บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 903 ยังไม่ถึงเวลา

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 903 ยังไม่ถึงเวลา ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 903 ยังไม่ถึงเวลา เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ บทที่ 903 ยังไม่ถึงเวลา บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย บทที่ 903 ยังไม่ถึงเวลา ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ บทที่ 903 ยังไม่ถึงเวลา

บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 903 ยังไม่ถึงเวลา นวนิยาย

เมื่อแม่นมผู้ดูแลรับผิดชอบกับทหารรักษาพระองค์จากไปแล้ว คนทั้งหมดต่างก็กรูกันเข้าไป ในดวงตาของทุกคนเอ่อไปด้วยน้ำตา ดีใจจนแทบจะเป็นลมแล้ว

“พี่หยวน เมื่อครู่ตอนที่ท่านลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำเอาข้าตกใจแทบแย่ ข้ายังคิดว่าตัวเองฝันไปเสียอีก ”อะซี่พูดพลางเช็ดน้ำตา

หมันเอ๋อยังคงใช้มือทับทาบไว้ที่อก “ใช่แล้ว ตอนนี้หัวใจของข้าน้อยยังเต้นอย่างรุนแรงอยู่เลย ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ”

ทุกคนเอะอะอึกทึกวุ่นวาย ล้อมตัวหยวนชิงหลิงเอาไว้แทบจะหายใจไม่ออก ยังคงเป็นแม่นมสี่ที่ไล่คนออกไปบางส่วน ไหนเลยจะรู้ว่าทังหยางก็เข้ามาถามอีกว่า “พระชายารัชทายาท ท่านรู้ได้อย่างไรว่าคนในวังของฮองเฮามาหาเรื่อง ”

“เป็นข้าน้อยที่ไปปรนนิบัติรับใช้ และพูดกับแม่นางสี่ขึ้นมา ไม่คิดว่าพระชายารัชทายาทจะตื่นขึ้นมาพอดี จึงได้ยินทั้งหมด”หมันเอ๋อยิ้มอย่างซื่อบื้อ

หยู่เหวินเทียนคำนับอย่างมีมารยาท น้ำตารื้นในดวงตา “ขอบคุณพี่สะใภ้ห้า”

หยวนชิงหลิงพูดอย่างอ่อนแอว่า “แม้ข้าจะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นระหว่างเจ้ากับฮองเฮา แต่ว่า การวางตัวของเจ้าทำให้ข้าเชื่อถือได้ เจ้าไม่มีทางขโมยสิ่งของ โดยเฉพาะเจ้ากับน้องแปดที่มีความสัมพันธ์ดีขนาดนั้น”

นางยื่นมือออกไป ดึงข้อมือของอะซี่เอาไว้ รู้สึกทรงตัวไม่อยู่เล็กน้อย “ประคองข้ากลับไปนอนสักครู่ ข้ารู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย”

“ได้ ได้ ”อะซี่รีบประคองนางขึ้นมา หมันเอ๋อก็เข้ามาช่วยด้วย พูดว่า “ต้องเวียนหัวแน่นอน หิวจนตาลายไปหมดแล้ว ประเดี๋ยวข้าน้อยจะลงครัวไปต้มโจ๊กให้ท่านด้วยตนเอง”

แม่นมสี่บอกว่า “ไม่ต้อง พวกเจ้าตามไปรับใช้ ข้าจะไปต้มโจ๊กเอง”

“ข้าจะต้มชาโสม”ฉี่หลอพูด

ทุกคนต่างก็ไปทำงานของตัวเอง ทังหยางเช็ดที่หางตา เฮ้อ วัยกลางคนช่วงนี้บ่อน้ำตาตื้นจริงๆ

กลับไปถึงตำหนักเซี่ยวเยว่ เหล่าของว่างได้พาหมาป่าหิมะและตอเป่ากรูกันเข้ามาถึง เรียกได้ว่าเสียงอึกทึกครึกโครมมาก ชั่วพริบตาก็ยึดครองห้องจนเต็มไปหมด แต่ละคนปีนขึ้นไปบนเตียงของหยวนชิงหลิง เข้าไปเคล้าคลอโอบกอด แม้แต่ตอเป่าก็ไม่ยอมน้อยหน้า กระโจนขึ้นไปบนเตียงยื่นหัวของมันไปที่ใบหน้าของหยวนชิงหลิงอ้อนให้หยวนชิงหลิงลูบหัวของมันอย่างเอาเป็นเอาตาย

เดิมที่หยวนชิงหลิงยังคงรู้สึกเวียนหัวอยู่บ้าง พอถูกรบเร้าเช่นนี้ กลับรู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้ว มองดูคนและสัตว์ที่อยู่กันเต็มห้อง น้ำตาก็เอ่อล้นขึ้นมา

