บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 685 เสียงนั้นดูเหมือนจะเป็น

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 685 เสียงนั้นดูเหมือนจะเป็น ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 685 เสียงนั้นดูเหมือนจะเป็น เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 685 เสียงนั้นดูเหมือนจะเป็น บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 685 เสียงนั้นดูเหมือนจะเป็น ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 685 เสียงนั้นดูเหมือนจะเป็น

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 685 เสียงนั้นดูเหมือนจะเป็น นวนิยาย

หยวนชิงหลิงเห็นเงาคนไหววูบอยู่ข้างนอก ดูจากรูปร่างที่เห็น ก็น่าจะเป็นอะหลูที่มาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ หยวนชิงหลิงอดคิดถึงการวิเคราะห์ของเจ้าห้าไม่ได้ ถ้าคนร้ายคืออะหลู ไม่ใช่เจ้าพระยาเจิ้งเป่ยจริง ๆ เมื่อนางรู้แล้วว่าสามารถช่วยชีวิตพระชายาอานไว้ได้ นางจะคิดหาวิธีทำร้ายอีกหรือไม่?

แต่ว่ากันตามจริงก็ไม่น่าจะเป็นนาง เพราะได้ยินมาว่าพระชายาอานเคยตื่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง ถ้าอะหลูเป็นคนร้ายจริง พระชายาอานจะต้องบอกให้อ๋องอานรู้อย่างแน่นอน

นางไม่มีเหตุผลที่จะต้องปกป้องอะหลู เพราะนางไม่เพียงทำร้ายพระชายาอานคนเดียวเท่านั้นแต่ยังฆ่าลูกที่อยู่ในท้องไปอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่า อ๋องอานไม่ได้สังเกตเห็นการปรากฏตัวของอะหลู เพราะนางแค่ยื่นหน้าเข้ามาดูแวบเดียว จากนั้นก็หลบฉากไปอย่างรวดเร็ว วิธีการลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้ ในมุมมองของหยวนชิงหลิงแล้ว นางมองว่ามันมีปัญหาแน่นอน

ดูเหมือนว่า คงต้องสอบสวนเกี่ยวกับสถานการณ์ของพระชายาอานสักหน่อยแล้ว ขอเพียงนางสามารถเข้ามาได้อย่างเปิดเผย

เมื่อเห็นว่านางหลบหนีไป หยวนชิงหลิงก็ไม่คิดจะไปใส่ใจอีก นางนวดขมับเบา ๆ แล้วหลับตาเพื่อลดเลือดคั่งตามเส้นเลือดฝอยในดวงตาลงบ้างเล็กน้อย แค่เย็บแผลให้เจ้าห้าเสร็จ นางก็เหนื่อยจนแทบไม่ไหวแล้ว

หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป ก็ได้ยินเสียงอ๋องอานเรียก: "พระชายารัชทายาท เจ้าดูสิ ในขวดนั้นไม่มีน้ำเหลืออยู่แล้ว"

หยวนชิงหลิงลุกขึ้น หยิบขวดจากกล่องยาแล้วเอาขึ้นไปแขวนต่ออีก จากนั้นมองไปที่ถุงปัสสาวะ มีปัสสาวะอยู่ในนั้นบ้างแล้ว

นางหยิบโถปัสสาวะขึ้นมาเทปัสสาวะออก จากนั้นค่อยบิดฝาแล้วยื่นให้อะฉ่าย "เททิ้งเสียเถอะ"

อะฉ่ายรีบเข้าไปรับมาอย่างลนลาน "พระชายารัชทายาท ท่านสอนข้าน้อยเถิดเพคะว่าต้องทำอย่างไร เรื่องเช่นนี้ไม่อาจให้ท่านทำได้นะเพคะ"

“ไม่เป็นไร!” หยวนชิงหลิงล้างมือในอ่างที่อยู่ข้าง ๆ “หลังจากนี้ข้าจะสอนเจ้าก็แล้วกัน อย่างไรก็ยังต้องสอดท่อปัสสาวะในช่วงหลายวันนี้ ตัวข้าก็ไม่อาจอยู่ดูอาการที่นี่ได้ตลอดด้วย”

อ๋องอานจับตาดูนางอยู่ตลอดเวลา ดวงตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินที่นางพูด เขาก็เงยหน้าขึ้น “ในอีกหลายวัน?”

