บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 822 หงเย่ขอเข้าพบ

sprite

หยวนชิงหลิงกล่าว: “ไม่ใช่ว่าไม่รู้จัก เพียงแค่ผ่านการสลบมาเป็นเวลานาน อาจจะเกิดความทรงจำว่างเปล่าชั่วคราวได้ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป รีบร้อนไม่ได้”

“เพียงแค่มีชีวิตขึ้นมาก็ได้” ฮูหญิงลู่น้ำตาไหลนองสองแก้ม “ไม่ว่าจะจำพวกเราได้หรือไม่ได้ เพียงแค่มีชีวิตขึ้นมาก็ดีแล้ว”

ผู้คนแบ่งกลุ่มกันเข้าไป ใต้เท้าลู่สามีภรรยาเข้าไปก่อน เข้าไปนั่งอยู่ข้างเตียง เหม่อมองดูลู่หยวนน้ำตาร่วง

หลังจากที่พวกเขาออกมา คนอื่นๆในตระกูลลู่ก็เข้าไป จนสุดท้ายเหลือเพียงหยวนหย่งอี้และอ๋องฉี ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง อ๋องฉีกล่าวเบาๆ: “ข้าไม่เข้าไปแล้ว เจ้าไปเถอะ”

หยวนหย่งอี้พยักหน้าเบาๆ “ได้!”

หลังจากนางเข้าไปแล้ว นั่งมองดูลู่หยวนอยู่ข้างเตียง ยิ้มทั้งน้ำตา “ยังจำข้าได้ไหม? ข้าคือหยวนหย่งอี้ พวกเราเคยไปล่าสัตว์ด้วยกัน ตกปลา ต่อยตีกัน ยังจำได้อยู่หรือไม่?”

ลู่หยวนมองดูนาง กะพริบตาเล็กน้อย ในดวงตาเปล่งประกาย

หยวนหย่งอี้ปิดปากแล้วร้องไห้ขึ้นมาทันที

อ๋องฉีมองดูอยู่ด้านนอกประตู จากนั้นก็หมุนตัวจากไปเงียบๆ

คนของตระกูลลู่ล้วนไม่ได้รั้งไว้ ทุกคนล้วนตกอยู่ในห้วงของความปีติยินดี กระทั่งไม่ได้สังเกตว่าเขาเดินไปแล้ว

ตอนค่ำหยู่เหวินเห้ากลับมาได้รู้ว่าลู่หยวนฟื้นแล้ว ดีใจยกใหญ่ จึงรีบบอกว่าจะไปเยี่ยมเขา ถือโอกาสสอบถามไม่กี่ประโยค

หยวนชิงหลิงกล่าว: “ท่านอย่าเพิ่งไปก่อน ตอนนี้ถามอะไรเขาไปก็ตอบท่านไม่ได้ แม้ว่าเขาจะสามารถพูดได้ก็ไม่แน่ว่าจะจำได้ เพราะสมองของเขาเคยขาดอากาศ เซลล์เส้นประสาทในสมองก็ได้รับความเสียหาย รอให้ผ่านไประยะหนึ่งเถอะ บางทีอาจจะจำขึ้นมาได้ก็ไม่แน่”

หยู่เหวินเห้าฟังไม่ค่อยเข้าใจ “ความหมายของเจ้าคือเขาสูญเสียความทรงจำแล้วหรือ? เช่นนั้นหลังจากนี้จะสามารถจำขึ้นมาได้อีกหรือไม่”

หยวนชิงหลิงกล่าว: “คาดเดาไม่ได้ ดูสถานการณ์เถอะ เขาสามารถฟื้นขึ้นมาได้ก็โชคดีมากแล้ว เจ้าห้า ความจริงนี่ก็คือปาฏิหาริย์อย่างหนึ่งจริงๆ จอหงวนฝ่ายบู๊สุดท้ายก็คือจอหงวนฝ่ายบู๊ ความทรหดของเขาทำให้ผู้คนเลื่อมใส”

หยู่เหวินเห้าทอดถอนใจ “แม้ว่าจะดีใจ แต่หากว่าสามารถจดจำขึ้นมาได้ข้าจะดีใจยิ่งกว่า อ๋องชินเป่าบอกว่าเขาไม่ใช่ผู้ที่ทำร้ายลู่หยวนให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กล่าวอีกอย่างก็คือ มีเพียงลู่หยวนที่รู้ว่าใครเป็นคนที่ทำร้ายเขาให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บางทีคนผู้นี้อาจจะเป็นคนที่ได้ติดต่อกับอ๋องชินเป่า ที่เรียกกันว่าคนสอดแนมตระกูลฉินของเป่ยโม่”

