บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 737 สียนเฟยสิ้นแล้ว

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 737 สียนเฟยสิ้นแล้ว ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 737 สียนเฟยสิ้นแล้ว เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 737 สียนเฟยสิ้นแล้ว บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 737 สียนเฟยสิ้นแล้ว ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 737 สียนเฟยสิ้นแล้ว

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 737 สียนเฟยสิ้นแล้ว นวนิยาย

หยวนชิงหลิงส่ายหัว พร้อมพูดขึ้นว่า “ข้าอยู่ที่นี่ ส่งนางแทนเจ้าห้า”

กู้ซือพยักหัว พร้อมพูดขึ้นว่า “ก็ดี จะได้ไม่เป็นการไร้ญาติขาดมิตร”

ภายนอกตำหนัก มีนางข้าหลวงถอดโคมไฟสีแดงลง ความมืดมนเข้ามาแทนที่ในทันใด หยวนชิงหลิงยื่นมือจับเสาไว้ เกือบเป็นลมไป

กู้ซือเดินผ่านนางไป นางเหมือนได้ยินเสียงร้องไห้ของหยู่เหวินหลิง เหมือนมองเห็นแววตาที่เจ็บปวดของเจ้าห้า ภายในใจเจ็บปวดทรมานอย่างที่สุด

นางอ่อนล้าไปทั้งตัวไม่มีเรี่ยวแรง หากไม่ใช่เพราะมีบ่าวใช้มาประคองนางไว้ นางเกือบที่จะล้มลงพื้นแล้ว

เสียนเฟยเห็นกู้ซือเข้ามา แววตาแตกสลายอย่างหวาดกลัว ร้องคำรามอย่างบ้าคลั่งว่า “ข้าต้องการพบองค์ชายรัชทายาท ข้าต้องการพบฮ่องเต้ ข้าต้องการพบไทเฮา.....”

กู้ซือพูดขึ้นว่า “เหนียงเหนียง เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเถอะ”

“ไม่ ยังไม่ถึงวันที่สิบห้า ยังไม่ถึงวันอภิเษกของเจ้าหญิง.... เจ้าหญิงจะอภิเษกในช่วงไว้ทุกข์แม่ไม่ได้ งานแต่งนี้จะได้รับการสาปแช่ง ไม่ต้องเข้ามา”น้ำเสียงของเสียนเฟยเคร่งขรึมเหมือนนกเค้าแมวบินอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี แฝงไปด้วยลมหายใจแห่งความสิ้นหวัง

มู่หรูกงกงพูดขึ้นว่า “เสียนเฟยเหนียงเหนียงวางใจ เจ้าหญิงได้รับหวงกุ้ยเฟยเป็นแม่แล้ว วันอภิเษกของนางจะมีแม่คอยอวยพร นี่เป็นคู่งานอภิเษกที่ดี องค์หญิงจะมีความสุข เหนียงเหนียงจากไปอย่างสบายใจเถอะ”

หยวนชิงหลิงค่อยๆเดินกลับมาในตำหนัก พิงอยู่ตรงด้านข้างม่าน มองเห็นเสียนเฟยปัดถาดไม้ที่วางอยู่ด้านข้างทิ้งอย่างบ้าคลั่ง สุราพิษหกเต็มพื้น มีดสั้นก็หล่นตกลงเสียงดัง มีเพียงผ้าขาวผืนนั้น ถูกลมพัดขึ้นมา พันอยู่บนเข่าของนาง นางยื่นมือไปแกะออกยากสุดแรง สีหน้าหวาดกลัว ร้องคำรามอยู่อย่างสุดเสียง

มู่หรูกงกงจึงรีบพูดขึ้นว่า “ในเมื่อเหนียงเหนียงเลือกผ้าขาว ข้าน้อยจะช่วยเหนียงเหนียงเอง”

เขาหยิบผ้าขาวขึ้นมา เห็นเพียงผ้าขาวผืนนั้นปลิวไสวเหมือนดั่งงู ห้อยลงมาจากบนคาน มู่หรูกงกงมัดเป็นปม ผูกตรงคอเสียนเฟย

เสียนเฟยดึงผ้าขาวอย่างบ้าคลั่ง ร้องไห้พร้อมตะโกนพูดขึ้นว่า “หยู่เหวินเห้า เจ้ารีบมา ท่านแม่จะทุกพวกเขาฆ่าตายแล้ว เจ้ารีบมา ช่วยแม่ด้วย แม่ไม่อยากตาย.....”