หยวนชิงหลิงแก้คำพูดใหม่ "ข้าคิดในแง่ดีนะ"

ดวงตาของอ๋องอานกลับไปมืดทะมึนลงอีกครั้ง “คงต้องมองในแง่ดีให้มากกว่านี้แล้วจริง ๆ”

หยวนชิงหลิงเปลี่ยนออกซิเจนออก เมื่อเห็นว่าการหายใจของพระชายาอานเสถียรแล้ว จึงค่อยฟังเสียงหัวใจ แล้วค่อยสำรวจดูรูม่านตา พบว่าทุกอย่างล้วนดีขึ้นอย่างชัดเจน

แต่ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ อาการเลือดออกภายในก็ยังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ ดังนั้นจึงยังไม่อาจวางใจได้ทั้งหมด

หลังจากผ่านไปอีกราว ๆ หนึ่งก้านธูป พระชายาอานก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

เมื่ออ๋องอานเห็นดังนั้น ก็ทิ้งตัวลงคุกเข่าที่ข้างเตียงแล้วกุมมือนางไว้ทันที “เหยียนเอ๋อ”

พระชายาอานมองเขา แววตาดูเลื่อนลอยไร้ทิศทางเล็กน้อย ราวกับว่าสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็ค่อย ๆ รวบรวมสามาธิได้ น้ำตาไหลอาบเต็มสองตา “ท่านอ๋อง....”

เสียงนั้นแผ่วเบา แต่ก็สามารถได้ยินน้ำเสียงอ่อนระโหยที่เรียกขึ้นมาได้

ดวงตาของนางค่อย ๆ เลื่อนมาช้า ๆ เมื่อเห็นหยวนชิงหลิง นางก็พยายามอย่างหนักเพื่อเค้นรอยยิ้มจากมุมปากอันซีดเซียวของนางออกมา "ขอบคุณ ... "

หยวนชิงหลิงพยักหน้าเล็กน้อย

อะฉ่ายร้องไห้ด้วยความดีใจ “พระชายา ท่านตื่นมาได้เสียที ช่างดีเหลือเกินเพคะ”

พระชายาอานหันกลับมามองอ๋องอานอย่างยากลำบาก "คนร้าย..."

นางสูดลมหายใจเฮือกหนึ่ง เห็นได้ชัดว่ารู้สึกทรมานเล็กน้อย จึงต้องหยุดหายใจเพื่อจะพูดต่อ

อ๋องอานคิดว่านางจะถามเรื่องของคนร้าย จึงพูดว่า "เจ้าวางใจเถอะ คนร้ายจะต้องถูกประหารชีวิตแน่ ข้าจะล้างแค้นให้ลูกของเรา"

พระชายาอานหลับตาลง ราวกับกำลังอดทนต่อความเจ็บปวด มืออันสั่นเทาลูบที่หน้าท้อง น้ำตาหยาดหยดรินไหลไม่หยุด

มีคนเดินเข้ามาเงียบ ๆ เสียงฝีเท้าเบามากจนแทบไม่ได้ยิน มีเสียงสั่นไหวของทองที่กระทบกับหยกจนเกิดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย หยวนชิงหลิงจึงเงยหน้าขึ้นดู

เดิมทีพระชายาอานหลับตาอยู่ แต่ทันใดนั้นนางก็ลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นว่าอะหลูก็เข้ามาด้วยแล้ว นางเอาแต่จ้องมองอะหลู แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย

อะหลูก้าวขึ้นไปข้างหน้า ถอนหายใจด้วยความโล่งอก "พระชายาตื่นขึ้นมาได้ช่างดีเหลือเกินแล้ว ท่านอ๋องเฝ้าดูแลท่านมาสามวันแล้ว ดูท่านอ๋องก็เหน็ดเหนื่อยจนแทบจะไม่ไหวแล้วเช่นกัน"

