บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 78 ทุกคนต่างโกรธเคือง

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 78 ทุกคนต่างโกรธเคือง ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 78 ทุกคนต่างโกรธเคือง เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 78 ทุกคนต่างโกรธเคือง บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 78 ทุกคนต่างโกรธเคือง ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 78 ทุกคนต่างโกรธเคือง

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 78 ทุกคนต่างโกรธเคือง นวนิยาย

บทที่ 78 ทุกคนต่างโกรธเคือง

ฉู่หมิงหยางกล่าวอย่างสลด “ก่อนหน้านี้ท่านแม่ได้บอกให้ข้าอภิเษกกับอ๋องฉู่ แต่ข้าไม่ยอมอภิเษกกับอ๋องฉู่หรอก ทั้งอภิเษกไปก็เป็นเพียงพระชายารอง ข้าไม่ยอมเป็นพระชายารองหรอก”

ดวงตาของฉู่หมิงชุ่ยเปล่งประกาย “อ๋องฉู่นับว่ายังดี ไทเฮามักจะไม่ค่อยตำหนิพระชายาฉู่ เพราะเสียนเฟยผู้เป็นท่านแม่ของเขานั้นเป็นหลานสาวแท้ๆ ของไทเฮา เมื่ออยู่ในความสัมพันธ์นี้ไทเฮาจึงมีความอดทนต่อคนในจวนอ๋องฉู่อย่างมาก เจ้าดูสิ พระชายาที่หลังจากได้รับการแต่งตั้งก็แทบจะไม่ได้เข้าไปถวายบังคมมากนัก ไทเฮากลับไม่เคยตำหนิอะไรเลย”

“อ๋องฉู่……” ในหัวของฉู่หมิงหยางค่อยๆ ปรากฏชายหนุ่มรูปงามขึ้นมา ครั้งสุดท้ายที่ได้พบเขาคือตอนที่อยู่หน้าประตูเมือง ในตอนนั้น เขานำชัยชนะกลับมาอย่างเมืองหลวง เขาควบอยู่บนหลังม้า สวมเกราะทอง ดูสง่างามอย่างมาก

ซึ่งแท้จริงแล้วนางรู้จักกับอ๋องฉู่มาตั้งแต่เล็กแล้ว เพราะว่าตอนนั้นเขาเดินทางมาที่จนบ่อยครั้ง แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าเขามาหาท่านพี่ใหญ่

นางตอบกลับอย่างนิ่งเฉย “ข้าไม่ยินยอมอภิเษกกับอ๋องฉู่หรอก”

ฉู่หมิงชุ่ยตะลึงงัน “เพราะเหตุอันใด?” ที่จริงแล้วนางเข้าใจความคิดของน้องสาวเป็นอย่างดี เพราะแต่ก่อนที่อ๋องฉู่เดินทางมาที่นี่ นางมักจะแอบดูอยู่ที่หน้าประตู

“เขาอภิเษกกับบุตรสาวของตระกูลหยวน สตรีอย่างหยวนชิงหลิงเขายังอภิเษกด้วย ข้าไม่ชื่นชอบเขา” ฉู่หมิงหยางตอบ

“เป็นเพราะการจัดฉากของตระกูลหยวน จึงไร้ซึ่งทางเลือก อีกทั้งเสด็จปู่ยังกล่าวอีกว่าหากเจ้ายอมอภิเษกไป ก็จะให้ อ๋องฉู่หย่าร้างกับหยวนชิงหลิงเสีย”

ฉู่หมิงหยางมองดูนางพลางกระตุกริมฝีปากขึ้น “เพราะเหตุใดท่านพี่ถึงได้พูดโน้มน้าวให้ข้าอภิเษกกับอ๋องฉู่ด้วยเล่า?”

ฉู่หมิงชุ่ยกล่าวตอบ “เพราะข้าหวังดีกับเจ้า อ๋องฉู่เป็นคนดีที่นับว่าหาได้ยาก เจ้าอภิเษกกับเขาจะต้องมีความสุขเป็นแน่”

ฉู่หมิงหยางแสร้งยิ้ม “งั้นหรือ?ดีเช่นนี้ เหตุใดท่านถึงไม่อภิเษกกับเขา?”