นางกลับมาแล้ว

ผ่านไปชั่วครู่ คุณย่าหยวนภายใต้การประคองของแม่นมฉีก็มาถึงแล้ว นางได้ยินว่าหยวนชิงหลิงฟื้นขึ้นมาแล้ว ด้วยความดีใจชั่ววูบทำให้เดินออกมาแล้วขาแพลง เดินกะเผลกเข้ามาเช่นนี้ก็ทำเอาหยวนชิงหลิงตกใจ รีบผลักลูกๆออกไปและลุกขึ้น “คุณย่า ท่านเป็นอะไรไป”

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร อารมณ์ดีใจชั่ววูบทำให้ขาแพลง”คุณย่าหยวนนั่งลงข้างเตียง มองหยวนชิงหลิงชั่วขณะนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา “ดีใจ ดีใจมาก”

หยวนชิงหลิงก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา หลายวันมานี้ นางรับรู้ได้เป็นบางครั้ง เพียงแต่ไร้หนทางที่จะลืมตาขึ้นมา ไม่สามารถสื่อสารกับโลกภายนอกได้

“ใช่แล้ว หมันเอ๋อ เจ้ารีบไปบอกกับพระชายาซุนและฮูหยินเหยาสักหน่อย ยังมี พระชายาฉีกับพระชายาหวยก็ไปสักเที่ยว”

แม่นมฉีพูด

“เจ้าค่ะ”หมันเอ๋อพูดแล้วก็วิ่งออกจากประตูไป

ก็เป็นเช่นนี้เอง ตำหนักเซี่ยวเยว่ไม่เคยว่างเว้นเลย โดยเฉพาะหลังจากที่พระชายาซุนมาแล้ว กอดหยวนชิงหลิงเอาไว้แล้วก็ร้องไห้โฮออกมา บอกว่าตัวเองเกือบจะทำให้หยวนชิงหลิงตายแล้ว ร้องไห้จนเรียกได้ว่าร้องไห้จนสบายใจ ร้องจนนำเอาความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนและความเสียใจในช่วงเวลาที่ผ่านมาออกมาจนหมด

ไม่ง่ายเลยกว่าทุกคนจะเกลี้ยกล่อมนางเอาไว้ได้ นางเช็ดน้ำตาของตัวเอง “น้องเห้าเล่า น้องห้าคงดีใจแย่แล้วกระมัง”

“เขายังไม่รู้”อะซี่พูดยิ้มๆ

ทุกคนต่างอุทานหนึ่งเสียง ต่างก็หัวเราะขึ้นมา ฮูหยินเหยาก็หัวเราะจนหางตาเกิดรอยย่นขึ้นมา “ช่วงเวลาที่ดีใจที่สุด เขากลับไม่อยู่ด้วย”

“ประเดี๋ยวน้องเก้าจะเข้าวัง น่าจะบอกให้เขารู้”หยวนชิงหลิงพูดยิ้มๆ

“เช่นนั้นคาดว่าเขาคงจะรีบบึ่งออกมาทันที”หรงเยว่พูดยิ้มๆ

นางค่อยๆผ่อนลมหายใจหนึ่งเฮือก จ้องมองทุกคนที่รายล้อมนางอยู่ราวกับอยู่ในฝัน รู้สึกมีความสุขและโชคดี

ทุกคนพูดคุยกันต่ออีกสักพัก ฮูหยินเหยาก็ลุกขึ้นเริ่มไล่คนให้ออกไป “เอาล่ะ นางเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาได้ไม่นาน ต้องพักผ่อน ทุกคนอย่ารุมล้อมอยู่เลย กลับไป กลับไปให้หมด พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่”

อะซี่อารมณ์ดี พูดล้อเล่นขึ้นมาว่า “ฮูหยินเหยา ข้าดูท่านตอนนี้สามารถเป็นผู้ดูแลของจวนอ๋องฉู่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นท่านก็ย้ายเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องฉู่เสียดีกว่า จะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาทั้งวัน”

ฮูหยินเหยาทำท่าจะตีนาง พูดยิ้มๆว่า “เจ้ามันเป็นหญิงสาวที่ไม่เอาไหน ถ้าหากข้าเข้ามาอยู่ นั่นก็เท่ากับเป็นการประหยัดแรงเจ้าได้เยอะมาก ข้าไม่หาเรื่องให้ตัวเองหรอกนะ ข้าอยู่คนเดียวก็มีความสุขอย่างสงบดี”

“สงบ”หรงเยว่หลุดขำออกมาหนึ่งเสียง “ใช่แล้ว เจ้าก็อยู่เป็นเพื่อนหมาน้อยทุกวัน สงบจริงๆนั่นแหละ แต่หัวใจของเจ้าสงบไม่ลง เจ้าเป็นคนจำพวกที่สามารถหยุดพักได้ด้วยหรือ”

“ไปไปไป”ฮูหยินเหยายื่นมือออกไป ไล่คนทั้งหมดออกไปด้านนอก “ข้าจะไม่สามารถเพลิดเพลินกับชีวิตสบายๆได้เลยหรือ แต่ละคนก็เอาแต่อิจฉาตาร้อน ไม่รู้จะพูดอย่างไรจริงๆ”

