บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 879 ถึงเวลาต้องบอกเสด็จพ่อแล้ว

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 879 ถึงเวลาต้องบอกเสด็จพ่อแล้ว ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 879 ถึงเวลาต้องบอกเสด็จพ่อแล้ว เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 879 ถึงเวลาต้องบอกเสด็จพ่อแล้ว บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 879 ถึงเวลาต้องบอกเสด็จพ่อแล้ว ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 879 ถึงเวลาต้องบอกเสด็จพ่อแล้ว

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 879 ถึงเวลาต้องบอกเสด็จพ่อแล้ว นวนิยาย

เช้าวันรุ่งขึ้นหยวนชิงหลิงพาท่านย่ามาที่จวนอ๋องฉีแต่เช้า

หมอหลวงให้ความเคารพนับถือท่านย่าอย่างยิ่ง หลังจากท่านย่าตรวจชีพจรแล้ว ทั้งสามคนปรึกษาหารือกัน เปลี่ยนแปลงใบสั่งยาเล็กน้อย ปริมาณยาเพิ่มมากขึ้นอย่างเหมาะสม

ผลการวิเคราะห์ของท่านย่าคือ ตอนนี้สถานการณ์ของหยวนหย่งอี้ ค่อนข้างน่าเป็นห่วง แต่นางเป็นนักศิลปะการต่อสู้ มีพื้นฐานร่างกายที่ดี เพราะฉะนั้นต้องรีบควบคุมอาการตกเลือด งั้นก็ต้องเพิ่มปริมาณยา เพราะมีพื้นฐานศิลปะการต่อสู้ นางจึงสามารถทนต่อปริมาณยาที่เพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม

ที่จริงหมอหลวงก็รู้ว่าตนเองใช้ยาค่อนข้างเบาไป แต่เพราะพระชายาอ๋องฉีสถานะสูงส่ง ไม่กล้าใช้ยาในปริมาณมาก ตอนนี้มีท่านย่าหยวนแนะนำเช่นนี้ ก็รีบตกลงเพิ่มปริมาณยาทันที

หยวนชิงหลิงก็ให้กรดโฟลิคไว้ สั่งเน้นให้เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการอย่างเหมาะสม อย่างเช่นดื่มนมแพะ ทานผลไม้

ใบสั่งยาของท่านย่าหยวน เป็นการเพิ่มปริมาณจากใบสั่งยาพื้นฐานของหมอหลวง และได้รับความเห็นชอบจากหมอหลวง ใบสั่งยาถูกส่งเข้ามาภายในวัง ฮองเฮาเชิญย่วนพ่านมา ย่วนพ่านวิเคราะห์วินิจฉัยดูใบสั่งยาสักพัก แล้วพูดว่าใช้ใบสั่งยาเช่นนี้ บางทีประสิทธิผลจะยิ่งดี

ฮองเฮาฟังย่วนพ่านวิเคราะห์วินิจฉัยดูแล้ว หลังจากบันทึกใบสั่งยาไว้เรียบร้อยแล้ว ก็มีคำสั่งลงไปว่า ให้หมอหลวงใช้ใบสั่งยาตามนี้ ดูว่าผลเป็นอย่างไรแล้วค่อยว่ากัน

ใบสั่งยานี้ใช้ติดต่อกันอยู่ประมาณห้าวัน แล้วก็เห็นผล หยวนหย่งอี้ไม่ได้ตกเลือดอีก แต่ตามที่หมอหลวงสั่ง ดีที่สุดคือจะต้องนอนพักอยู่บนเตียงติดต่อกันอีกสิบวัน เพื่อรอดูอาการ

ยาเซียวฝูถูกส่งมายังจวนอ๋องฉีอีก ครั้งนี้อาการอาเจียนเวียนหัวของหยวนหย่งอี้ ดีขึ้นแล้ว อาการดีขึ้น ก็สามารถทานได้เยอะขึ้นบ้าง สถานการณ์ก็ยิ่งอยู่ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ

อ๋องฉีดีใจอย่างมาก นอกจากไปกรมการพระนครทุกวัน ก็ไม่ได้ไปไหนเลย นอกจากเฝ้าดูแลภรรยา

เดิมหยวนหย่งอี้ยังสงสัยในความจริงใจของเขา เพราะยังไงพวกเขาก็ถูกไท่ซ่างหวงวางยาให้อยู่ด้วยกัน แต่ตอนนี้เห็นเขาดูแลเป็นห่วงขนาดนี้ ความไม่มั่นใจภายในใจค่อยๆจางหายไป

วันที่สิบแปดเดือนห้า ศึกระหว่างประเทศซู่กับแคว้นต้าโจวเป่ยถัง เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

หลังจากเริ่มสู้รบ หยวนชิงหลิงอกสั่นขวัญแขวนทุกวัน กลางคืนนอนไม่หลับ ทานก็ทานอะไรไม่ลง ปฏิกิริยารุนแรงขึ้นค่อนข้างมาก

วันที่ห้าของเดือนหก มีจดหมายมารายงานว่า อ๋องซุนสองสามีภรรยา ได้รับการช่วยเหลือออกมาได้แล้ว คนของท่านชายสี่กับสำนักเหลิ่งหลัง กำลังคุ้มกันส่งกลับมายังเมืองหลวง

วันที่สิบสองเดือนหก ข่าวดีถูกส่งมาอย่างต่อเนื่อง สายลับที่หยู่เหวินเห้าส่งไป โดยมีลู่หยวนเป็นหัวหน้า ได้ทำลายแผนที่ทางการทหารที่อยู่ในมือของหงเล่ซิงแล้ว มั่นใจว่าแผนที่ทางการทหารไม่ได้ตกอยู่ในมือของใครคนอื่นอีก แม้แต่หงเย่ก็ไม่ได้ครอบครอง

ข่าวนี้ ทำให้แคว้นต้าโจวกับเป่ยถังรอดพ้นจากอันตราย เพราะหากหงเย่ได้แผนที่ทางการทหารไป ก็จะเกิดปัญหาอย่างไม่รู้จบ

การสู้รบในครั้งนี้ แคว้นต้าโจวกับเป่ยถังจะได้รับชัยชนะ

แต่กำลังทหารหงเล่ไม่อ่อนแอ ต่อให้ไม่มีเป่ยโม่สนับสนุน เขาใช้กำลังของเขาที่มีอยู่ทั้งประเทศ การสู้รบในครั้งนี้จึงอันตรายกว่าปกติ

และเหมือนดั่งสวรรค์เป็นใจ ทหารม้าแสนนายที่ท่านชายหงเย่พาหายสาบสูญไป ในขณะตอนที่มีการสู้รบ ทหารม้าแสนนายนี้ล้วนไม่ปรากฏ

ถึงแม้หงเย่จะปรากฏตัวในสนามรบ กลับสู้รบพ่ายแพ้อยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทหารม้าของแคว้นต้าโจวบีบคั้นไปจนใกล้ถึงเมืองหลวงประเทศซู่

แต่การสู้รบ กลับมีการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้

เป่ยโม่อาศัยตอนที่ประเทศซู่กับแคว้นต้าโจวเป่ยถังสู้รบกัน เข้าโจมตีทางด้านเมืองกุย คิดอยากที่จะได้ผลประโยชน์โดยง่าย

ทางด้านเมืองกุย มีเจ้าพระยาเจียงหนิงกับเจ้าพระยาจิ้งกั๋วเฝ้าไว้ แต่ทหารม้าทางด้านนี้ไม่เพียงพอ ต้องให้ทางเมืองเม่าส่งทหารมาช่วยเหลือสนับสนุน การสู้รบประชันกันอยู่ชั่วขณะหนึ่ง