ฉู่หมิงชุ่ยชักสีหน้าลงเล็กน้อย “นั่นเป็นเพราะว่าเขาอภิเษกกับหยวนชิงหลิงแล้ว”

“สาเหตุที่เจ้าพระยาจิ้งสามารถจัดการเรื่องที่จวนเจ้าหญิงได้?ไม่ใช่ว่าท่านพี่ใหญ่คอยแอบช่วยเหลือด้วยไม่ใช่หรือ?” ฉู่หมิงหยางกล่าวเย้ยหยัน

ฉู่หมิงชุ่ยถึงกับตกใจหนัก “เจ้าพูดเหลวไหลอะไรกัน?”

ฉู่หมิงหยางยักไหล่ “ในตอนที่ท่านพี่ยังไม่อภิเษก ข้าตัวติดอยู่กับท่านไม่เคยห่าง ในใจท่านคิดสิ่งใด ท่านทำสิ่งใดไป ข้านั้นเข้าใจเป็นอย่างดี ข้าไม่พูดออกมาไม่เป็นหมายความว่าข้าจะเป็นคนเขลา ท่านพี่กลับเถอะ ไม่ต้องกล่าวโน้มน้าวให้มากความ หากข้าจะอภิเษกกับอ๋องฉู่ นั่นเป็นเพราะใจข้ายินยอมที่จะอภิเษกกับเขา แต่จะไม่มีทางอภิเษกเพราะความหวังดีของท่าน คนภายนอกต่างก็รู้ว่า อ๋องฉู่นอกใจท่าน แต่ข้านั้นรู้ดีว่าเป็นท่านเองต่างหากที่เป็นคนเปลี่ยนใจก่อน”

ฉู่หมิงชุ่ยนิ่งอึ้งจนพูดไม่ออก จ้องมองไปยังน้องสาวที่นางคิดมาตลอดว่าเป็นคนไร้ปัญญา แต่กลับคิดไม่ถึงว่านางจะมีความละเอียดถี่ถ้วนเช่นนี้

นางก็นึกถึงคำพูดของท่านย่าที่เคยพูดไว้ ว่าตระกูลฉู่ ไม่มีสตรีคนไหนที่ไร้ปัญญา

ในขณะเดียวกันความสงบมีไหวพริบของตัวนางนั้นเป็นเพียงการเสแสร้งเท่านั้น ส่วนฉู่หมิงหยางท่าทีนิสัยเสียเอาแต่ใจนั้นเป็นเพียงการแสร้งทำของนางด้วยเช่นกัน แล้วภายใต้การแสร้งทำนี้ ภายในนั้นมันแอบซ่อนจิตใจรูปแบบไหนไว้กัน?นางถึงกับประหลาดใจอย่างหนัก

และแล้วก็มีสาวใช้นางหนึ่งวิ่งเข้ามา “พระชายา คุณหนูรอง ฮูหยินใหญ่เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ”

ฉู่หมิงชุ่ยถึงกับตกใจ ถามออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

สาวที่หน้าซีดเผือดเพราะความตกใจเช่นกล่าวตอบกลับ “เมื่อสักครู่นี้ฮูหยินใหญ่ดื่มยาบำรุงไปถ้วยหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ไอออกมาเป็นเลือด ตอนนี้หมดสติไปแล้วเจ้าค่ะ”

ฉู่หมิงชุ่ยจิตใจล่องลอย พลางคร่ำครวญออกมา “สวรรค์ สวรรค์!”

ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างมาขัดคอนางเอาไว้ จนเสียงของนางไม่ยอมหลุดออกมา หายใจก็ไม่ออก จนรู้สึกว่าโลกกำลังหมุนไปมา ก่อนที่ตาจะมืดแล้วหมดสติลงไป

พอนางได้สติขึ้นมา ก็ได้อยู่ในจวนอ๋องแล้ว

อ๋องฉีนั่งอยู่ข้างกายเฝ้าดูนางด้วยความกังวลใจ “ฟื้นแล้วหรือ?”

นางรีบลุกขึ้นนั่ง กุมมืออ๋องฉี พลันถามด้วยร่างที่สั่นเครือ “ท่านย่าเป็นอย่างบ้างเจ้าคะ?”

อ๋องฉีโอบกอดนาง แล้วลูบหลังปลอบประโลมนาง “วางใจเถอะ ท่านไม่เป็นอันใดแล้ว ลำคอได้รับบาดเจ็บ จากนี้ไปไม่สามารถพูดได้อีกแล้ว。”

ไม่สามารถพูดได้อีก?

