บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 672 เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเป็นคนร้ายหรือไม่

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 672 เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเป็นคนร้ายหรือไม่ ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 672 เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเป็นคนร้ายหรือไม่ เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 672 เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเป็นคนร้ายหรือไม่ บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 672 เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเป็นคนร้ายหรือไม่ ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 672 เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเป็นคนร้ายหรือไม่

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 672 เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเป็นคนร้ายหรือไม่ นวนิยาย

หยวนชิงหลิงอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน ยืนอยู่ด้านหลังฮ่องเต้หมิงหยวน แล้วพูดเสียงเบาว่า: "เสด็จพ่อ ทอดพระเนตรน้องสามีของข้าสิเพคะ"

ฮ่องเต้หมิงหยวนหันพระพักตร์มา ยื่นพระหัตถ์ทั้งสองข้างออกไป หยวนชิงหลิงวางเด็กน้อยลงในพระหัตถ์ของพระองค์ เด็กน้อยหนักมากจนแทบอุ้มไม่ไหว พระองค์ขมวดคิ้ว "เป็นเด็กผู้ชายรึ? น้ำหนักเยอะเสียจริง กินเสียจนอ้วนท้วนขนาดนี้ ทรมานแม่ของเจ้านัก"

เด็กน้อยที่เพิ่งเกิดนอนหลับอย่างไม่ยินดียินร้าย เมื่อได้ยินเสียงนี้ ก็ทำท่าทางราวกับได้ยินอะไรที่แสลงหูมาก จึงเอียงหัวเล็ก ๆ ไปด้านข้าง เผยให้เห็นใบหูขนาดใหญ่ที่ดึงดูดพระทัยฮ่องเต้หมิงหยวนอย่างยิ่ง

หัวเหลี่ยมหน้าผากกว้าง ดูแล้วเป็นลักษณะของผู้มีวาสนาดี

ฮ่องเต้หมิงหยวนยิ่งเห็นก็ยิ่งชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่อย ๆ กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น เจ้าสิบของพระองค์เกิดแล้ว ทั้งยังหนักพอ ๆ กับก้อนหินเลยทีเดียว

ฮู่เฟยลืมตาขึ้นมองพระองค์ด้วยแววตาเป็นประกาย ได้เห็นแววตารักใคร่ของพ่อที่ปรากฎในดวงเนตรของพระองค์ น้ำตาก็รินไหลออกมาอีกครั้ง ทำไมหลังจากได้เป็นแม่คนแล้ว นางถึงได้อยากร้องไห้อยู่เรื่อยเลยนะ?

“ขอฝ่าบาทโปรดทรงประทานชื่อให้เขาด้วยเถิดเพคะ” ฮู่เฟยพูดเสียงแผ่วเบา

ฮ่องเต้หมิงหยวนทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เรียกว่าเจ้าหินก่อนไปก่อนแล้วกัน หลังจากนี้ค่อยทูลขอให้ไท่ซ่างหวงประทานชื่อให้”

ฮู่เฟยพูดทวนคำว่า "ก้อนหิน" สองคำนี้ ยิ้มพลางพูดว่า "ฝ่าบาททรงปราดเปรื่องยิ่งนัก ชื่อนี้ตั้งได้ดีเหลือเกินเพคะ"

ทุกคนในตำหนักต่างคุกเข่าลง เพื่อแสดงความยินดีและรอรับพระราชทานรางวัล

แม้แต่หยวนชิงหลิงก็คุกเข่าลงด้วยเช่นกัน

ฮ่องเต้หมิงหยวนทอดพระเนตรหยวนชิงหลิง ตื่นเต้นยินดีเป็นล้นพ้น ตรัสขึ้นว่า "ข้าขอมอบรางวัลให้เจ้าเป็นทองคำพันชั่ง!"

หยวนชิงหลิงรีบกล่าวขอบคุณในพระกรุณา ยิ้มอย่างซุกซนขณะเอ่ยว่า "ขอบพระทัยเสด็จพ่อสำหรับหนังสือรับรองหนี้สินเพคะ"

ฮ่องเต้หมิงหยวนรู้สึกกระอักกระอ่วนพระทัยไม่น้อย แต่วีรบุรุษไม่กินการสูญเสียที่เกิดขึ้นในทันที * (เป็นสำนวนที่หมายถึงเมื่อตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ต้องสามารถยอมถอยเพื่อที่จะไม่ตกเป็นเบี้ยล่างในขณะนั้น) อดทนต่อความโกรธนิดหน่อยดีกว่าถูกถอนหงอก

ฮู่เฟยพูดด้วยท่าทีเหน็ดเหนื่อยว่า “ฝ่าบาท ทุกคนกำลังรอท่านอยู่ข้างนอก ท่านออกไปเถิดเพคะ หม่อมฉันเหนื่อยแล้ว อยากนอนเสียหน่อย”