“งั้นก็จนปัญญา ทำได้เพียงรอให้จำได้” หยวนชิงหลิงรู้ว่าหมู่นี้เขาร้อนใจกระวนกระวายกับเรื่องนี้ กล่าวปลอบ: “ให้เวลาเขาหน่อย เขาสามารถฟื้นขึ้นมาได้ก็พิสูจน์แล้วว่าสวรรค์ต้องการเอาคนชั่วมาลงโทษตามกฎหมาย ต้องจำได้แน่”

หยู่เหวินเห้านอนอยู่บนเก้าอี้กุ้ยเฟย ยื่นมือมานวดระหว่างคิ้ว ใบหน้าที่สง่างามเต็มไปด้วยความกังวล “หวังว่าจะเป็นเช่นนี้นะ”

หยวนชิงหลิงอ้อมไปด้านหลังของเขา “ปวดหัวหรือไม่?”

“ปวดมาสองสามวันแล้ว จากด้านหลังต้นคอปวดตลอดจนถึงสมอง หัวสมองปวดจนหดเป็นก้อนเดียวแล้ว”

หยวนชิงหลิงเอื้อมมือไปนวดกดให้เขา นิ้วมือลูบเบาๆระหว่างเส้นผม “ดีขึ้นหน่อยหรือไม่?”

หยู่เหวินเห้าจับมือของนาง “มือของเจ้ามีเข็มอยู่หรือ? พอนวดลงมาก็เจ็บเป็นอย่างมาก เหมือนเข็มแทงเช่นนั้น”

หยวนชิงหลิงถอนใจ “เพราะท่านตึงเครียดมากเกินไป ผ่อนคลายประสาทหน่อย ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้ไม่ต้องทำงาน พวกเราพาลูกๆออกไปเดินเล่นกันเถอะ”

“ไม่ได้น่ะสิ ปัญหาเงื่อนงำซับซ้อนเช่นนี้ ต้องจัดการให้เรียบร้อยออกมาในเร็ววัน และอ๋องชินเป่าทางนั้นยังจำเป็นต้องสอบสวนอีก ก็ตัดสินเช่นนี้แล้ว แผนที่ทางการทหารก็หาไม่เจอ จะต้องเกิดความวุ่นวายอีกแน่นอน”

“ชายาเฟิงอันเคยได้ไปเยี่ยมเยียนอ๋องชินเป่าหรือไม่?” หยวนชิงหลิงนวดขมับของเขาต่อ กล่าวถาม

“ไม่เคยไป แต่ได้บอกให้คนส่งอาหารไปให้เขาสองมื้อ ดูแลด้วยเหล้าชั้นดีอาหารชั้นดี ไม่ให้เขาได้รับความน้อยใจ เดิมทีข้าคิดว่านางจะออกหน้าขวางไว้ คิดไม่ถึงว่าจะราบรื่นขนาดนี้”

“นางเป็นคนเข้าใจเหตุผล เจ้าก็จัดการเรื่องไปตามกฎหมาย นางจะไม่ขัดขวางเจ้า” หยวนชิงหลิงกล่าว

“คนของเสี้ยวหงเฉิงบอกว่า เห็นหงเย่พบกับนางมาก่อน ไม่รู้ว่าพูดคุยอะไร หลังจากนางจากไปแล้ว มีคนชุดสีเขียวนั่งลงพูดจากับหงเย่ คนชุดสีเขียวผู้นี้ข้าส่งคนไปสืบดูแล้ว อยู่ในเมืองหลวงก็เป็นคนทำการค้าผู้หนึ่ง ไม่ได้มีภูมิหลังอะไรอย่างอื่น และหลังจากครั้งนั้น ก็ไม่เคยได้พบหน้ากับหงเย่อีกเลย”

“คนผู้นี้เกรงว่าคงสืบอะไรออกมาไม่ได้ หงเย่รู้เป็นแน่ว่าท่านส่งคนไปจับตาดูเขา คนผู้นั้นกล้าออกมาพบหน้า คิดว่าน่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร” หยวนชิงหลิงกล่าว

หยู่เหวินเห้าไตร่ตรอง “เขามาด้วยตัวเองครั้งนี้ เกรงว่าก็เพราะแผนที่ทางการทหาร จุดสำคัญที่สุดของแผนที่ทางการทหารคืออ๋องชินเป่า ดังนั้นเขาไปหาชายาเฟิงอัน หากชายาเฟิงอันปฏิเสธเขา ขั้นต่อไปไม่รู้ว่าเขาจะไปหาผู้ใดอีกน่ะ?”

