บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 844 ตามเหลิ่งจิ้งเหยียนมา

sprite

ใบหน้าแม่ทัพหลอคลุมด้วยผ้าดำ เผยให้เห็นเพียงดวงตาเฉียบคม พร้อมพูดขึ้นด้วยเสียงเข้มว่า “องค์ชายรัชทายาท พระชายารัชทายาท ทั้งสองเชิญกลับเถอะ ไท่ซ่างหวงมีคำสั่ง ใครก็ห้ามเข้าพระตำหนัก”

“แม่ทัพหลอ หลีกไป”หยู่เหวินเห้าตะโกนพูดขึ้นอย่างสุดเสียง

“ขอองค์ชายรัชทายาทโปรดอภัย องค์ชายรัชทายาทต้องการจะเข้าไป มีเพียงก้าวเหยียบศพของกระหม่อมไป”ท่าทีแม่ทัพหลอแข็งกร้าวอย่างมาก ส่วนองครักษ์ลับผีต่างก็ถือดาบไว้ จับจ้องมาที่หยู่เหวินเห้ากับหยวนชิงหลิง

สถานการณ์แบบนี้ ทำให้หยู่เหวินเห้ากับหยวนชิงหลิงตกใจอย่างมาก ตอนที่เข้าวังมาก็รู้แล้วว่าจะถูกขัดขวาง แต่คิดไม่ถึงว่าแต่ละคนจะถืออาวุธอยู่ในมือด้วย

เวลานี้ กู้ซือก็พาคนเข้ามาจากด้านนอกตำหนัก เดินมาถึงตรงหน้าหยู่เหวินเห้ากับหยวนชิงหลิง พร้อมพูดขึ้นว่า “องค์ชายรัชทายาท พระชายารัชทายาท พวกเจ้ากลับไปก่อนเถอะ ไท่ซ่างหวงกับฮ่องเต้ต่างก็มีรับสั่ง พวกเจ้าทั้งสองห้ามเขาไป”

วันนี้กู้ซือสวมชุดทางการ ในมือถือกระบี่ ทหารรักษาพระองค์ที่มาพร้อมกับเขาล้วนเป็นผู้เกรียงไกร ดูท่าทางแล้วก็เหมือนเอาการใหญ่อยู่เหมือนกัน นี่ทำให้หยู่เหวินเห้ามึนงงอย่างมาก ก็แค่เข้าไปรักษาอาการป่วยไม่ใช่หรือ? ทางด้านไท่ซ่างหวงส่งคนมาขวางทางไว้ เสด็จพ่อก็ส่งคนมาขวางทางไว้? ใครกันที่มีอำนาจกว้างขวางได้ขนาดนี้ ห้ามไม่ให้เจ้าหยวนเข้าไปรักษาไท่ซ่างหวง?

เขาจะเข้าไป ก่อนอื่นจะต้องล้มองครักษ์ลับผีกับทหารรักษาพระองค์ เท่ากับเป็นการจลาจลพระราชวังแล้ว

เขามองดูกู้ซือ กู้ซือเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แววตาบ่งบอกสัญญาณบางอย่าง

เขาจ้องมองกู้ซืออย่างเงียบงันสักพัก จากนั้นก็ค่อยๆหันไปพูดกับหยวนชิงหลิงว่า “เราไปกันเถอะ”

ถึงแม้หยวนชิงหลิงไม่ยินยอม แต่ก็รู้ว่าจะบุกเข้าไปไม่ได้ จึงต้องพยักหัวพร้อมพูดขึ้นว่า “ได้”

กู้ซือตามอยู่ด้านหลังทั้งสองคน พร้อมพูดขึ้นว่า “กระหม่อมส่งพระองค์ออกจากวัง”

นอกจากกู้ซือ ยังมีทหารรักษาพระองค์สองคนตามออกมาตลอดทาง แสดงให้เห็นว่าได้รับคำสั่งให้มาเฝ้าจับตาดูพวกเขา

หยู่เหวินเห้าทั้งโกรธทั้งเป็นกังวล อยากที่จะดึงกู้ซือมาถามให้เข้าใจในทันที จนใจที่มีทหารรักษาพระองค์ทั้งสองคนติดตามมา

