บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่ 918 สวีอีขอแต่งงาน

sprite

หยู่เหวินเห้าพูดออกมาเช่นนี้ แต่ตนเองคิดดูแล้ว รู้สึกว่าก็ปฏิบัติต่อสวีอีค่อนข้างไม่ดี

เช้าวันรุ่งขึ้น เขาปรึกษากับทังหยาง อาศัยที่สวีอีมีส่วนร่วมในการทำผลงานสู้รบ แล้วขอพระราชทานรางวัลให้กับเขา ที่เป็นแม่ทัพในจวนอ๋องฉู่ ยังอยู่ภายใต้การดูแลของจวนอ๋องฉู่ เป็นขุนนางจวนอ๋องฉู่ ต่อไปหากเขาประสบความสำเร็จมากกว่านี้ ก็ถือเป็นการช่วยราชสำนักเฟ้นหาคนที่มีความสามารถ

หลังจากทังหยางฟังแล้ว ก็พูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจว่า “สวีอีคงดีใจแย่”

“งั้นก็ตกลงตามนี้ ข้าจะไปหาโสวฝู่ ให้โสวฝู่เป็นคนออกหน้า” หยู่เหวินเห้าพูดขึ้น

“ได้ขอรับ ท่านไปเถอะ เพียงรอมีราชโองการลงมา พวกเราก็จัดงานเลี้ยงฉลอง” ทังหยางพูดขึ้นอย่างดีใจว่า “ในจวนไม่ได้จัดงานเลี้ยงนานมากแล้ว ควรที่จะจัดซักครั้ง ให้ทุกคนได้มีความสุข”

โสวฝู่ออกหน้า ไม่มีอะไรไม่สำเร็จ ราชโองการประทานมาวันนั้นเลย แต่งตั้งสวีอีเป็นแม่ทัพหนิงหย่วน เป็นแม่ทัพขั้นห้า ยังคงอยู่ภายใต้การสั่งการขององค์ชายรัชทายาท แต่เบี้ยเลี้ยงรายปีของเขาราชสำนักเป็นคนให้ ถือเป็นแม่ทัพคนหนึ่งอย่างถูกต้องของราชสำนัก

หยู่เหวินเห้าคิดไม่ถึงว่าจะสามารถได้ตำแหน่งถึงขั้นห้า เดิมคิดว่าสามารถได้ขั้นเจ็ดมาก็ไม่เลวแล้ว อีกอย่าง คนที่นำพระราชโองการมา ยังเป็นโสวฝู่มาด้วยตนเอง

สวีอีนิ่งอึ้งไปเลย

เขาคุกเข่ารับฟังพระราชโองการอยู่บนพื้น หลังจากฟังเสร็จแล้วก็ไม่รู้จักตอบรับพระราชโองการ ยังคงนิ่งอึ้งมองดูหยู่เหวินเห้า ในใจคิดว่าองค์ชายรัชทายาทจะต้องล้อเล่นแน่ ช่วงนี้เขามักจะล่วงเกินองค์ชายรัชทายาท องค์ชายรัชทายาทต้องแก้แค้นแน่

“สวีอี ยินดีกับเจ้าด้วยนะ” โสวฝู่ยิ้มมองดูเขา พร้อมพูดขึ้นว่า “มารับพระราชโองการสิ”

สวีอีคุกเข่าขยับไปข้างหน้าสองก้าว แอบถามโสวฝู่ว่า “องค์ชายรัชทายาทแกล้งข้าหรือเปล่า?”

“พระราชโองการจะเป็นเท็จได้อย่างไร?” โสวฝู่จ้องมองดูเขา พร้อมพูดขึ้นว่า “รีบรับราชโองการ ไม่เช่นนั้นจะลงโทษเจ้าในโทษฐานละเลยพระราชโองการ”

สวีอีมองดูผ้าแพรต่วนผืนนั้น ระงับความตกตะลึงภายในใจไว้ แล้วก็รีบก้มคำนับสามครั้ง พร้อมพูดขึ้นว่า “ข้าน้อย.....รับพระราชโองการ”

ในมือรับพระราชโองการไว้ อย่างค่อนข้างหนัก เขาค่อยๆเงยหัวขึ้น มองดูขันทีด้านหลังที่ถือหอบชุดราชการไว้ในมือ แล้วก็ทำความเคารพโสวฝู่อย่างนอบน้อมอีกครั้ง