ถ้าฮู่เฟยไม่เตือน ฮ่องเต้หมิงหยวนก็คงลืมเรื่องงานเลี้ยงของวันนี้ที่จัดขึ้นในวังไปแล้ว จึงส่งเด็กน้อยให้แม่นม กำชับให้ฮู่เฟยพักผ่อนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนสองสามประโยค จึงค่อยหันหลังเสด็จออกไป

หยู่เหวินเห้าอยู่นอกตำหนักสู้ซิน ย่อมต้องรู้ข่าวดีเป็นธรรมดา เมื่อเห็นฮ่องเต้หมิงหยวนเสด็จออกมา เขาก็รีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยพยุง "เสด็จพ่อ ท่านช้าลงหน่อยเถิด"

“พอเลย!” ฮ่องเต้หมิงหยวนจิกสายพระเนตรใส่เขาแวบหนึ่ง เห็นอยู่ว่าทำดีหวังผลชัด ๆ  “ หลังจากนี้ทุกคนล้วนได้รับรางวัลหมดทุกคนนั่นล่ะ ”

หยู่เหวินเห้ายิ้มอย่างสดใส "ขอบพระทัยเสด็จพ่อ"

ฮ่องเต้หมิงหยวนก้าวเดินไปได้สองสามก้าว จู่ ๆ ก็นึกถึงเรื่องของพระชายาอานขึ้นมาได้ จึงตรัสถามว่า “ภรรยาของเจ้าสี่ทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง?”

หยู่เหวินเห้าตอบว่า: "ตอนนี้อยู่ในตำหนักของกุ้ยเฟยพ่ะย่ะค่ะ ได้ยินว่าอาการไม่ค่อยดีนัก ไต้เท้าฝูได้ไปสืบสวนเพื่อตามหาตัวคนร้ายแล้ว"

“หาตัวพบหรือไม่?”

“ ยังอยู่ในระหว่างสืบสวนพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่พบว่ามีนักฆ่าลอบเข้ามา ” หยู่เหวินเห้าตอบ

ฮ่องเต้หมิงหยวนหันไปสั่งมู่หรูกงกงว่า “ส่งหมอหลวงไปเพิ่มอีกสองคน อย่างไรก็ต้องช่วยชีวิตพระชายาอานให้จงได้”

“พ่ะย่ะค่ะ!” มู่หรูกงกงหันหลัง รีบไปทำตามรับสั่งทันที

ฮ่องเต้หมิงหยวนตรัสกับหยู่เหวินเห้าว่า: "ภรรยาของเจ้าสี่เกิดเรื่องในวัง ส่วนกองทหารรักษาพระองค์ตรวจสอบไม่พบนักฆ่า คิดว่าน่าจะเป็นความแค้นส่วนตัว วันนี้เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองเรื่องยินดีร่วมกัน ปิดเรื่องนี้ไว้ก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงความเคลือบแคลงสงสัยของพวกขุนนางและประชาชน เจ้าออกไปพร้อมข้าแล้วกัน”

“พ่ะย่ะค่ะ!” หยู่เหวินเห้าตอบรับ

ในสวนว่าง บรรยากาศยิ่งสูงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง เรื่องของพระชายาอานถูกความปิติยินดีของฮ่องเต้ที่ได้พระโอรสในวัยกลางคนปกปิดจนแน่นสนิท ถึงขั้นทำให้ทุกคนลืมเรื่องนั้นไปได้อย่างสิ้นเชิง

คำชมเชยหลั่งไหลมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ล้วนไม่พ้นคำพูดประเภทว่า วันนี้เป็นวันแห่งมงคลควรแก่การเฉลิมฉลองร่วมกัน การประสูติขององค์ชายสิบ เป็นดั่งการเพิ่มดอกไม้บนผ้าทอลาย (* เป็นสำนวน หมายถึงการประดับตกแต่งสิ่งที่สวยงามอยู่แล้วให้สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก  มักใช้เปรียบเปรยถึงการกระทำที่ไม่จำเป็น ) ต่างตบเท้ากันหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย

มีการเชิญสำนักดาราศาสตร์มาอีกครั้ง สำนักดาราศาสตร์ทูลต่อหน้าพระพักตร์ว่า เมื่อคืนนี้เกิดปรากฏการณ์ดาวห้าดวงเรียงร้อยเชื่อมต่อกัน ถือเป็นลางมงคลอันยิ่งใหญ่ เป็นช่วงเวลาประสูติขององค์ชายสิบ ซึ่งถือเป็นลางมงคลมากเช่นกัน

ในตอนที่ฮ่องเต้หมิงหยวนได้ยินเรื่องนี้ ก็ทรงปิติยินดีมาก จนถึงกับหลุดกิริยาท่าทางเหมือนคนโง่ออกมาเลยทีเดียว รีบตรัสถามถึงเรื่องการตั้งชื่อเล่นว่าก้อนหินนั้น จะเป็นชื่อที่เหมาะสมหรือไม่?

