บัลลังก์หมอยาเซียน บทที่104 การพึ่งพาคืออะไร

sprite

หลังจากที่หยวนชิงผิงกลับไปแล้ว ก่อนที่นางจะจากไป ได้กอดหยวนชิงหลิงไปหนึ่งที กระซิบกล่าว “ขอบคุณ พี่สาว”

คำว่าพี่สาว เรียกจนหยวนชิงหลิงใจอ่อน

นางพิจารณามาเป็นเวลานาน ก็ยังรู้สึกว่าไม่สามารถทำตามอย่างที่หยู่เหวินเห้าพูดได้

“ท่านอ๋องอยู่ในจวนมั้ย?” นางถามแม่นมฉี

“อยู่เจ้าค่ะ อยู่ในห้องหนังสือ”

“ข้าจะไปหาเขา” หยวนชิงหลิงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก็เดินออกไป

เมฆหมอกยามพลบค่ำ เรือนหลังนี้ถูกย้อมด้วยแสงสนธยา มันก็รู้สึกเงียบและนุ่มนวล ควันในครัวค่อยๆ ลอยขึ้น อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของโลกมนุษย์ เต็มไปทุกซอกทุกมุม ทำให้คนรู้สึกเหมือนจริงแต่ก็ลวงตา

ภัยพิบัติในวันนี้ ทำให้หยวนชิงหลิงรู้สึกถึงการใช้ชีวิตจริงในยุคที่นางมาอยู่ ไม่ใช่แค่ให้มันมีชีวิตอยู่ไปวันๆ

มาถึงห้องหนังสือ ขณะที่สาวใช้ยกอาหารมาถึงที่ประตู หยวนชิงหลิงก็กระซิบกล่าว “ข้าเอาเข้าไปเอง”

สาวใช้ย่อตัว “เจ้าค่ะ!”

หยวนชิงหลิงยกอาหารเข้าไป ในห้องจุดเทียนไว้สองเล่ม แสงพลิ้วไหวไปมาและสลัว

เขากำลังคัดลายมืออยู่บนโต๊ะหนังสือ และทิ้งเศษกระดาษจำนวนมากลงบนพื้น หยวนชิงหลิงเหยียบมันไป มองเห็นกระดาษทุกแผ่นเขียนไว้ด้วยคำว่า "อดทน"

ได้ยินเสียงฝีเท้า เขาเงยหน้าขึ้น ภายใต้แสงเทียนที่โดดไปมา ใบหน้าของเขาไม่ชัดเจน และหางตาของเขายกขึ้นเล็กน้อย ดูจริงจังและเคร่งขรึม

แผลเป็นจากหางตาถึงใบหู ทำให้ดูเคร่งขรึมเย็นชาเล็กน้อย

“เจ้ามาทำอะไร?” หยู่เหวินเห้าวางพู่กันลง กล่าวอย่างเย็นชา

หยวนชิงหลิงนำอาหารไปวางไว้บนโต๊ะแปดเซียน เดินเข้าไปแล้วกล่าว “ควรจะกินข้าวแล้ว”

“ไม่กิน เอาออกไป!” หยู่เหวินเห้าขมวดคิ้ว

นางยืนอยู่บนกระดาษที่มีคำว่าอดทน ไม่รู้จะเอามือไปวางไหน ก็เลยเอามือกอดอกเอาไว้ “เรามาคุยกันหน่อย”

“หากเป็นเรื่องเมื่อกี้ ไม่มีอะไรน่าคุย ข้าตัดสินใจไปแล้ว” เขากล่าวอย่างเฉยเมย

พูดอย่างจริงใจ “อดทน ไม่จำเป็นเลย บางทีเรื่องมากมายส่วนมากควรจะอดทน แต่การอดทนก็ต้องมีขีดจำกัด หากมันเลยขีดจำกัด ก็ไม่ควรที่จะอดทน ไม่อย่างนั้นมันก็จะสูญเสียความเป็นมนุษย์ไป ข้าไม่สนหรอกว่าข้างนอกเขาจะนินทากันยังไง

“เจ้าไม่สนใจ? ปากพูดน่ะมันได้ แต่เมื่อคำพูดแย่ๆมากระทบจิตใจทุกวัน ใครจะสามารถทำเป็นไม่สนใจได้อีก?” เขาเป็นคนที่เคยผ่านมาแล้ว ปีนี้ทนทุกข์กับคำพูดที่เลวร้ายมาแล้วทุกประเภท คำพูดเหล่านั้นฟังอยู่ที่หูแต่มันเจ็บอยู่ที่ใจ

“ข้าทำได้ ข้าไม่สนใจจริงๆ เพราะในใจข้ามีสิ่งที่น่าสนใจกว่า”

“สิ่งที่สนใจกว่า? หยู่เหวินเห้าเงยหน้ามองตานาง มันคืออะไร?”

“ความศรัทธา!”