โสวฝู่ยิ้มหัวเราะพร้อมพูดขึ้นว่า “เอาล่ะ เจ้าถือพระราชโองการไว้ ไม่ต้องทำความเคารพข้า กลับไปมีความสุขเองเถอะ”

สวีอีพูดขึ้นอย่างจริงจังว่า “ข้าน้อยจะตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างซื่อสัตย์ ไม่ทำให้ฮ่องเต้ต้องผิดหวัง”

“อืม ทำงานให้กับองค์ชายรัชทายาทให้ดี ครั้งนี้องค์ชายรัชทายาทช่วยไม่น้อย” โสวฝู่พูดขึ้น

ขันทีเอาชุดราชการวางบนมือของเขา พร้อมพูดขึ้นว่า “ยินดีด้วย แม่ทัพหนิงหย่วน”

สวีอียืดเองตรง ยิ้มไม่เห็นฟัน พยายามที่จะไม่ให้เห็นฟัน โค้งคำนับขอบคุณ แล้วก็หันไปมองดูหยู่เหวินเห้า ด้วยแววตาอ่อนโยน

หยวนชิงหลิงยิ้มพร้อมพูดึ้นว่า “สวีอี รีบไปเปลี่ยนชุดราชการมาให้พวกเราดู”

ชุดประจำตำแหน่งขุนนางขั้นห้าเป็นสีแดง เสื้อคลุมแขนกว้างปักลวดลายสัตว์ หมีสีเหลืองทรงพลัง มาดของค์ชายชาตรี ที่กลัดผมประดับด้วยเครื่องเงิน รองเท้าสีดำปักประดับลวดลายสัตว์บนผ้าซาติน

เดินลงบันไดมาทีละก้าว สายลมพัก ชายเสื้อปลิวไหว สวีอียังคงเป็นสวีอีคนนั้น แล้วสวีอีก็ไม่ใช่สวีอีคนนั้นแล้ว

หยวนชิงหลิงมองดูเขา น้ำตาเอ่อล้น

สวีอีตามทำความเคารพตรงหน้าหยู่เหวินเห้า พร้อมพูดขึ้นด้วยเสียงสะอึกสะอื้นว่า “ขอบพระทัยองค์ชายรัชทายาท”

หยู่เหวินเห้ายื่นมือไปประคองเขา พร้อมพูดขึ้นว่า “เอาล่ะ ต่อจากนี้ไป เจ้าเป็นคนที่มีตำแหน่งเป็นขุนนาง ทำอะไรพูดอะไรก็ระวังบ้าง จะวู่วามเหมือนอย่างที่ผ่านมาแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว”

“สวีอีจะจดจำไว้”

อะซี่กับหมันเอ๋อเคียงเคล้าอยู่ด้วยกัน มองดูสวีอีในรูปร่างเช่นนี้ แล้วก็รู้สึกว่าเขาหล่อกว่าที่ผ่านมาอยากมาก อะซี่ยิ้มหัวเราะพร้อมพูดขึ้นว่า “สวีอี เจ้าเป็นถึงขุนนางแล้ว ถึงเวลาควรที่จะสู่ขอหมันเอ๋อได้แล้วไหม?”

ทุกคนได้ยินเช่นนี้ ต่างก็หันไปมองอย่างแปลกใจกันมาก สวีอีกับหมันเอ๋อไปชอบกันตั้งแต่เมื่อไหร่?

หมันเอ๋ออึ้งไปสักพัก จากนั้นก็หน้าแดง ทุบตีอะซี่หนึ่งที พร้อมพูดขึ้นว่า “แม่นางอะซี่ ท่านพูดอะไรไปเรื่อย?”

อะซี่พูดขึ้นด้วยเสียงสดใสว่า “ชายหญิงแต่งงานกัน เป็นเรื่องสมควรที่จะเปิดเผย ไม่จำเป็นต้องหลบเลี่ยง”

หมันเอ๋อกระทืบเท้า พร้อมพูดขึ้นว่า “ข้ากับใต้เท้าสวี... จะพูดว่าอยู่ด้วยกันได้อย่างไร?”

นางไม่ได้ชอบใต้เท้าสวี ใต้เท้าสวีก็ไม่ได้ชอบนาง

หยวนชิงหลิงกับหยู่เหวินเห้ามองหน้ากัน นี่ พวกเขาสองคนเหมาะสมกันไหม? อะซี่พูดไปเรื่อยหรือเปล่า?