คนจากสำนักดาราศาสตร์ก็นับนิ้วคำนวณอีกครั้ง จากนั้นก็พยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า "ดีพ่ะย่ะค่ะ ดียิ่ง ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ก้อนหินอยู่กับดิน ถือเป็นรากฐาน องค์ชายสิบจะกลายเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ ช่วยเหลือเสด็จพ่อและเสด็จพี่ในวันข้างหน้า”

ทุกคนมีความสุขเหลือเกินแล้ว สำคัญที่สุดคือฮ่องเต้หมิงหยวนมีความสุขเหลือเกินแล้ว จนตราหนังสือสัญญาหนี้ด้วยวาจาไปหลายฉบับเลยทีเดียว

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยไม่ได้มาที่สวนว่าง แต่นั่งอยู่ที่ตำหนักสู้ซิน เป็นธรรมดาที่เขาไม่สามารถเข้าไปพบฮู่เฟยได้ เพียงแต่เมื่อครู่เขาตกใจแทบตาย จนตอนนี้ก็ยังเดินไม่ไหว จึงต้องนั่งพักเอาแรงอยู่ด้านนอก เพื่อให้หัวใจที่เต้นกระหน่ำค่อย ๆ กลับมาสู่สภาวะปกติ

ทางฮู่เฟยนั้น ต้องการการดูแลและพยาบาลที่รัดกุมอย่างยิ่ง ด้วยกลัวจะเกิดการติดเชื้อ หยวนชิงหลิงจึงอยู่ดูแลข้างใน ส่วนอาซี่กับย่าหยวนออกมาข้างนอกแล้ว

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยรู้จักท่านอาวุโสผู้นี้ ว่านางมาจากแคว้นต้าซิ่ง จึงรีบเก็บสีหน้าลดความเย่อหยิ่งจองหองในอดีตลงอย่างรวดเร็ว ก้าวขึ้นไปข้างหน้าเพื่อคารวะ กล่าวขอบคุณในการช่วยเหลืออันมหาศาลของนาง

ย่าหยวนไม่รู้จักเขา อาซี่จึงบอกว่าเขาเป็นพ่อของฮู่เฟย ย่าหยวนยิ้มน้อย ๆ แล้วพูดว่า " ฮู่เฟยกล้าหาญมาก สภาพหลังการผ่าตัดของนางก็ไม่เลว ตอนนี้แค่ต้องคอยสังเกตว่าจะมีการติดเชื้อหรือไม่ ถ้าตัดเรื่องนี้ออกไปได้ก็ไม่มีอะไรน่ากังวลแล้ว ท่านเจ้าพระยาวางใจได้"

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยพูดซ้ำ ๆ ว่า: “ขอรับ ขอขอบคุณฮูหยินใหญ่ยิ่งนัก ครั้งนี้ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่านกับพระชายารัชทายาทแล้ว”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ข้าแค่ทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น” ย่าหยวนตอบกลับ

เมื่อย่าหยวนออกไป ก็มีคนจากตำหนักของไทเฮามารออยู่ บอกว่าจะขอเชิญฮูหยินใหญ่ไปตรวจชีพจรให้แก่ไทเฮา

เป็นธรรมดาที่ฮูหยินใหญ่ย่อมไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ จึงเดินตามนางข้าหลวงไป

ทางฝั่งไทเฮาได้รับข่าวดีแล้ว เดิมทีคิดว่าอยากจะมาทันที แต่เพราะยังเวียนหัวอยู่และเดินไม่ไหว จึงยังไม่ได้มา

หลังจากที่ฮูหยินใหญ่มาถึง พระนางก็ไม่คำนึงถึงสถานะไทเฮาของตน พยายามจะลุกขึ้นไปแสดงการคารวะ ฮูหยินใหญ่เห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปประคองพระนางให้นั่งลงดี ๆ แล้วพูดว่า "หัวข้าจะหลุดจากบ่าได้นะเพคะ"

ไทเฮาตรัสอย่างไม่ทิ้งความซาบซึ้งพระทัยว่า “ฮูหยินใหญ่กับพระชายารัชทายาทช่วยชีวิตหลานชายของข้าไว้ การคารวะนี้ของข้า เจ้าสมควรได้รับมัน”

ฮูหยินใหญ่ยิ้มพลางพูดว่า "คำพูดนี้ของไทเฮาถือข้าเป็นคนนอกไปแล้วเพคะ ข้าไม่ได้ช่วยอะไรมากมายหรอก เพียงแค่ออกใบสั่งยาไว้ให้สองชุด หากท่านยืนกรานว่าจะให้รางวัล เช่นนั้น ก็ควรเป็นรางวัลของพระชายารัชทายาททั้งหมดเพคะ"