พระชายาอานเอาแต่มองดูอะหลูด้วยแววตาสลับซับซ้อน สายตาเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา หยวนชิงหลิงที่ยืนอยู่ข้างนอก เมื่อได้เห็นฉากนี้ ก็เกิดความรู้สึกสงสัยในใจ

แต่อ๋องอานกลับยังจมอยู่ในความสุขที่ได้เห็นพระชายาอานตื่นขึ้นมา จนไม่สังเกตเห็นมัน เมื่อเห็นเปลือกตาของนางหย่อนคล้อยหนัก ๆ หลายครั้ง เขาก็กระซิบว่า: "เจ้าเพิ่งตื่นอย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะ พักผ่อนเงียบ ๆ เถอะ"

พระชายาอานคว้ามือของเขาแล้วคลายมือออกช้า ๆ จากนั้นจึงหลับตาลงช้า ๆ ดูเหมือนจะนอนหลับไปอีกครั้ง

หยวนชิงหลิงยืนอยู่ข้าง ๆ อะหลู นางมีการได้ยินที่ดีมาก ได้ยินเสียงอะหลูถอนหายใจด้วยความโล่งอกเฮือกหนึ่ง

จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า คนร้ายจะเป็นอะหลูจริงๆ?

แต่เจ้าห้าบอกว่า แม้นางจะรู้วรยุทธ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีพลังภายในที่แข็งแกร่งลึกล้ำ จนสามารถทำร้ายพระชายาอานให้บาดเจ็บสาหัสได้ขนาดนี้

เมื่อหยวนชิงหลิงเห็นว่าอะหลูอยู่เฝ้าที่นี่ไม่ไปไหน ก็เรียกอะฉ่ายออกไปแล้วถามว่า "ก่อนหน้านี้ พระชายาอานเคยตื่นขึ้นมาก่อนหรือไม่?"

อะฉ่ายพยักหน้า “ใช่เพคะ พระชายาเคยตื่นมาแล้วครั้งหนึ่ง”

“ตอนที่นางตื่นขึ้น ชายารองหลูอยู่ข้าง ๆ นางด้วยหรือไม่?” หยวนชิงหลิงถาม

อะฉ่ายครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ตอนนั้นข้าน้อยกังวลใจเหลือเกินแล้วเพคะ จำไม่ได้แล้วว่าชายารองหลูอยู่ที่นั่นหรือไม่ แต่ก่อนหน้านี้นางเฝ้าดูแลอยู่ข้าง ๆ กับท่านอ๋องอยู่ตลอด บางทีอาจจะอยู่ที่นั่นเพคะ”

หลังจากชะงักไปชั่วครู่ จู่ ๆ นางก็พูดขึ้นว่า “ใช่ ชายารองหลูอยู่ข้างในด้วยเพคะ ตอนนั้นพระชายาบอกว่านางไม่เห็นหน้าคนร้าย จากนั้น ชายารองหลูยังพูดเกลี้ยกล่อมให้พระชายาพักผ่อนไม่ต้องพูดแล้วด้วยเพคะ”

“เช่นนั้นตอนที่พระชายาเห็นชายารองหลู มีอะไรที่ดูผิดปกติหรือไม่?” หยวนชิงหลิงถาม

อะฉ่ายส่ายหน้า “ไม่มีอะไรผิดปกติเพคะ ในเวลานั้นพระชายาอ่อนแอมากจนพูดไม่ไหว นางตื่นขึ้นมาครู่หนึ่ง จากนั้นก็ผล็อยหลับไปเหมือนเมื่อครู่นี้เลยเพคะ”

หยวนชิงหลิงถามอีกครั้ง: "แล้วตอนที่พระชายาตื่นขึ้นมา ชายารองหลูอยู่ในตำหนักอยู่แล้ว หรือว่าเพิ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก?"

