บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 657 ร่วมลงชื่อกล่าวโทษ

sprite

กรมอาญาไม่แพร่ข่าวออกไป แต่ตรวจสอบสรุปคดีที่ทางกรมการพระนครโอนถ่ายมาก่อน พบว่าหยู่เหวินเห้าตัดศีรษะคนฆ่าสัตว์แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง หยู่เหวินเห้าตัดสินคดีผิดพลาด

เรื่องนี้ยังไม่ทันรายงานต่อฮ่องเต้ ในเมืองหลวงแพร่กระจายออกไป คนฆ่าสัตว์นั้นพลันกลายเป็นเหยื่อที่ทุกคนสงสาร ภรรยาตนแอบมีชู้น่าเศร้ามากพอแล้ว สุดท้ายยังถูกตัดศีรษะ เพราะกลายเป็นฆาตกร

จวนอ๋องฉู่โชคร้ายเสียจริง หลายครั้งที่ยั่วให้ผู้คนเกลียดชัง แม้เรื่องพระชายารัชทายาทขึ้นเขาโรคเรื้อนก่อนนี้จะสงบลงแล้ว แต่ไม่รู้เกิดสิ่งใดขึ้น เพราะรัชทายาทตัดสินคดีผิดพลาด ตอนนี้ถูกหยิบยกออกมาพูดอีกครั้ง

ทุกคนล้วนคิดว่า รัชทายาทตอนวัยเยาว์ออกรบจนได้รับความดีความชอบทางการทหาร ชื่อเสียงเกรียงไกร และดูแลกรมการพระนครมานานขนาดนี้ ไม่เคยตัดสินคดีอย่างไม่ยุติธรรม ตอนนี้ตัดสินคดีคนขายเนื้อผิด ทำให้ฆ่าคนดี ต้องเป็นเพราะพระชายารัชทายาทขึ้นเขาโรคเรื้อนจึงนำความโชคร้ายเข้ามา รัชทายาทคือรากฐานของแคว้น ตอนนี้กระทบถึงรัชทายาท เช่นนั้นต่อไปจะเกิดสิ่งใดขึ้น ผู้ใดจะรู้กัน?

ดังนั้น ฮ่องเต้ยังไม่กล่าวโทษ ราษฎรกลับก่อความวุ่นวายแล้ว

ก่อความวุ่นวายก็ทำไป แต่ไม่รู้เกิดสิ่งใดขึ้น กลับมีคนกระจายข่าววว่าอ๋องอานมีคุณธรรม เป็นตัวเลือกของผู้สืบทอดบัลลังก์ที่เหมาะสมที่สุด นี่หากเป็นแค่ข่าวลือคงไม่เป็นไร แต่มีราษฎรตะโกนบนถนนวังหลวงว่าต้องการให้ฮ่องเต้ปลดรัชทายาท ก่อนแต่งตั้งอ๋องอานขึ้นเป็นรัชทายาท

ขณะกู้ซือนำคนออกจับตัว เหล่าราษฎรที่ตะโกนโห่ร้องเหล่านั้นพลันแตกกระเจิง กู้ซือจับตัวได้เพียงคนเดียว จึงพากลับไปสอบถามให้ละเอียด คนผู้นั้นรับโทษไม่ไหว เปิดเผยว่ามีคนให้เงิน แนะนำให้พวกเขาไปโห่ร้องวุ่นวายถนนหน้าวังหลวง บอกให้ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ได้ยินเสียงของราษฎร

ส่วนคนให้เงินผู้นั้น เป็นหญิงสาวผู้หนึ่ง รูปโฉมงดงามอย่างยิ่ง

กู้ซือย่อมกลับไปรายงานฮ่องเต้หมิงหยวนเช่นนี้ ฮ่องเต้หมิงหยวนพิโรธหนัก จนตบโต๊ะ “ความเห็นของราษฎร พักนี้ข้ายังฟังเสียงราษฎรไม่พออีกหรือ?”