กู้ซือใช้มีดสั้นปลดเชือกบนตัวของนาง มู่หรูกงกงใช้มือดึงผ้าขาว ผ้าขาวผูกคอเสียนเฟยห้อยขึ้นมา

เท้าทั้งคู่ของนางเพิ่งได้รับอิสระ ตอนนี้กลับลอยอยู่บนอากาศแล้ว

หยวนชิงหลิงค่อยๆคุกเข่าลง พร้อมพูดขึ้นด้วยเสียงกลวงว่า “หยวนชิงหลิงกราบส่งท่านแม่แทนหยู่เหวินเห้า ขอท่านแม่ไปอย่างสงบ”

บนใบหน้าของนางมีน้ำตาไหลลงทั้งสองข้าง ก้มหน้าก้มตาลง ไม่กล้ามองเท้าทั้งคู่ที่ลอยอยู่บนอากาศ รองเท้าปักลายดอกถูกถีบกระเด็น ตกอยู่ตรงหน้าของนาง หนังมองเห็นลายปักงดงามประณีตบนรองเท้า ลวดลายเหมือนดั่งกล้วยไม้ที่สามารถเต้นรำได้

เสียงคำรามร้องไห้หายเงียบไปแล้ว ได้ยินเพียงเสียงครางในลำคอ นางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง รู้สึกเพียงร่างกายอ่อนล้าแข็งทื่อ คนก็แทบจะเป็นลมตายไปแล้ว

เหมือนคิดได้ถึงตอนแรก นางถูกจำคุกอยู่ภายในวัง มองเห็นนางสนมอายุน้อยคนนั้นตายอยู่ตรงหน้าของนาง การมาถึงของชีวิตเต็มไปด้วยปาฏิหาริย์ การหายสาบสูญของชีวิต กลับดูเป็นเหมือนเรื่องล้อเล่นขนาดนี้

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เสียนเฟยถูกปลดลงมา วางลงบนเตียงอรหันต์ ยังไงกู้ซือกับมู่หรูกงกงก็เห็นแก่หยู่เหวินเห้า จัดการร่างของเสียนเฟยอย่างสุภาพ

หยวนชิงหลิงคุกเข่าอยู่บนพื้น ก้มกราบนางสามครั้ง ถือเป็นการตอบแทนให้หยู่เหวินเห้ากับแฝดสามแล้ว

หยู่เหวินเห้านั่งรออยู่ในพระตำหนักฉินคุน เขาเหมือนได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของท่านแม่ขึ้นมาในทันใด ในที่สุดเขาก็วิ่งออกไปยังอดทนไม่ไหว

เขาวิ่งมาจนถึงตำหนักชิ่งหยู มองเห็นหยวนชิงหลิงถูกบ่าวใช้ประคองออกมา ส่วนกู้ซือกับมู่หรูกงกงก็ตามอยู่ข้างหลัง ฝีเท้าของเขาหยุดทันที สายตามองเข้าไปภายในตำหนักอย่างร้อนใจ

ภายในตำหนัก ตอนนี้เหลือเพียงแสงสว่างของเทียนเล่มเดียว แสงไฟสลัว มองอะไรไม่เห็นเลย

ลมหายใจของเขาถี่มาก แทบจะร้องไห้ไปพร้อมกับหายใจ เหงื่อไหลตกลงมาจากหน้าผาก ไม่รู้ว่าหยาดเหงื่อหรือน้ำตาที่ไหลออกจากตา เขาค่อยๆคุกเข่าลง

ในใจของเขาว่างเปล่า ราวกับว่าชีวิตไม่รู้ที่มาในทันใด เสียงลมหวีดดังเข้าหู เขาเงยหน้าขึ้นมองเห็นหยวนชิงหลิงเดินมาอย่างโซเซ เขายื่นมือไปประคองนางไว้ด้วยสัญชาตญาณ แต่ร่างกายของเขาอ่อนแรง ล้มหงายหลังไป

ท้ายทอยชนเข้ากับหินแหลมคม เขารู้สึกค่อนข้างเจ็บ ยื่นมือไปลูบดู เลือดเปื้อนเต็มมือ

หยวนชิงหลิงรีบยื่นมือไปประคองเขาไว้ เขายื่นมือขวาจับแขนของหยวนชิงหลิงไว้ พร้อมพูดขึ้นด้วยแววตาว่างเปล่าว่า “เจ้าหยวน ท่านแม่ของข้าสิ้นแล้ว”

หยวนชิงหลิงกอดเขาไว้แล้วก็ร้องไห้ออกมา

เขาหันไปมองดูมู่หรูกงกงกับกู้ซือ จากนั้นก็กอดหยวนชิงหลิงแล้วลุกขึ้นมาพร้อมกัน เขาพูดขึ้นด้วยเสียงต่ำว่า “ข้าควรที่จะไปพบนางเป็นครั้งสุดท้าย”

หยวนชิงหลิงประคองเขาไว้ ทั้งสองคนเดินโซเซเข้าไปข้างใน

ลมพัดผ่านเข้ามาจากภายนอกตำหนัก พัดจนม่านปลิวไหวเหมือนกำลังเต้นรำ พัดถูกใบหน้าและร่างกายเสียงดังพลั่ก

หยู่เหวินเห้าค่อยๆเดินไป แทบจะกลั้นหายใจ ทันทีนั้นก็หายใจเข้าลึกๆ ราวกับใช้แรงทั้งหมดที่มีสูดลมหายใจจากภายในท้อง แล้วค่อยๆพ่นออกมา