“อย่างไรซะ จะไม่เป็นคนในจวนอ๋องฉู่ของพวกเรา” หยวนชิงหลิงหมุนเข้ามา “ดีขึ้นบ้างหรือไม่?”

“ดีขึ้นหน่อยแล้ว!” เขากอดนางไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง กดนางเข้าในอ้อมอก แววตาเจ้าเล่ห์ “ข้าควรจะผ่อนคลายอย่างแท้จริงสักหน่อยแล้ว”

วันรุ่งขึ้นหยวนชิงหลิงไปตระกูลลู่อย่างต่อเนื่อง ลู่หยวนไม่ได้มีการพัฒนามากนัก แต่ว่าจากแววตาและสีหน้าท่าทางสามารถมองออกได้ว่าเขาไม่ได้ตัดโลกใบนี้ไป

หยวนชิงหลิงแนะนำให้ตระกูลลู่หาแพทย์แผนจีนมาทำการฝังเข็มให้ลู่หยวน จากมุมมองของแพทย์แผนจีน ฝังเข็มจิ้มจุดฝังเข็มมีผลเป็นแน่

ผ่านไปอีกสองวัน ลู่หยวนมีกิริยาท่าทางการกลืนแล้ว นี่เป็นการพัฒนาอย่างยิ่งใหญ่จริงๆ นี่หมายความว่าพัฒนาไปในทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง ลู่หยวนสามารถสลัดจากวันเวลาที่ให้อาหารเหลวทางจมูกได้แล้ว

วันนี้ออกมาจากจวนลู่ รถม้ากลับเกือบจะถึงซอยหน้าจวนอ๋องฉู่ก็ได้ถูกขัดขวางไว้

คนขับรถม้าคือหมันเอ๋อ นางยกม่านขึ้นกล่าวต่อหยวนชิงหลิง: “เป็นคนผู้นั้นที่ชื่อว่าท่านชายหงเย่เพคะ”

หยวนชิงหลิงตะลึงเล็กน้อย ชำเลืองมองไปตามช่องว่างที่หมันเอ๋อยกขึ้น เห็นชุดสีแดงโบกพลิ้วอยู่ในสายลมจริงๆ

หงเย่ทำความเคารพอยู่ด้านหน้ารถม้า ใบหน้าที่สง่างามดั่งหยกแขวนไปด้วยรอยยิ้มบางๆ “ตั้งแต่จากกันครั้งก่อน พระชายารัชทายาทเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ?”

“ดีมาก!” หยวนชิงหลิงกล่าว “ข้าค่อนข้างรีบ จึงไม่ลงจากรถม้าทักทายท่านชายแล้ว”

ความหมายในคำพูดชัดเจนมาก บอกให้เขาหลีกไปอย่าขวางทาง

แต่เหมือนกับว่าท่านชายหงเย่จะไม่เข้าใจ ยิ้มเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ: “ก่อนหน้านี้ส่งฮูหยินใหญ่ของจวนผู้สูงศักดิ์กลับจวน นางเชิญข้าน้อยมานั่งในจวนอ๋องฉู่ในเวลาว่างๆ วันนี้มีเวลาว่างพอดี จึงซื้อของขวัญเล็กน้อยมาเยี่ยมเยียนฮูหยินใหญ่ พระชายารัชทายาทคงไม่ถือสาหรอกนะพ่ะย่ะค่ะ?”

พูดจบ เขายกกล่องที่มีสีสันสวยงามในมือขึ้นมาครู่หนึ่ง

หยวนชิงหลิงกล่าวอย่างราบเรียบ: “ในเมื่อเป็นแขกที่ฮูหยินใหญ่เชิญ ก็ไม่ถึงทีที่ข้าจะบอกว่าต้อนรับหรือไม่ต้อนรับเป็นธรรมดา ท่านชายไปก็ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องขวางรถม้าของข้า”