การกระทำเหมือนดั่งโจรของเป่ยโม่นี้ ก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ครั้งนี้เหมือนกลยุทธล้อมเว่ยกอบกู้จ่าวมากกว่า หากประชันกันเช่นนี้ต่อไป การสู้รบกันในครั้งนี้ อาจจะยืดยื้อหนึ่งถึงสองปี ดังนั้น ดีที่สุดคือต้องโจมตีเป่ยโม่อย่างหนัก ขัดขาดการสนับสนุนประเทศซู่

แต่จะสู้รบให้เป่ยโม่พ่ายแพ้อย่างรวดเร็วก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ระยะทางห่างไกล การสนับสนุนมาถึงอย่างเชื่องช้า ดังนั้นหยู่เหวินเห้าเสนอแนะว่า “เข้าไปหารือทำความร่วมมือกับพวกแคว้นต้าซิง ช่วยเหลือตัวประกันของพวกเขาออกมา แลกกับขอให้พวกเขาเปิดทางให้”

การกระทำของหงเล่ ที่จริงได้กระทำให้ทั้งหกแคว้นขุ่นเคืองแล้ว แต่ใครก็ไม่อยากทำศึก โดยเฉพาะเป้าหมายไม่ใช่ตนเอง เป็นการดีที่สุดที่จะไม่ส่งทหารไปสูญเสียเสบียงทางการทหาร ทำศึกครั้งหนึ่ง ใช่ว่าต้องใช้เงินหลักพันหมื่นตำลึง ต้องเดือดร้อนเศรษฐกิจ เกษตรกรรมย่ำแย่ ไม่คุ้ม

แต่มีบางครั้ง ศักดิ์ศรีของประเทศก็มีความสำคัญ ดังนั้นเมื่อปรึกษาหารือกันแล้ว แคว้นต้าซิงกับราชสำนัก ล้วนยินยอมที่จะส่งทหารไปช่วยสนับสนุน ขอเพียงสามารถสิ้นสุดความวุ่นวายภายในเจ็ดแคว้นนี้ให้เร็วที่สุด

ที่สำคัญที่สุดคือ ความทะเยอทะยานของหงเล่ประเทศซู่มีมากเกินไป หากไม่กำจัดให้สิ้นซาก จะก่อให้เกิดปัญหาได้ง่าย เหมือนดั่งควันไฟพุ่งขึ้นมาอีกครั้ง

และเป่ยถังก็ส่งข่าวดีมา ในที่สุดอาวุธก็สามารถผลิตออกมาได้แล้ว รถรบสามารถส่งมาถึงยังเมืองเม่า ใช้ในการสู้รบ

การปิดล้อมสู้รบในครั้งนี้ กว่าสี่เดือนหลังการสู้รบ ในที่สุดก็พบวิธีฝ่าฟันอุปสรรคได้แล้ว

ประเทศซู่ใกล้ล่มสลายแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเริ่มทำศึกหลังจากยึดอำนาจภายในประเทศมาได้ไม่นาน ทำให้ขุนนางในราชสำนักต่างก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง และขุนนางในราชสำนักกว่าครึ่ง เป็นขุนนางเก่าของฮ่องเต้เซิ่งหยวนในราชวงศ์ก่อน ภายในประเทศก็เริ่มมีเสียงประณามหงเล่ขึ้นมา

และที่ทำให้น่าแปลกใจก็คือ คลื่นเสียงแห่งกาประณามในครั้งนี้ อ๋องหงเย่เป็นคนปลุกเร้าขึ้นมา

อ๋องหงเย่ต้องการที่จะปกป้องลูกหลานของฮ่องเต้เซิ่งหยวน ขับไล่หงเล่ออกไป

การกระทำที่มีความชอบธรรมเช่นนี้ ได้รับการชื่นชมในประเทศซู่อย่างมาก และก็มีคนติดตามมากมาย

หงเล่ไม่เคยคิดไม่เคยฝันเลยว่า ลูกชายนอกสมรสที่พากลับมาจากเป่ยถังในตอนนั้น สุดท้ายกลับทำร้ายความฝันที่จะครอบครองใต้หล้าของเขา และยังทำให้เขาพ่ายแพ้การศึกเหมือนดั่งภูเขาล่มสลาย ไม่หลงเหลืออะไรทั้งสิ้น