หลังจากทั้งสองคนกลับจวน อยู่อย่างไม่สุข หยู่เหวินเห้าก็ไม่ได้กลับกรมการพระนคร เพียงแค่สั่งคนค่อยเฝ้าดูกู้ซือว่าออกมาจากวังไหม เมื่อออกมา ให้ลักพาตัวกู้ซือมา

รออยู่แบบนี้จนถึงพลบค่ำ กู้ซือกับเหลิ่งจิ้งเหยียนค่อยมาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตูจวนอ๋องฉู่

หยู่เหวินเห้ารอไม่ไหวแต่แรกแล้ว กินทั้งสองคนมาถึง ก็รีบเชิญเข้าไปในห้องหนังสือ รู้ว่าหยวนชิงหลิงก็รอจนเป็นกังวลแย่แล้ว จึงได้สั่งคนไปเชิญหยวนชิงหลิงมา

หลังจากทั้งสี่คนนั่งลง กู้ซือพูดขึ้นก่อนว่า “องค์ชายรัชทายาท ข้ารู้ว่าท่านต้องร้อนใจอย่างแน่นอน แต่เรื่องนี้ข้ารู้ไม่มาก ดังนั้นข้าจึงลากใต้เท้าเหลิ่นมาด้วย ช่วงนี้เขามักไปมาหาสู่ฮ่องเต้ มีอะไร เจ้าก็ถามใต้เท้าเหลิ่นเถอะ ข้าเพียงแค่ทำตามรับสั่ง”

“เจ้ากระทำตามคำสั่งของเสด็จพ่อ เสด็จพ่อก็ทำตามความหมายของไท่ซ่างหวง ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับเสด็จพ่อ ในใจของเขาร้อนใจเหมือนกับข้า”

หยู่เหวินเห้าพูดเสร็จ มองดูเหลิ่งจิ้งเหยียน พร้อมพูดขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมเสด็จปู่ไม่ยินยอมรับการรักษา? เป็นใครที่อยู่เบื้องหลังคอยห้ามข้า?”

ตั้งแต่เหลิ่งจิ้งเหยียนเข้ามา ก็เงียบตลอด ถึงแม้แววตาแลดูสงบเหมือนเช่นเคย แต่เขากลับแอบถอนหายใจเบาๆ เหลิ่งจิ้งเหยียนไม่เคยถอนหายใจมาก่อน

เหลิ่งจิ้งเหยียนค่อยๆเงยหัวขึ้นมองดูเขา บนใบหน้าหล่อเหลาเผยให้เห็นถึงความจนใจ พร้อมพูดขึ้นว่า “ที่จริงตัวการที่ก่อกรรมทำชั่วทั้งหมดคือเจ้า”

“ข้า?” หยู่เหวินเห้าอึ้ง พร้อมพูดขึ้นว่า “แม้แต่เสด็จปู่ป่วยข้ายังไม่รู้ แล้วนี้เกี่ยวข้องอะไรกับข้า?”

หยวนชิงหลิงก็รู้สึกแปลกใจ เรื่องนี้ทำไมถึงได้เกี่ยวข้องกับเจ้าห้า?

เหลิ่งจิ้งเหยียนโบกมือ พร้อมพูดขึ้นว่า “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนี้ ข้าหมายความว่า ไท่ซ่างหวงไม่ยอมรับการรักษา ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่เจ้าทำ?”

“เป็นชายาเฟิงอันจริงๆหรือ?” หยู่เหวินเห้าโกรธโมโหอย่างมาก พร้อมพูดขึ้นว่า “ก็เพราะข้าฆ่าอ๋องชินเป่าหรือ? ความชอบธรรมของนางนั้น ล้วนเป็นการเสแสร้งหรือ?”

