บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 881 ในที่สุดอ๋องซุนก็กลับมา

sprite

หลังจากกล่อมเด็กๆ เข้านอนแล้ว หยวนชิงหลิงก็มองศีรษะตัวเองจากกระจกทองเหลือง พลังของลูกก็มาจากนาง สิ่งที่ลูกมองเห็น นางก็น่าจะเห็นด้วยเหมือนกัน?

ถึงจะเป็นกรรมพันธุ์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าถ่ายทอดให้ลูกแล้วนางจะสูญพลังนี้ไป

ถึงจะเป็นยาที่ฉีดเข้าร่างกายก็ไม่เป็นแบบนี้ เพราะยาที่เข้าร่างกายก็กลายเป็นเซลล์เดียวกับนางแล้ว ในเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้ว ทำไมถึงกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกล่ะ?

ถึงครั้งนี้เจ้าอาวาสจะฉีดเข้าไปสำเร็จ แต่ผ่านไปอีกระยะนางยังต้องฉีดอีกหรือไม่?

หากการเรืองแสงที่ซาลาเปาพูดเป็นจุดเชื่อมต่อการควบคุมของร่างเดิมกับร่างนี้ เช่นนั้นหากจุดเชื่อมต่อขาด จิตก็คือพลังจากยาที่เจ้าอาวาสบอก ไม่สามารถควบคุมร่างนี้ได้ หรือจะหมายถึงร่างนี้จะเข้าสู่ภาวะสมองตาย?

ศูนย์ควบคุมการหายใจของร่างกายอยู่ที่ก้านสมอง ดังนั้นถ้าก้านสมองมีปัญหาก็จะทำให้ลมหายใจหยุดชะงัก อวัยวะและเครือข่ายอื่นในร่างกายก็จะพลอยไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงด้วย จนทำค่อยๆ สูญเสียการทำงาน ดังนั้นหากสมองตายแล้วร่างกายนี้ก็จะตายตามไปด้วย

เมื่อหยวนชิงหลิงคิดถึงตรงนี้ก็หวั่นใจหนัก เจ้าห้ายังไม่กลับมา เด็กยังไม่เกิด นางจะตายไม่ได้

นี่เจ้าอาวาสหลอกนางหรือว่าค้นคว้าผลิตไม่สำเร็จกันแน่?

นางคิดวนไปวนมาหลายตลบ จากนั้นก็เปิดกล่องยา หวังได้เห็นปาฏิหาริย์ เพราะเจ้าอาวาสเคยกล่าวไว้ว่ากล่องยานี้ใช้ควบคุมด้วยจิตของนาง ตอนนี้นางต้องการยานี้มาก

แต่พอเปิดกล่องยา ปิดกล่องยานี้หลายครั้งก็ไม่ได้ดังที่หวัง

ครั้งนี้นางรู้สึกสิ้นหวังแล้วจริงๆ แถมกลิ่นอายแห่งความผิดหวังนี้ยังปกคลุมไปทั่ว ขับไม่ออก

นางขึ้นเตียงด้วยจิตใจพะวักพะวน พลิกตัวไปมา นางจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ ญาติและลูกๆ เมื่อคิดอย่างนี้แล้วน้ำตาก็ร่วงลงมา

ไม่สิ! นางจะยอมแพ้อย่างนี้ไม่ได้ จะเอาแต่หวังกับเจ้าอาวาสไม่ได้ นางต้องลองเข้าฝันดู เหมือนอย่างตอนที่เพิ่งมา ตอนนั้นนางเคยฝันถึงห้องทดลอง เคยฝันถึงบ้าน ภายหลังนางเคยคิดว่าทำไมถึงฝันถึงได้ อาจเป็นเพราะตอนนั้นนางจิตยึดติดกับบ้านมาก ทว่าหลังจากนั้น ด้วยเพราะเหน็ดเหนื่อยกับการจัดการกับปัญหาที่เจอ เพื่อความอยู่รอด แต่พออยู่รอดแล้วก็คิดว่าจะดีขึ้นได้อย่างไร ตอนหลังนางรักกับเจ้าห้า อยู่ด้วยกันจนตั้งครรภ์ นางคิดถึงบ้านมาตลอด แต่กลับไม่ยึดมั่นเหมือนอย่างที่มาอีก