เมื่อไทเฮาทรงเห็นว่า ฮูหยินใหญ่ทั้งถ่อมตนและมีจิตใจโอบอ้อมอารีเช่นนี้ ก็ยิ่งรู้สึกชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากพูดคุยกันครู่หนึ่ง ก็พบว่าสามทัศนคติสอดคล้องกันยิ่งนัก (*ได้แก่ทัศนคติต่อโลก ทัศนคติต่อชีวิต และทัศนคติต่อคุณค่า) สามารถพูดคุยกันได้อย่างถูกคอ ไทเฮาจึงเชิญฮูหยินใหญ่มาพักในวังเป็นการชั่วคราว

อีกด้านหนึ่ง หลังเจ้าพระยาเจิ้งเป่ยได้พักผ่อนในตำหนักสู้ซินแล้ว ก็คิดจะออกไปที่สวนว่าง เพิ่งจะมาถึงหน้าประตู ก็เห็นใต้เท้าฝูรองผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ นำกองทหารเข้ามาหยุดเขาไว้ "ท่านเจ้าพระยา ข้าน้อยมีคำถามบางอย่างที่อยากจะถามท่านสักหน่อย"

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยมองใตัเท้าฝู แล้วพูดขึ้นว่า "ถามมาสิ มีอะไรรึ?"

ใต้เท้าฝูประสานมือคำนับ "ขอถามท่านเจ้าพระยาว่า เมื่อครู่ท่านได้ไปที่อุทยานหลวงหรือไม่?"

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยพยักหน้า “ถูกต้อง ข้าได้ไปที่นั่น มีอะไรรึ?”

มีแสงวาบเป็นประกายผ่านดวงตาของใต้เท้าฝู “ถ้าอย่างนั้น ท่านเจ้าพระยาได้ไปที่ศาลาจันทร์เสี้ยวหรือไม่?”

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยพูดอย่างไม่พอใจว่า “ถ้าเคยไปแล้วจะทำไมรึ? ข้าไปที่นั่นไม่ได้หรืออย่างไรกัน?”

ใต้เท้าฝูถามย้ำว่า: “ท่านเจ้าพระยา โปรดคิดให้ชัดเจนด้วย ว่าท่านเคยเข้าไปหรือไม่?”

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยเย่อหยิ่งลำพองมานานหลายปี ไม่ว่าใครจะพูดกับเขา ล้วนต้องให้เกียรตินอบน้อมมาตลอด แต่ใต้เท้าฝูกลับทำเหมือนกำลังสอบปากคำเขาในฐานะผู้ต้องสงสัย นั่นทำให้เขาโกรธมาก “ ข้าจะเข้าไปหรือไม่ได้เข้าไป มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย ? หรือฝ่าบาททรงมีคำสั่งเข้มงวด ไม่ให้ข้าเข้าไปในศาลาอย่างนั้นรึ? ”

ใต้เท้าฝูสีหน้าเย็นเฉียบ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอเชิญท่านเจ้าพระยาไปที่กรมวังพร้อมกับข้าน้อยด้วย”

กรมวัง เป็นสถานที่ที่ใช้สอบปากคำผู้ต้องหาที่มีคดีความภายในวัง เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยจะไม่รู้ได้อย่างไร? เมื่อได้ยินว่าใต้เท้าฝูคิดจะนำตัวเขาไปที่กรมวัง ชั่วขณะนั้นเขาก็ถึงกับโกรธจัด "ข้าทำอะไรผิดอย่างนั้นรึ? ไม่ใช่แค่ไปเดินเล่นที่อุทยานหลวงหรืออย่างไร? มันมีความผิดจนถึงกับต้องถูกจับถูกขังเลยเชียวรึ?"

ใต้เท้าฝูมองเขา สีหน้าแข็งทื่อดั่งเหล็กพูดแบบไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น: “ท่านเจ้าพระยาไม่รู้หรือว่า มีคดีทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นในอุทยานหลวง ? พระชายาอานได้รับบาดเจ็บสาหัสในศาลาจันทร์เสี้ยว ตอนนี้อยู่สภาพเป็นตายเท่ากัน ฝ่าบาททรงมีบัญชาให้ข้าน้อยมาตรวจสอบคดีนี้ มีคนเห็นเหตุการณ์เล่าว่าตอนที่เกิดเรื่อง เห็นท่านเจ้าพระยาเดินออกมาจากศาลาจันทร์เสี้ยว แล้วในเวลานั้นพระชายาอานก็อยู่ในศาลาจันทร์เสี้ยวพอดี "

เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยตกใจจนหน้าซีด “อะไรนะ คนที่อยู่ในศาลาคือพระชายาอานรึ?”