"อยู่ในตำหนักแล้วเพคะ"

ในใจของหยวนชิงหลิงเริ่มมีการคาดเดาความเป็นไปได้ จริง ๆ แล้วพระชายาอานไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้าย แต่ตอนที่นางถูกลอบโจมตี นางอาจจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง

เมื่อครู่ตอนที่อะหลูเดินเข้ามา เสียงฝีเท้าเบามาก จนแทบจะไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเลย แต่ก็ยังพอได้ยินเสียงกระทบกันของเครื่องประดับ แม้ว่าจะเป็นไปได้ที่คนใส่เครื่องประดับทุกคนล้วนสามารถทำเสียงแบบนี้ได้ แต่เมื่อครู่ตอนที่อะหลูเดินเข้ามา เสียงของทองและหยกที่ชนกันกันนั้นฟังดูมีเอกลักษณ์มาก บางทีอาจเป็นเพราะทองนั้นเป็นแบบข้างในกลวง จึงสามารถทำให้เกิดเสียงลักษณะนี้ขึ้นมาได้

และเพราะนั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่พระชายาอานได้ยินก่อนจะถูกโจมตี เสียงนี้จึงคงอยู่ในจิตสำนึกของนาง นางมีความอ่อนไหวต่อเสียงนี้มาก ตอนที่พระชายาอานตื่นขึ้นมาครั้งแรก อะหลูก็อยู่ในตำหนักแล้ว ไม่มีการเคลื่อนไหว ดังนั้นพระชายาอานจึงไม่มีความรู้สึกแปลกใจ

แต่เพราะเมื่อครู่ตอนที่อะหลูเดินเข้าไป นางได้ยินเสียงนั้น ก็เกิดความรู้สึกสับสนขึ้นมาทันที

ดูไปแล้ว เหมือนว่าเจ้าพระยาเจิ้งเป่ยโหวจะถูกใส่ร้ายเข้าจริง ๆแล้ว

เพียงแต่ การที่นางวิเคราะห์เช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าอ๋องอานจะยอมรับมันได้หรือไม่ ถ้านางพูดออกมาแล้วอ๋องอานไม่เชื่อ ในทางกลับกัน มันจะทำให้อะหลูระมัดระวังตัวมากขึ้น แล้วคิดแผนขั้นต่อไปมาทำร้ายพระชายาอานอีก  สุดท้ายแทนที่จะได้แสดงความฉลาดออกมา จะไม่เป็นการแสดงความโง่เขลาออกมาหรอกหรือ

คงทำได้แค่รอให้พระชายาอานตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แล้วพูดความสงสัยที่อยู่ในใจนางออกมา บวกกับการวิเคราะห์ของนาง บางทีอ๋องอานอาจจะยอมฟังเข้าหัวบ้างก็เป็นได้

ท้องฟ้าสว่างขึ้นแล้ว เดิมทีคิดว่าเมื่อคืนหิมะจะตกลงมา แต่สุดท้ายเช้าวันนี้อากาศกลับปลอดโปร่ง อากาศสดชื่นแฝงด้วยความหนาวเย็น หยวนชิงหลิงยืนอยู่หน้าประตูตำหนักสูดหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกหนึ่ง แต่ถูกความเย็นแล่นเข้าปอดเสียจนสำลักเลยทีเดียว

นางข้าหลวงจัดเตรียมอาหารเช้ามาส่งให้ หยวนชิงหลิงกินไปได้ไม่กี่คำ ก็ได้ยินว่ามู่หรูกงกงมา บอกว่าฝ่าบาททรงทราบว่าพระชายารัชทายาทมาแล้ว จึงอยากขอเชิญพระชายารัชทายาทว่าถ้าหากมีเวลาว่างเมื่อไหร่ ก็ให้ช่วยไปเปลี่ยนยาให้ฮู่เฟยสักครั้ง บอกว่าเช้าวันนี้ บาดแผลของฮู่เฟยมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย ฝ่าบาททรงกังวลพระทัยว่าหมอหญิงจะมือเท้างุ่มง่าม อย่างไรเสียพระชายารัชทายาทก็อยู่ที่นี่พอดี จึงมีพระประสงค์ให้นางช่วยไปเปลี่ยนยาสักครั้ง

แต่พระดำรัสของฮ่องเต้หมิงหยวนนั้นชัดเจนมาก ว่าจะรอให้พระชายารัชทายาทมีเวลาว่างแล้วถึงค่อยไป