ทุกคนต่างก็หัวเราะกันลั่น ต่างคนต่างเดินทางกลับ

ฮูหยินเหยาผ่อนลมหายใจเบาๆหนึ่งเฮือก หันหน้ากลับไปมองหยวนชิงหลิง ในสายตาแฝงแววอ่อนโยนอยู่หลายส่วน นี่เป็นสีหน้าที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนหน้านี้

“เจ้าพักผ่อนดีๆ พรุ่งนี้ข้าค่อยมาใหม่”

หยวนชิงหลิงมองนาง ริมฝีปากก็มีรอยยิ้มค้างอยู่ “ประตูของจวนอ๋องฉู่ เปิดต้อนรับเจ้าเสมอ จะมาเที่ยวก็ดี หรือมาอยู่ยาวก็ดี ล้วนยินดีต้อนรับ”

“นอนเถอะ”ฮูหยินเหยาถลึงตาให้นางแวบหนึ่ง แล้วหมุนตัวจากไป

หยวนชิงหลิงค่อยๆปิดดวงตาลง อารมณ์ขึ้นลงราวเกลียวคลื่น นางสามารถฟื้นขึ้นมา แสดงว่าเจ้าอาวาสสำเร็จแล้ว นางสมควรจะดีใจ แต่ว่า นึกถึงยาเหล่านี้ที่ไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในมือตนเองได้ ในที่สุดก็ยังคงกังวลอยู่บ้าง

ร่างกายของนางยังคงอ่อนแอมาก ทำให้ไม่สามารถรู้สึกได้ถึงความแตกต่างจากก่อนหน้านี้ได้ชั่วคราว

นางไม่ได้นอนหลับ แต่ลุกขึ้นมากินโจ๊กไปเล็กน้อย สระผมอาบน้ำ จัดการตัวเองที่สกปรกให้สะอาดเรียบร้อย

ในระหว่างที่รอเป่าผมให้แห้ง ก็พูดคุยกับลูกๆ ได้ยินว่าเด็กๆสามารถไปกลับบ้านคุณยายและจวนอ๋องฉู่อย่างอิสระแล้ว ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง ไม่อยากจะเชื่อจริงๆ

“ถูกต้อง ท่านแม่ ข้าได้พบหน้าคุณยาย คุณตา และท่านลุงแล้ว”ซาลาเปาพูดอย่างดีใจ

“ข้าก็ได้เจอแล้ว”ข้าวเหนียวก็ไม่ยอมน้อยหน้า

ทังหยวนแบะปาก “ข้าไม่เคยเจอเลยสักครั้ง พี่ใหญ่ยึดเอาร่างนั้นไป ไม่ให้ข้าควบคุม”

หยวนชิงหลิงอุ้มเขาขึ้นมา “ทังหยวนที่น่าสงสาร ”

“ท่านแม่ บอกให้พี่ใหญ่ยอมข้าสักครั้ง ”ทังหยวนมองนางด้วยสายตาน่าสงสาร “ข้าอยากจะไปสักครั้ง ไปพบพวกคุณตา แค่ครั้งเดียวก็พอ ข้าไม่โลภมาก”

หยวนชิงหลิงมองซาลาเปา “เช่นนั้นเจ้าก็ยอมน้องชายสักครั้ง”

ซาลาเปาบอกว่า ”แต่ว่ายายังไม่สำเร็จนี่นา ข้ายังต้องไป รอให้เจ้าอาวาสบอกว่าค้นคว้าสำเร็จแล้ว ข้าค่อยยอมให้น้องไป”

“อืม ดี ”

นางยังคงไม่ค่อยเข้าใจ เวลาที่ต่างกันยังสามารถควบคุมได้ด้วยหรือ ความสามารถนี้เป็นอย่างไรกันแน่ ทำไมจึงได้ร้ายกาจขนาดนี้

อีกอย่าง สมองของเด็กๆต่างก็พัฒนาไปถึงขั้นไหนกันแล้ว ยังคงพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆหรือไม่หรือว่าได้หยุดนิ่งลงแล้ว ถ้าหากยังคงพัฒนาต่อไป ยังสามารถทำอะไรได้อีก

“ไม่ถูกต้อง”นางหันขวับไปมองซาลาเปา “เมื่อครู่เจ้าพูดอะไร ยายังค้นคว้าไม่สำเร็จ”

“ใช่แล้ว ยังอยู่ในช่วงการทดลองขั้นที่สอง”ซาลาเปาส่ายหัวไปมาเลียนแบบการพูดจาของเจ้าอาวาส “ยังมีเวลาอีกประมาณสิบวัน แม่ก็สามารถฟื้นขึ้นมาได้แล้ว”

หยวนชิงหลิงรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที “เช่นนั้นข้า ……ตอนนี้ข้ากำลังฝันอยู่หรือ”

เด็กทั้งสามคนเพิ่งจะได้สติกลับมา “ใช่แล้ว ทำไมแม่ตื่นแล้วล่ะ”