นางพยายามทำให้ตัวเองนอนหลับแล้วฝัน

คืนแรก ไม่ฝัน นางไม่ยอมแพ้

คืนที่สอง ก็ยังไม่ฝันเหมือนเดิม และนางก็ยังไม่ยอมแพ้

คืนที่สาม พอนางหลับแล้ว นางก็เหมือนมีความรู้สึกนิดๆ รู้สึกว่าความมืดเบื้องหน้าเหมือนจะหมุนได้ รู้สึกคุ้นๆ

แต่...นางไม่ได้กลับไปที่ห้องทดลองหรือบ้าน นางแค่ได้ยินใครบางคนพูดอยู่ข้างหู เสียเบามาก นางพยายามฟังแต่ก็ฟังไม่ค่อยชัด ได้ยินแต่ขั้นแรกล้มเหลว ตอนนี้ปริมาณยาในร่างกายเหลือน้อยมาก จะยืดอายุเธอออกไปก็คงต้องสูบยาที่เหลือออก แล้วรักษาระบบทางเดินหายใจให้ปกติ รักษาชีวสัญญาณ แต่เธอจะอยู่ในภาวะนิทรา ตื่นมาอีกครั้งค่อยดูว่าการทดลองระยะที่สองจะสำเร็จหรือเปล่า

พอหยวนชิงหลิงตื่นแล้ว คำพูดท่อนนี้ก็วนเวียนอยู่ในหัว

นางคิดว่าอาจเป็นเจ้าอาวาสพูดอยู่กับร่างกายของนางในยุคปัจจุบัน ดังนั้นพอมีเสียงดังมา นางถึงรู้สึกได้

นี่เป็นวิธีเดียวของเขาในตอนนี้

หรืออาจพูดได้ว่านางยังไม่พ้นขีดอันตรายจริง

ตอนนี้ที่เจ้าอาวาสจะทำก็คือสูบฤทธิ์ยาที่เหลือออกไป แล้วรักษาระบบทางเดินหายใจ คงชีวสัญญาณเอาไว้ นี่ก็ทำให้นางมีเวลามากขึ้น ทำให้นางและลูกได้มีชีวิตอยู่ต่อ

ขั้นตอนนี้นางได้แต่เชื่อเจ้าอาวาสแล้ว

ดังนั้นนางจึงพยายามจัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อย โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องการพูดกับย่า ถึงตอนนั้นถ้านางเข้าสู่ภาวะหมดสติพัก จะรักษาชีวิตไว้อย่างไร นี่ต้องให้ย่าเข้าร่วมด้วยแล้ว

พอหยวนชิงหลิงพูดเรื่องนี้ก็ทำให้ย่าหยวนได้สะเทือนใจอย่างหนัก แต่...ไม่นานนางก็กลับมาปลอบใจหยวนชิงหลิงเสียเอง บอกว่าในเมื่อเจ้าอาวาสรับปากแล้วก็ต้องช่วยนางแน่ ไม่ต้องห่วงไป

หยวนชิงหลิงกอดย่าแล้วสะอื้นพูด “ขอโทษค่ะ ต้องให้ท่านเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลย”

ย่าหยวนขอบตาร้อนผ่าว “เด็กโง่ ย่ามานี่เพื่ออะไร? ก็มาผ่อนทุกข์คลายเศร้าหลานยังไงล่ะ เรื่องจะใหญ่โตเทียมฟ้ายังไงก็ไม่ต้องกลัว มีย่าอยู่ ฟ้าไม่ถล่มลงมาหรอก”

หยวนชิงหลิงรู้สึกปวดใจมาก ถ้านางเกิดเรื่องจริง เช่นนั้นก็เท่ากับเอาย่ามาทิ้งที่มิติต่างเวลานี้ด้วย พอคิดอย่างนี้แล้วนางก็รู้สึกอกตัญญูมาก