สภาพศพของเสียนเฟยไม่ได้ดูแย่ ดูสงบสุขยิ่งกว่าตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่ มู่หรูกงกงได้แต่งหน้าศพเรียบร้อยแล้ว หลับตาไม่ได้ แต่ผมกับเสื้อผ้าล้วนจัดการอย่างเรียบร้อยแล้ว

สายตาหยู่เหวินเห้าพร่ามัว ค่อยๆยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของเสียนเฟย มือทั้งคู่ปิดตาของนางไว้ ในที่สุดน้ำตาก็ไหลออกมาจากหางตาของเขา

หยู่เหวินหลิงร้องไห้วิ่งเข้ามา ซบเข้าไปกอดร่างของเสียนเฟย ร้องห่มร้องไห้อย่างสุดเสียใจ

ตำหนักหรงเหอ

ไทเฮานอนหลับไปแล้ว จู่ๆก็ตื่นจากความฝันแล้วลุกขึ้นนั่ง เปิดม่านออกอย่างรวดเร็วพร้อมถามขึ้นว่า “ใครกำลังร้องไห้?”

แม่นมรีบเดินเข้ามา คุกเข่าอยู่บนพื้นพร้อมพูดขึ้นว่า “ไทเฮา ไม่มีใครร้องไห้ ท่านฝันร้ายหรือเปล่า?”

“เป็นเสียนเฟย เสียนเฟยกำลังร้องไห้”ไทเฮารีบร้อนจะลงจากเตียง

แม่นมประคองนางไว้ ค่อยๆถอนหายใจพร้อมพูดขึ้นว่า “เมื่อกี้ได้ข่าวมาว่า เสียนเฟยผูกคอสิ้นแล้ว”

มือของไทเฮาแข็งทื่ออยู่กลางอากาศ ค่อยๆชักกลับมา พร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำตาไหลอย่างโศกเศร้าว่า “สิ้นแล้ว?”

“สิ้นใจไปแล้ว”แม่นมพูดขึ้น

ไทเฮายกมือทาบอก รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก น้ำตาก็ไหลลงอย่างหยุดไม่ได้

“ตายแล้ว....ก็ดี นางตายแล้ว คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะได้ทุกข์น้อยลง”ไทเฮาล้มนอนบนเตียง พึมพำพูดขึ้นว่า ผมหงอกที่ยุ่งเหยิงปกคลุมอยู่บนหมอน แล้วนางก็เอามือปิดหน้าร้องไห้ขึ้นมาในทันใด

ห้องทรงพระอักษร

มู่หรูกงกงกลับมาทูลรายงาน

ฮ่องเต้หมิงหยวนนั่งอยู่บนเก้าอี้มังกร ท่าทีเงียบขรึม สีหน้าเหนื่อยล้า

เขาฟังมู่หรูกงกงพูดอยู่อย่างเงียบๆ แล้วใช้กระดาษวางทับฎีกาไว้ มองดูควันบางๆที่พ่นออกมาจากปากกระถางธูปสามขาแกะสลักรูปสัตว์สีทอง แววตาก็ดูค่อนข้างว่างเปล่า พร้อมพูดขึ้นว่า “ไม่ทันใด ผ่านไปแล้วยี่สิบห้าปี ข้ายังจำตอนที่นางเพิ่งเข้ามาอยู่ในจวน”

“ขอแสดงความเสียใจ ฮ่องเต้”มู่หรูกงกงพูดขึ้นด้วยเสียงเบา

ฮ่องเต้หมิงหยวนยื่นมือห้าม พร้อมพูดขึ้นว่า “ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรมากมาย เพียงแค่อายุมากแล้ว มักจะคิดถึงแต่เรื่องตอนที่ยังวัยหนุ่ม ข้ายังจำได้ นางชอบสวมเสื้อผ้าสีดอกบัว เต้นรำได้แย่มาก กลับดีดพิณได้ดี....ยังมีอะไรอีก? เฮ้อ ข้าก็จำไม่ได้แล้ว บางที ข้าอาจจะบกพร่องต่อตระกูลซูบกพร่องต่อนางจริงๆ ถึงได้บีบบังคับให้นางเป็นเช่นนี้”

“ฮ่องเต้ ท่านดีกับตระกูลซูอย่างที่สุดแล้ว ท่านจะสงสัยตนเองเพราะเรื่องของเสียนเฟยไม่ได้”มู่หรูกงกงคุกเข่าลงพร้อมพูดขึ้น

เสียงฮ่องเต้หมิงหยวนกับเสียงลมกระทบกัน พร้อมพูดขึ้นว่า “ข้าไม่ดีกับตัวเองด้วย ข้าเคยพูดกับนางในวันที่นางเข้ามาอยู่ในจวน คนของราชวงศ์จะทำอะไรพูดอะไรตามใจไม่ได้ บนบ่าแบกรับภาระไว้เยอะ จึงถูกลิขิตไว้แล้วว่าคนที่อยู่ข้างกายจะต้องทนทุกข์บ้าง”