เขาขุ่นเคืองอย่างที่สุด แต่การสู้รบได้มาถึงจุดเดือดแล้ว เขาถึงขั้นไม่สามารถปลีกตัวไปทำอะไรหงเย่ได้

ในเวลานี้ หงเย่ได้หายสาบสูญไปอย่างลึกลับ ที่หายสาบสูญไปพร้อมกับเขา ก็คือทหารม้าแสนนายนั่น

ตอนนี้หยวนชิงหลิงท้องได้สี่เดือนแล้ว คาดเดาจากสถานการณ์การรบ หยู่เหวินเห้าน่าจะกลับมาตอนที่นางตั้งครรภ์ได้หกเดือนกว่า

นางที่ไม่ออกเดินทางไปไหน วันนี้ได้หอบท้องโตเข้าวังไปถวายพระพรหวงกุ้ยเฟย

ครั้งนี้ ความสนใจของทุกคนในเมืองหลวง อยู่ที่สถานการณ์ในสนามรบ แม้แต่อ๋องอานก็ไม่เคยได้สนใจจวนอ๋องฉู่ ดังนั้น เมื่อหยวนชิงหลิงอุ้มท้องโตเข้าวัง คนในวังต่างก็ตกตะลึง

หวงกุ้ยเฟยดีใจอย่างมาก ดึงมือหยวนชิงหลิงแล้วก็มองพิจารณาอยู่ตลอด พร้อมพูดขึ้นว่า “โอ้สวรรค์ ทำไมเจ้าถึงไม่บอกกับทุกคน? ซ่อนไว้ได้เป็นอย่างดี”

ฮู่เฟยได้รู้ข่าวแล้วก็รีบตามมา นางก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ลูกคลำท้องของหยวนชิงหลิงไว้อยู่ตลอด พร้อมพูดขึ้นว่า “ครั้งนี้คงไม่ใช่แฝดสามอีกใช่ไหม?”

หยวนชิงหลิงหัวเราะ พร้อมพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าทายดู?”

“กี่เดือนแล้ว? มีห้าหกเดือนแล้วมั้ง?” ฮู่เฟยเคยท้อง คิดว่าตนเองมีประสบการณ์ มองดูท้องแล้วก็น่าจะประมาณห้าหกเดือน

หยวนชิงหลิงหัวเราะ พร้อมพูดขึ้นว่า “สี่เดือน”

“งั้นในท้องจะต้องไม่มีเพียงคนเดียวแน่” ฮู่เฟยพูดขึ้นอย่างมั่นใจ

“ใช่ ใช่” หวงกุ้ยเฟยไม่เคยท้อง แต่ก็เห็นท้องของคนท้องมาไม่น้อย คิดว่าฮู่เฟยพูดมีเหตุผล พร้อมถามขึ้นว่า “ฮ่องเต้รู้แล้วหรือยัง?”

“ยัง นี่ก็ตั้งใจเข้าวังมาถวายพระพรเสด็จพ่อ พร้อมทั้งบอกข่าวดีแล้วไม่ใช่หรือ?” หยวนชิงหลิงค่อนข้างรู้สึกผิด ปิดบังมาหลายเดือน ไม่รู้ว่าเสด็จพ่อจะโกรธไหม

“งั้นเจ้าก็ไม่ต้องเข้าวังมาทูลด้วยตนเองนี่ สั่งคนมาทูลก็ได้ไม่ใช่หรือ?” หวงกุ้ยเฟยพูดขึ้น ส่ายหัวพร้อมพูดขึ้นว่า “ทางฮ่องเต้ไม่ควรที่จะปิดบังนานขนาดนี้ อาจจะถือโทษโกรธได้”

ฮู่เฟยพูดขึ้นว่า “คนท้องใหญ่ที่สุด เขาถือโทษแล้วจะทำอย่างไรได้? จะให้อภัยหลานของตนเองไม่ได้หรือ?”