“องค์ชายรัชทายาท ใจเย็นๆ” กู้ซือพูดปรามขึ้นว่า “เท่าที่ข้ารู้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับชายาเฟิงอัน”

หยวนชิงหลิงร้อนใจ มองดูเหลิ่งจิ้งเหยียน พร้อมพูดขึ้นว่า “ใต้เท้าเหลิ่น เจ้ารีบพูดเถอะ ไม่ต้องอ้อมไปอ้อมมาแล้ว เมื่อวานทั้งคืนจนถึงวันนี้ทั้งวัน ข้ากับองค์ชายรัชทายาทร้อนใจจนจะแย่อยู่แล้ว”

เหลิ่งจิ้งเหยียนจึงมองดูหยู่เหวินเห้า พร้อมพูดขึ้นว่า “ฆ่าอ๋องชินเป่า เป็นความตั้งใจของฮ่องเต้ ฮ่องเต้จะไม่โกรธเจ้าเพราะเรื่องนี้ แต่หลังจากที่เจ้าฆ่าอ๋องชินเป่าล่ะ? เจ้ายังทำอะไร?”

หยู่เหวินเห้าค่อนข้างมึนงง พร้อมพูดขึ้นว่า “ทำอะไร? ก็วางแผนแย่งแผนที่ทางการทหารกลับมาไง”

“ไม่ผิด แต่คนที่เจ้าสั่งลงไป ฮ่องเต้ล้วนรู้ไหม? เจ้าวางแผนยังไง ฮ่องเต้รู้ไหม?”

“คนที่สั่งไปมีความสำคัญอย่างมาก สถานะจะต้องเป็นความลับอย่างที่สุด เรื่องนี้ข้ารายงานเสด็จพ่อแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ส่วนที่ว่าวางแผนอย่างไร เพื่อปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม จึงไม่สามารถอธิบายได้อย่างละเอียด เพียงแต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลง ข้าจะรายงานเอง”

หยวนชิงหลิงพูดขึ้นว่า “แต่ พวกนี้เกี่ยวข้องอะไรกับอาการป่วยของไท่ซ่างหวง?”

“เกี่ยวข้องอย่างมาก” ใบหน้าที่ขาวสะอาดของเหลิ่งจิ้งเหยียน เผยให้เห็นแดงรอยแดงขึ้นมา แสดงให้เห็นว่าภายในใจก็ค่อนข้างตื่นเต้น พร้อมพูดขึ้นว่า “หลังจากเรื่องอ๋องชินเป่า ภายในเมืองหลวงมีคำร่ำรือ บอกว่าอ๋องอานเคยมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ ยังทำร้ายร่างกายลู่หยวนจอหงวนฝ่ายบู๊ แต่เรื่องนี้อ๋องอานกลับบ่ายเบี่ยงผ่านไปแล้ว ฮ่องเต้มีส่วนเป็นผู้ต้องสงสัยในการปกปิดเรื่องนี้ เพราะเหตุนี้ มีขุนนางร่วมกันเสนอฎีกา กล่าวหาฮ่องเต้ และเรียกร้องให้ไล่อ๋องอานไปยังศักดินาที่ดิน ฮ่องเต้ถูกคนหนังพวกนี้กล่าวหาในที่ว่าราชการ รู้สึกเสียหน้า จึงไม่ยอมไล่อ๋องอานไปยังศักดินาที่ดิน บอกว่าการกักบริเวณอ๋องอานอยู่ในจวน ถือเป็นการลงโทษเล็กน้อยตักเตือนอย่างใหญ่หลวงแล้ว ขุนนางในรัชสมัยกอดพวกนี้ เดิมก็ไม่ได้จงรักภักดีต่อฮ่องเต้อย่างที่สุด ยอมรับเพียงไท่ซ่างหวง เพราะฉะนั้น หลังจากว่าราชการเสร็จ ขุนนางพวกนี้ก็ไปพบไท่ซ่างหวง รายงานเรื่องนี้ และขอร้องไท่ซ่างหวงออกหน้าไล่อ๋องอานไปยังศักดินาที่ดิน ปกติไท่ซ่างหวงไม่ยุ่งเรื่องการเมือง แต่ครั้งนี้ไม่รู้เป็นอะไร ที่ก็เห็นด้วยกับคำเสนอแนะของเหล่าขุนนาง รู้สึกว่าหากอ๋องอานยังอยู่ในเมืองหลวงจะก่อให้เกิดภัยพิบัติใหญ่หลวง จึงควรส่งเขาไปยังศักดินาที่ดินแต่แรกดีกว่า หลังจากไปถึงศักดินาที่ดิน ลดอำนาจการครอบครองทหาร จับตาดูอย่างใกล้ชิด เช่นนี้ถือเป็นความมั่นคงของเป่ยถังในอนาคต ไม่มีการแย่งชิงตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทอีก”