ฉู่หมิงชุ่ยราวกับคนไร้สติ ร้องไห้ไป แล้วก็พลันหัวเราะออกมา “ช่างโหดร้าย ช่างโหดร้ายจริงๆ”

อ๋องฉีมองนางด้วยความสงสัย “เป็นอะไรไป?ผู้ใดโหดร้าย?”

ฉู่หมิงชุ่ยนึกถึงท่าทางอันเย็นชาของเสด็จปู่ แล้วก็คิดถึงความโหดร้ายของเขา เป็นฮูหยินมาหลายปี เพียงแค่กล่าวว่าร้ายแม่นมสี่เพียงแค่ประโยคเดียว ก็ถึงกับได้รับพิษจนเป็นใบ้

นางถึงกับนึกหวาดกลัวขึ้นมา

นางที่อยู่ในอ้อมกอดของอ๋องฉีร้องไห้ออกมาอย่างหนัก

“ท่านย่าชรามากแล้ว ต้องทุกข์ทรมานเช่นนี้ ช่างโหดร้ายจริงๆ”

อ๋องฉีลูบผมปลอบใจนาง

“ข้าได้ยินมาว่า เป็นสาวใช้นางหนึ่งในจวนอ้างว่าได้นำยาบำรุงมาต้มเป็นซูปให้ท่านย่าของเจ้าด้วยความผิดพลาด ร่างกายของท่าย่าของเจ้าไม่รับยาบำรุง จึงติดอยู่ที่คอจนไร้เสียง วันหลังส่งให้หมอหลวงเข้าไปตรวจดูอาการ ไม่ได้รุนแรงอะไรมากนัก”

ฉู่หมิงชุ่ยได้แต่ด่าทอความโง่เขลาของอ๋องฉีอยู่ในใจ ข้ออ้างไร้สาระเช่นนี้เขายังเชื่อได้อีก

คนที่โง่เขลาไร้เดียงสาเช่นนี้ จะเป็นที่พึ่งพาของนางได้อย่างไรกัน ?แล้วไหนจะเรื่องการแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทอีกเล่า?นี่เป็นครั้งแรกที่ฉู่หมิงชุ่ยรู้สึกว่าตัวเองได้เลือกผิดคนเสียแล้ว

หากเป็นท่านพี่เห้า เขาก็คงจะรู้ว่าข้อมูลเหล่านี้ความไม่ชอบมาพากลแล้ว ทั้งยังจะเพิ่มมาตรการป้องกันอีกด้วย ซึ่งเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกถึงความปลอดภัยอย่างมาก เมื่อนึกถึงหยู่เหวินเห้า ใจของนางก็เจ็บปวดขึ้นมา

ตอนแรกที่จัดฉากให้เขา เป็นเรื่องที่ขัดไม่ได้ เพราะเสด็จปู่ในตอนนั้นตัดสินใจที่จะสนับสนุนอ๋องฉีอย่างเต็มที่ ประกอบกับการที่ไท่ซ่างหวงป่วยหนักจนไม่อาจปกป้องส่งเสริมท่านพี่เห้า นางจึงต้องจำใจทอดทิ้งเขาไป

นางไม่เต็มใจที่จะแบกภาระทางใจไปด้วย จึงทำได้เพียงแอบส่งคนให้ไปตีสนิทกับฮูหยินรองของเจ้าพระยาจิ้ง แล้วให้ฮูหยินรองแจ้งแผนการกับ เจ้าพระยาจิ้ง ซึ่งในระหว่างดำเนินแผนที่จวนเจ้าหญิง นางเองก็จงใจที่จะให้โอกาสหยวนชิงหลิง เดิมทีคิดเพียงว่าฝ่าบาทเป็นคนที่รักในเกียรติยศ ก็คงจะให้ท่าพี่เห้าอภิเษกนางในฐานะพระชายารอง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะให้อภิเษกเป็นพระชายาโดยตรง

ทำให้นางเกิดความเกลียดชังอยู่พักหนึ่ง จนหลังจากที่อภิเษกกับอ๋องฉี นางก็ลืมเรื่องราวไปหมดแล้ว แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าวันนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปหมดเช่นนี้ ?