อะซี่ยิ้มหัวเราะพร้อมพูดขึ้นว่า “หมันเอ๋อ สวีอีไม่เลว ลองพิจารนาดู”

สวีอีมองดูอะซี่ท่ามกลางทุกคน ลังเลสักพัก แล้วค่อยๆเดินไปมองดูนาง

“สวีอี วันนี้เจ้าหล่อมาก ดีใจกับเจ้าด้วยจริงๆ” อะซี่ยิ้มหัวเราะด้วยแววตาใสแป๋วฟันขาวแวววาว

สวีอีจ้องมองนางตรงๆอยู่แบบนั้น แล้วจู่ก็พูดออกมาอย่างน่าตกใจว่า “เจ้ายินยอมแต่งงานกับข้าไหม?”

อะซี่อึ้งไปสักพัก แล้วก็หัวเราะขึ้นมา ดึงหมันเอ๋อมาตรงหน้าตนเอง พร้อมพูดขึ้นว่า “เจ้าดีใจจนลืมตัวหรือเปล่า? หมันเอ๋ออยู่นี่”

“ข้าถามเจ้า” สวีอีมองดูหมันเอ๋อ พร้อมพูดขึ้นว่า “ไม่เกี่ยวอะไรกับหมันเอ๋อ ข้ากับหมันเอ๋อผูกพันกันเหมือนพี่น้อง”

เขามองดูอะซี่ ดวงตาเต็มไปด้วยความกล้าหาญ พร้อมพูดขึ้นว่า “ข้าถามเจ้า อะซี่ หยวนหย่งชือ เจ้ายินยอมที่จะแต่งงานกับข้าไหม?”

ความเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ทุกคนต่างก็ตกตะลึงอย่างทำอะไรไม่ถูก สวีอีคนซื่อนี้ชอบอะซี่? เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่?

ช่างกล้ายิ่งนัก ที่รักชอบผู้หญิงของตระกูลหยวน

รอยยิ้มอะซี่ค่อยๆหุบลง ภายใต้การจ้องมองของสวีอี ทำให้รู้สึกไม่รู้จะหลบยังไง จึงแอบหลบหน้าไปซ่อนไว้ข้างหลังหมันเอ๋อ พร้อมพูดขึ้นด้วยเสียงเบาว่า “สวีอี ห้ามล้อเล่น”

สวีอีลังเลสักพัก ความกล้าหาญในสายตาค่อยๆจางหาย เขาหันไปมองดูหยู่เหวินเห้ากับหยวนชิงหลิงแวบหนึ่ง ทั้งสองคนต่างก็ส่งสายตาให้กำลังใจเขา

เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมพูดขึ้นว่า “หากเจ้ายอมแต่งงานกับข้า ข้าจะดีกับเจ้าไปตลอดชีวิต”

อะซี่แอบยื่นมองออกมาด้วยสายตาข้างเดียว พร้อมพูดขึ้นว่า “แต่เดิม.... เจ้ายังมักพูดว่าไม่ชอบข้า เจ้าไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของข้า”

สวีอีหนีบนิ้วมือไว้ เหงื่อซึมฝ่ามือ พร้อมพูดขึ้นว่า “นั่นเพราะข้าต่ำต้อย ข้าไม่คู่ควรกับเจ้า ดังนั้นจึงตั้งใจพูดจาแบบนั้น แต่ตอนนี้ข้าเป็นขุนนางแล้ว มีเงินเดือนประจำปี ข้าสามารถเลี้ยงดูเจ้าได้”

ในใจอะซี่เต้นรุนแรง พร้อมพูดขึ้นว่า “งั้นตอนนี้เงินเดือนประจำปีของเจ้ามีเท่าไหร่”

สวีอีหันไปมองโสวฝู่ฉู่ อย่างต้องการถามไถ่ โสวฝู่ฉู่อมยิ้ม ขยับเข้าใกล้แม่นมสี่อย่างไม่รู้ตัว พร้อมพูดขึ้นว่า “เงินเดือนประจำปีหกร้อยตำลึง ยังมีผ้าไหมกับอาหารทุกเดือน”

ตอนนั้น หากเขามีความกล้าหาญเหมือนสวีอีก็คงดี พูดเช่นนี้ต่อหน้าทุกคน บีบบังคับไม่ให้นางหนีไปไหนได้

สวีอีรีบหันกลับมา สูดลมหายใจพร้อมพูดขึ้นว่า “หกร้อยตำลึง? โอ้พระเจ้า ข้ารวยแล้ว”