขามีสติรู้ผิดชอบ ฝึกขี่ม้ายิงธนูกับร่ำเรียนสั่งสมความรู้