อ๋องฉีที่ไม่รู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่ในใจ เมื่อเห็นว่าร่างกายของนางอ่อนแรงลง ก็คิดเพียงว่านางกังวลถึงอาการป่วยของท่านย่า เขาจึงกอดนางแน่นขึ้น

ณ จวนเจ้าพระยาจิ้ง

ช่วงนี้เจ้าพระยาจิ้งนั้นโมโหจนแทบคลั่งแล้ว เดิมทีได้รับความเห็นตรงกับโสวฝู่ฉู่แล้ว ซึ่งจะทำให้ทั้งสองตระกูลจะได้สานสัมพันธ์ไมตรีกันดังเดิม เพียงแค่หยวนชิงหลิงยอมสละตำแหน่งพระชายาก็เพียงพอแล้ว ซึ่งเขาเองก็ให้คำมั่นอยู่เสมอว่าหยนชิงหลิงจะยินยอมแน่นอน แต่เขายังไม่ทันได้วางแผนการ เพียงแค่ให้ฮูหยินรองออกไปปล่อยข่าวลือ โสวฝู่ฉู่ก็เข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทก่อน ทั้งข่าวที่ได้รับคือหยวนชิงหลิงคัดค้านการอภิเษกพระชายารอง ฉะนั้นยิ่งไม่ต้องไปกล่าวถึงเรื่องกรสละตำแหน่งเลย

และพอเขากลับไปเข้าพบโสวฝู่ฉู่ที่จวนตระกูลฉู่อีกครั้ง แม้แต่ประตูหน้าของจวนยังเข้าไม่ได้เลย

ไม่เพียงเท่านั้น การประเมินกระทรวงขุนนางก็กำลังจะเริ่มแล้ว ทั้งขุนนางหัวหน้าใหญ่ของเขาก็ได้มีหมายแจ้งกับเขาด้วยว่าจะทำการประเมินเขาอย่างเคร่งครัดอีกด้วย

ซึ่งขุนนางพวกนั้นล้วนเป็นแหล่งอำนาจของตระกูลฉู่ และเขาก็รู้ว่านี่เป็นคำเตือนจากโสวฝู่ฉู่

พอเขากลับมาก็ได้ลองคิดแล้วคิดอีก ซึ่งในเวลานี้ยังพอมีหนทางเอาตัวรอดอยู่ ดังนั้นจึงควรเรียกตัวหยวนชิงหลิงกลับมา แล้วสั่งสอนเสียหน่อย แล้วทางที่ดีที่สุดคือสละตำแหน่งพระชายาแต่โดยดี

เขาจึงรีบสั่งให้คนใช้ไปยังจวนอ๋อง โดยอ้างว่าฮูหยินใหญ่กำลังป่วยหนักดังเดิม เพื่อให้นางกลับจวน

แต่กลับคิดไม่ถึงว่าคนส่งสารจะกลับมาแจ้งว่าพระชายาจะอยู่ดูท่านอ๋องที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่อาจกลับจวนได้ และเรียนให้เจ้าพระยาเชิญหมอเข้ารักษาอาการป่วยของฮูหยินใหญ่

เจ้าพระยาจิ้งโมโหอย่างมาก จนตะโกนด่าขึ้นมาในห้องหนังสือโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น “นางปีกกล้าขาแข็งแล้วหรือไร?ยังจะดูแลท่านอ๋อง?ตั้งแต่อภิเษกไปนางได้เจอกับท่านอ๋องแค่ไม่กี่ครั้ง นางลืมไปแล้วหรือไร?บังอาจจริงๆ เจ้ารีบไปบอกให้นางกลับมา หากนางไม่กลับมา นางจะต้องเสียใจ”

คนใช้จึงต้องกลับไปอีกครั้งเพื่อรายงานข่าว

หมอหลวงในจวนอ๋องฉู่นั้นแซ่เฉา แต่การได้ยินของหยวนชิงหลิงนั้นมีปัญหา จึงได้ยินเป็นหมอหลวงเฉ่า ซึ่งตอนนี้หมอหลวงเฉ่าก็มักจะมาทำแผลให้หยู่เหวินเห้าทุกวัน จนบาดแผลก่อตัวเป็นสะเก็ดแล้ว เขาที่มองดูรอบเย็บแผล ถึงกับตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะหากเป็นช่างปักผ้า ก็คงจะเทียบได้กับช่างปักในวังได้เลย