หยู่เหวินเห้าฟังอยู่อย่างประหลาดใจ เรื่องพวกนี้ เขาไม่รู้เรื่อง ช่วงนี้เขางานยุ่งมาก เขาไม่ได้ไปร่วมขึ้นว่าราชการสองครั้งแล้ว

หยวนชิงหลิงเหมือนจะฟังรู้เรื่องแล้ว สีหน้าขาวซีดลงทันที มองดูเหลิ่งจิ้งเหยียนอย่างตกตะลึง พร้อมพูดขึ้นว่า “ดังนั้น เป็นฮ่องเต้ที่ไม่ให้ข้าไปรักษาไท่ซ่างหวง?”

หยู่เหวินเห้ารีบเงยหน้าขึ้นมามองเหลิ่งจิ้งเหยียน ดวงตาฉายแววหวาดกลัว

เหลิ่งจิ้งเหยียนถอนหายใจเบาๆ พร้อมพูดขึ้นว่า “ตอนนั้นตอนที่ฉางกงกง บอกว่าจะเชิญพระชายารัชทายาทเข้าวัง ฮ่องเต้พูดอยู่ด้านข้างประโยคหนึ่งว่า วันนี้อาการป่วยทรุดหนักอย่างมาก หากพระชายารัชทายาทรักษาไม่หาย จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงขององค์ชายรัชทายาท พระชายารัชทายาทก็อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ หลังจากไท่ซ่างหวงได้ยินประโยคนี้แล้ว ก็ไม่ได้พูดอะไรอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายพูดออกมาหนึ่งประโยคว่า ฮ่องเต้พูดมีเหตุผล แล้งเช่นนี้ ภายในพระตำหนักฉินคุนมีราชโองการ ไม่ให้ภายนอกรู้เรื่องอาการป่วย มีเพียงหมอหลวงรักษา ตอนนั้นไท่ซ่างหวงไอรุนแรงอย่างมาก หายใจแทบไม่ออก ตอนที่พูดประโยคนี้ ตรงมุมปากมีเลือดไหลออกมา พูดเสร็จก็สลบไปแล้ว”

หยวนชิงหลิงฟังเหลิ่งจิ้งเหยียนพูดประโยคนี้เสร็จ น้ำตาก็ร่วงไหลลงมาทันที

ใครก็ล้วนอยากมีชีวิตอยู่ ในใจไท่ซ่างหวงมีคนที่เป็นห่วง ดังนั้นเขาไม่อยากตาย แต่เมื่อลูกชายของตนเอง พูดจาแบบนั้นต่อหน้าเขา ที่จริงความหมายของคำพูดนั้นก็คือ เจ้ามีชีวิตอยู่อย่างเกินพอแล้ว เจ้าขีดขวางโลกที่หมุนอยู่ตอนนี้แล้ว

วินาทีนั้น ในใจของเขาคงเหมือนดั่งโดนมีดแทง?

หยู่เหวินเห้าสูดลมหายใจลึกๆ เขารับไม่ได้ รับไม่ได้

จู่ๆเขาก็ลุกขึ้นมา จ้องมองดูเหลิ่งจิ้งเหยียนอย่างเยือกเย็น พร้อมพูดขึ้นว่า “เจ้าพูดไปเรื่อย”

กู้ซือที่อยู่ด้านข้าง พูดขึ้นด้วยเสียงเบาว่า “เป็นความจริง โสวฝู่ฉู่กับเซียวเหยากง ล้วนต่างก็เคยเข้าวังไปทูลขอร้องฮ่องเต้ แต่ห้องแต่ก็ไม่ยอมปริปาก”

สีหน้าหยู่เหวินเห้าขาวซีด หวนคิดถึงท่าทีของเสด็จพ่อเมื่อวาน ถึงว่าตอนที่บอกว่าจะเรียกเจ้าหยวนเข้าวัง เขาห้ามไว้อย่างแข็งกร้าว ตอนนั้นนึกเพียงว่าเป็นความหมายของเสด็จปู่ กลับคิดไม่ถึงว่าเป็นเขาเองที่ไม่ยอมให้เสด็จปู่มีชีวิตอยู่แล้ว