ระยะนี้เด็กๆ ก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ เอาแต่ตามติดหยวนชิงหลิงแจ โดยเฉพาะข้าวเหนียวน้อย หยวนชิงหลิงจะอาบน้ำเขายังเฝ้าอยู่ข้างนอก กลางคืนก็ไม่ยอมกลับไปนอน จะนอนกับหยวนชิงหลิงให้ได้

ข้าวเหนียวน้อยวิตกสุด ทังหยวนกับซาลาเปายังพอว่า แต่ก็เอาแต่จ้องนางเหมือนกัน ช่วงนี้ซาลาเปาเอาแต่ครุ่นคิดอยู่คนเดียว เขาพูดกับทังหยวนว่าต้องทำอย่างไรถึงช่วยเสด็จแม่ได้ ทังหยวนไม่รู้ ข้าวเหนียวน้อยก็ไม่รู้ สามคนพี่น้องจึงพากันหน้านิ่วคิ้วขมวด

พวกเขามีพลังวิเศษ แต่ไม่รู้ว่าใช้อย่างไร พวกเขาออกมาจากท้องหยวนชิงหลิง ร่างกายและสมองไม่ต้องควบคุมจากอีกมิติหนึ่งเหมือนอย่างหยวนชิงหลิง ดังนั้นพลังงานของพวกเขาเทียบกับหยวนชิงหลิงไม่ติดเลย แต่พวกเขากลับเก่งกว่าผู้เป็นมารดามาก

จากคำพูดของเจ้าอาวาสที่บอกนางในฝัน ที่จริงแค่ทำให้ร่างนี้ทำงานเป็นปกติก็ใช้พลังงานไปมากแล้ว ระหว่างนั้นยังต้องถ่ายเข้ากล่องยาอีก จึงบั่นทอนพลังงานของนาง

รอด้วยจิตใจหวาดหวั่น แต่ชีวิตยังต้องเดินต่อไป

เจ้าห้าส่งจดหมายมา บอกว่าสถานการณ์สงบแล้ว ให้หยวนชิงหลิงอย่าลืมไปรอเขาที่ประตูเมืองด้วย คนที่เขาอยากพบเป็นคนแรกก็คือนาง

หยวนชิงหลิงตอบจดหมาย แต่ก็ไม่ได้บอกเรื่องที่นางตั้งครรภ์ บอกเขาแค่ว่าจะพาเด็กๆ ไปรอเขาที่ประตูเมือง

ในที่สุดอ๋องซุนและพระชายาซุนก็มาถึงเมืองหลวง ทั้งสองที่เจอเรื่องมา ได้ท่านชายสี่เหลิ่งเป็นผู้อารักขา ขณะที่เข้าเมืองหลวงพระชายาซุนก็ร้องไห้ตลอดทาง เดิมคิดจะไปหาหยวนชิงหลิงร้องโฮสักยก แต่เนื้อตัวมอมแมมเกินไป เร่งเดินทางจนไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน ดังนั้นจึงค่อยไปหาวันพรุ่งนี้

ปกติอ๋องซุนไม่ค่อยเจ้าคิดเจ้าแค้นเท่าไร แต่การเผชิญเคราะห์แล้วกลับมาครั้งนี้แบบศีรษะยังตั้งอยู่บนบ่าดี ความแค้นที่ถูกวางแผนในตอนนั้นจึงต้องคิดบัญชีให้ได้ เขารู้ดีว่าสู้กับน้องสี่ไม่ได้ ดังนั้นกลับจวนพิจารณาแล้วจึงส่งเทียบเชิญเหมือนกับตอนก่อนออกแคว้นซู่ จัดงานเลี้ยงเชิญแขกเหรื่อ และเชิญน้องสี่มาด้วย เขาต้องการเปิดโปงความชั่วร้ายของอีกฝ่ายต่อหน้าทุกคน

งานเลี้ยงนี้ก็ต้องเชิญหยวนชิงหลิงด้วยอยู่แล้ว นี่เป็นความต้องการของพระชายาซุน เพราะวันพรุ่งนี้นอกจากจะประณามน้องสี่แล้ว ยังจะขอบคุณพระชายารัชทายาทด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะนางวางแผนอย่างรัดกุม ตอนที่อยู่แคว้นซู่พวกเขาก็คงต้องหัวหลุดจากบ่าแล้ว