“ความศรัทธาอะไร?” เขาเกิดความสงสัยขึ้นมาแล้ว คำพูดแบบนี้ ไม่เหมือนคนอย่างหยวนชิงหลิงจะพูดออกมาได้

“เกิดเป็นคนต้องยึดมั่นในความศรัทธา อย่าปล่อยให้ความชั่วร้ายแผลงฤทธิ์ ทำลายโลก เจ้าพระยาหุ้ยติ่งทำร้ายผู้หญิงไปตั้งมากมาย เขาเป็นตัวแทนแห่งความชั่วร้าย” หยวนชิงหลิงพูดอย่างคนมีจิตใจที่มีเมตตาธรรม แต่คำพูดเหล่านี้ ไม่ได้พูดให้หยู่เหวินเห้าฟัง แต่จะให้หยู่เหวินเห้านั้นไปพูดให้ฮ่องเต้ฟัง

“พูดให้มันปกติหน่อย” หยู่เหวินเห้าเตือนนาง ขมวดคิ้วกล่าว

หยวนชิงหลิงแววตาเย็นชา “แก้แค้น เขาเกือบจะทำมิดีมิร้ายกับข้า อีกทั้งยังจะฆ่าข้า แค้นนี้หากไม่ชำระ ข้าหยวนชิงหลิงนั้นจะไม่ยอมเด็ดขาด และทนไม่ได้ที่คนชั่วช้าแบบนี้ยังสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกใบนี้”

หยู่เหวินเห้าสีหน้าอ่อนลง กล่าว “ต่อให้ทำอย่างที่ข้าพูด เขาก็กระโดดโลดเต้นได้ไม่นานหรอก ข้าได้เอาเรื่องนี้ไปบอกกับจิ้งเหยียน เขาจะหาโอกาสที่เหมาะสมพูดนัยๆกับเสด็จพ่อ”

“ไม่ ท่านอ๋อง ไม่จำเป็นต้องพูดนัยๆ ในเมื่อฮ่องเต้แต่งตั้งท่านเป็นเจ้ากรมการพระนคร ก็คงอยากจะให้ท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างเฉียบขาดรวดเร็ว หากท่านไม่พูด ให้......อะไรจิ้งเหยียนไปพูดนัยๆ ฮ่องเต้รังแต่จะรู้สึกว่าท่านขี้ขลาด ยากที่จะเป็นใหญ่”

หยู่เหวินเห้าจ้องมองนาง “ใครเป็นคนสอนให้เจ้าพูดสิ่งเหล่านี้?”

“ข้าตรึกตรองเอง ข้าคิดเอง ดังนั้นข้าจึงพูด”

“เป็นไปไม่ได้ สมองเจ้าไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น”

“นี่ถือเป็นการดูถูก ขอเตือนให้ท่านอ๋องพูดจาดีๆหน่อย” หยวนชิงหลิงกล่าว

หยู่เหวินเห้ายื่นมือออกมา อยากจะตบหัวนางอย่างที่ทำประจำ แต่นึกขึ้นได้ว่าท้ายทอยของบาดเจ็บ มือจึงได้ไปวางที่ไหล่ของนาง “กินข้าว”

หยวนชิงหลิงกล่าว “ท่านต้องรับปากข้าก่อน”

“อย่าพูดมาก กินข้าว!” เขาจับข้อแขนของนางเอาไว้ ดึงนางเข้ามาใกล้ “กินข้าวเป็นเพื่อนข้าหน่อย”

“ข้ากินแล้ว ดื่มน้ำแกงไปแล้ว”

“งั้นก็ปรนนิบัติข้ากินข้าว”

“เพคะ!” หยวนชิงหลิงถลึงตาใส่

เขาเหมือนหิวมาก ข้าวมื้อหนึ่ง กินเร็วมาก ไม่เหลือแม้แต่ข้าวเม็ดเดียว

“หิวขนาดนี้เลย? เรียกสาวใช้ทำมาเพิ่มมั้ย?” นางจำได้ว่าเขาทานข้าวจะทานให้พออิ่ม กินอย่างบ้าคลั่งแบบนี้ น่าจะเป็นเพราะหิวมาก

“ไม่ต้อง ช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อ ข้าจะเข้าวังไปเฝ้าฮ่องเต้”

หยวนชิงหลิงกระโดดดีใจ กล่าวอย่างมีความสุข “เพคะ!”

ทั้งสองคนไปยังตำหนักเซี่ยวเยว่ หยวนชิงหลิงเปิดตู้เสื้อผ้าออก เห็นเสื้อผ้าถูกพับวางไว้อย่างเป็นระเบียบ หันหน้ามาถามเขา “จะใส่ตัวไหน?”

“ชุดข้าราชการ!” เขากล่าวอย่างขุ่นเคือง

“อ้อ!” นางปิดตู้เสื้อผ้า นางเดินไปตรงราวแขวนผ้าหยิบชุดราชการที่เพิ่งถอดออกมาวันนี้ ยื่นมือไปลูบลายปักที่ประณีตสวยงาม นี่ก็คือเครื่องหมายของอำนาจหรอกเหรอ

ชุดสีม่วงรัดช่วงเอวให้แน่น เข็มขัดทองและหยกแยกระหว่างช่วงบนกับช่วงล่างได้อย่างเหมาะสม ด้วยสัดส่วนที่ลงตัว

เมื่อสวมหมวกข้าราชการ ก็เหมือนกับคนที่มีความรู้ความสามารถ คนทั้งคนดูมั่นคงและหนักแน่นขึ้นมาทันที

หยวนชิงหลิงปรนนิบัติเขาเป็นครั้งแรก แม้ว่าคนที่ปรนนิบัติจะเรื่องมาก แต่วันนี้นางเต็มใจ

ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา “ท่านอ๋องหล่อจัง”

“ไสหัวไป!” เขาจ้องมองนางไปแวบหนึ่ง

“เจ้าคะ เดี๋ยวก็ไสหัวไปแล้ว” นางพูดอย่างเอาใจ ไม่ควรทำให้เขาโกรธ

แววตาของหยู่เหวินเห้าถูกย้อมด้วยรอยยิ้ม ก็เลยเหลือบมองหยวนชิงหลิงไปแวบหนึ่ง

หัวใจของหยวนชิงหลิง ก็สะดุ้งไปหนึ่งที มองเขาอย่างตกใจ

“ผีเข้าเหรอ?” เขาไม่ได้ให้นางช่วยเขาเปลี่ยนรองเท้า ตัวเองนั่งลงแล้วใส่มันเอง