“ฝ่าบาททรงพระทัยเย็นไว้พ่ะย่ะค่ะ ระยะนี้ราษฎรออกมาก่อเรื่องวุ่นวายหลายครั้ง เบื้องหลังล้วนคล้ายมีคนบงการอยู่ โดยเฉพาะเรื่องพระชายาขึ้นเขาโรคเรื้อน ราษฎรก่อเรื่องจนโกลาหล กล้าลงมือกับพระชายารัชทายาทถึงหน้าประตูจวนอ๋องฉู่ และพวกเขาเดิมเรียกร้องว่าพระชายาหวยมีคุณธรรม ควรแต่งตั้งพระชายาหวย ตอนนี้พูดว่าอ๋องอานมีคุณธรรม ให้แต่งตั้งอ๋องอาน จากที่กระหม่อมดู

ฮ่องเต้หมิงหยวนยังพิโรธไม่จบ “เจ้าห้าช่างโง่เขลา ระยะนี้เกิดคดีขึ้นในเมืองหลวงมากมายเช่นนี้ คดีเดียวยังแก้ไขไม่ได้ กรมการพระนครล้วนมีแต่พวกโง่เง่าไม่เอาไหนหรือ?”

คิดไม่ถึงมีคนมามอบตัวที่กรมอาญา บอกว่าเขาคือฆาตกรตัวจริง แต่หนังสือฎีกายังไม่ทันถึงมือของกระหม่อม ถูกประโคมออกไปแล้ว ราษฎรได้ยินว่าตัดสินคดีผิดพลาด ต่างประท้วงให้แก่เขา

ฮ่องเต้หมิงหยวนขมวดคิ้ว “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ? เช่นนั้นกรมอาญาตรวจสอบความจริงหรือยัง คนที่มามอบตัวนั้นใช่ฆาตกรหรือไม่?”

“ยังตรวจสอบอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้หมิงหยวนเอ่ยอย่างพิโรธ “เมื่อยังไม่ตรวจสอบความจริง เหตุใดจึงประกาศออกไป หากคนผู้นั้นไม่ใช่ฆาตกร ประกาศออกไปราษฎรคงสงสัย กรมอาญาเหตุใดจึงปล่อยให้คดีนี้หลุดรอดออกไป?”

โสวฝู่ฉู่น้อมกายลงพลางเอ่ยว่า “ฝ่าบาททรงพระทัยเย็นไว้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปสอบถามให้กระจ่าง การประชุมเช้าพรุ่งนี้ ต้องให้กรมอาญากราบทูลคดีต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านไปจับตาดูไว้ ต้องหาความจริงออกมาให้ได้” ฮ่องเต้หมิงหยวนตรัส

“พ่ะย่ะค่ะ!” โสวฝู่ฉู่ขอตัวลาออกไป

หลังออกจากวังหลวง โสวฝู่ฉู่ตรงไปที่กรมอาญา และร่วมสอบสวนผู้ต้องสงสัยที่มามอบตัวผู้นั้นร่วมกับเลขานุการกรมอาญา

ผู้ต้องสงสัยมีนามว่าหรงกุ้ยชุน เดิมเป็นคนป๋ายซี รูปร่างสูงใหญ่อย่างยิ่ง หน้าตาดุร้าย

เล่าว่าภรรยาเขาปีนั้นมีชู้จึงถูกเขาฆ่า หลังฆ่าภรรยาหนีออกจากเมืองหลวง ปิดบังชื่อเสียงเป็นพ่อครัวอยู่ในหอสุรา เขาเช่าห้องพักไว้ห้องหนึ่ง ติดกับคนขายเนื้อ รู้ว่าภรรยาคนขายเนื้อกับพ่อหม้ายลักลอบมีความสัมพันธ์กัน จึงนีกถึงเรื่องภรรยาตนหักหลังเขาขึ้นมา

แต่หลังเขาจากไป นึกถึงบุญคุณที่เคยได้รับจากคนขายเนื้อ รู้สึกผิดในใจ จึงรีบร้อนกลับเมืองหลวงเพื่อมอบตัว แต่มาช้าหน้าหนึ่งก้าว คนขายเนื้อถูกกรมการพระนครตัดสินตัดศีรษะไปแล้ว

เขาสามารถเล่าความจริงในการฆ่าคน และรายละเอียดได้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง ดูจากท่าทางคือฆาตกรอย่างไม่ต้องสงสัย

หลังเลขานุการซุนแห่งกรมอาญาซักถาม เรียกให้คนพาฆาตกรไปขัง จากนั้นประสานทั้งสองข้างขึ้นเคารพโสวฝู่ฉู่ “โสวฝู่ คดีนี้ท่านได้ร่วมซักถามด้วยตนเอง จากที่ท่านเห็น รัชทายาทตัดสินผิดพลาดหรือไม่?”

เลขานุการซุนเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ได้สองเดือน เดิมคือผู้ช่วยเจ้าสำนักงานผูกขาดเกลือและเหล็ก ต่อมาได้รับการเสนอเข้าสู่กรมอาญา รับผิดชอบเป็นเลขานุการกรมอาญา ถือว่าทะยานขึ้นมา

เป็นคนเฉียบขาดคล่องแคล่ว ตั้งแต่เกิดคดีฆาตกรรมขึ้นติดต่อกันหลายคดีในเมืองหลวง เขาพยายามเร่งรัดกรมการพระนครคลี่คลายคดี ให้กำจัดเวลาในการคลี่คลายคดีกับกรมการพระนคร ก็คือคำสั่งของเขา

โสวฝู่ฉู่พลิกอ่านหนังสือฎีกาของคดี หลายรอย ก่อนเสียงเข้ม “คนผู้นี้ให้การตรงกับความจริงในคดีฆาตกรรม และรายละเอียดในการฆ่ากับการตรวจสอบทั้งหมดคล้ายคลึงกัน ดูแล้ว เขาคือฆาตกรตัวจริงอย่างไม่ต้องสงสัย”

เลขานุการซุนจึงเอ่ยว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ พรุ่งนี้ข้าน้อยกราบทูลต่อฝ่าบาท นอกจากรายงานคดีนี้แล้ว ยังต้องร้องเรียนรัชทายาท โสวฝู่ต้องการร่วมลงชื่อกล่าวโทษด้วยหรือไม่ขอรับ?”

โสวฝู่ฉู่มองใบหน้าใจร้อนอยากสมใจของเลขานุการซุนนั้น แล้วเอ่ยว่า “ใต้เท้าซุน เจ้ารายงานแค่คดีนี้ก็พอแล้ว เมื่อรายงานคดีนี้แล้ว จะร่วมหรือไม่ล้วนไม่ต้องรีบ ฮ่องเต้ทรงตัดสินพระทัยเอง”

เลขานุการซุนเอ่ยอย่างน่าเกรงขามเที่ยงธรรมว่า “ข้าน้อยคิดว่า คดีคือคดี คดีตรวจสอบเพียงเพื่อประหารชีวิตฆาตกร แต่รัชทายาททรงตัดสินคดีผิดพลาดสังหารผู้บริสุทธิ์ รัชทายาทเป็นเจ้ากรมการพระนคร เป็นเจ้าหน้าที่ต้องคุ้มครองดูแลราษฎร ทว่ากลับเห็นชีวิตคนเป็นผักปลาเช่นนี้ โสวฝู่ไม่ควรทำเป็นไม่สนใจ”

โสวฝู่ฉู่เอ่ยว่า “หากเจ้าต้องการถวายฎีกา ไม่จำเป็นต้องถวายในการประชุมเช้าพรุ่งนี้ สามารถเสนอแก่เน่ย์เก๋อให้ข้าตรวจสอบก่อน แล้วค่อยถวายฝ่าบาท เช่นนี้สามารถรักษาเกียรติของรัชทายาทไว้ได้”

เลขานุการซุนกลับเอ่ยว่า “ข้าน้อยคิดว่าไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก เมื่อชัดเจนแล้วว่าต้องรายงานคดีนี้ เหตุใดจึงไม่สามารถกราบทูลได้ และข้าน้อยคิดว่าเกียรติของรัชทายาทถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่อาจเปรียบกับชีวิตคนได้”

โสวฝู่ฉู่เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “เช่นนั้นเจ้ากราบทูลเถิด ข้าได้รับคำสั่งให้มาตรวจสอบคดีนี้ ข้าเพียงนำความจริงเรื่องจริงกราบทูลต่อฝ่าบาท ส่วนร่วมหรือไม่ ใต้เท้าซุนจัดการตามที่เห็นควรเถิด”