บัลลังก์หมอยาเซียน ตอนที่ 258 ต้องทำใจให้เย็นลงหน่อยแล้ว

sprite

บัลลังก์หมอยาเซียน ตอนที่ 258 ต้องทำใจให้เย็นลงหน่อยแล้ว ออนไลน์ฟรี

นวนิยายชุด บัลลังก์หมอยาเซียน ตอนที่ 258 ต้องทำใจให้เย็นลงหน่อยแล้ว เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมของผู้แต่ง ลิ่วเยว่. ในที่นี้ ผู้แต่ง ลิ่วเยว่ ได้เจาะลึกถึงบุคลิกของตัวละครหลัก ทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่น่ารักมากแต่ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ทั้งสองคนถูกครอบครัวทอดทิ้ง แต่พวกเขาก็เป็นคนที่โหยหาความรักมากที่สุด.. นางเอกทั้งชายและหญิงจะมารวมตัวกันที่ ตอนที่ 258 ต้องทำใจให้เย็นลงหน่อยแล้ว บัลลังก์หมอยาเซียน หรือพบอีกคนหนึ่ง ปัญหา? ติดตาม บัลลังก์หมอยาเซียน นวนิยาย ตอนที่ 258 ต้องทำใจให้เย็นลงหน่อยแล้ว ได้ที่เว็บไซต์ th.readeraz.com

บัลลังก์หมอยาเซียน ลิ่วเยว่ ตอนที่ 258 ต้องทำใจให้เย็นลงหน่อยแล้ว

บัลลังก์หมอยาเซียน ตอนที่ 258 ต้องทำใจให้เย็นลงหน่อยแล้ว นวนิยาย

เจ้าอาวาสมองไปที่กล่องยาแล้วยิ้ม จากนั้นจึงหันมาพูดกับหยวนชิงหลิงว่า: "หลับตาอีกครั้ง แล้วตั้งใจฟังสิ่งที่อาตมาพูดนะ"

หยวนชิงหลิงหลับตาลงอีกครั้ง ตอนนี้นางรู้สึกนับถือในตัวท่านมหา ผู้นี้อย่างมาก แม้ว่านางจะยังรู้สึกประหลาดใจอยู่ก็ตาม

เสียงเจ้าอาวาสดังขึ้นอย่างช้าๆ เรื่อยๆ “ตรงหน้าท่าน มีคนบาดเจ็บสาหัสคนหนึ่ง ซึ่งยามนี้หายใจเองไม่ได้ ม้ามแตก อวัยวะภายในมีเลือดออก มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ สิ่งสำคัญที่สุดคือนางกำลังตั้งครรภ์ได้เก้าเดือน เด็กใกล้จะคลอดแล้ว อาจมีสิทธิ์ตายในครรภ์ ท่านจะทำอย่างไร? จะรักษาคนบาดเจ็บผู้นี้อย่างไร?”

สมองของหยวนชิงหลิงคิดประมวลผลอย่างรวดเร็ว ม้ามแตกและอวัยวะภายในมีเลือดออก และเด็กกำลังจะคลอดแล้ว มันเป็นไปไม่ได้แน่ที่จะคลอดเอง อย่างแรกคือการห้ามเลือด ถ่ายเลือด และนำเด็กออกโดยการผ่าตัดส่องกล้อง ซ่อมแซมม้ามเพื่อหยุดเลือดที่ไหลอยู่ภายใน นี่เป็นการผ่าตัดใหญ่ เครื่องมือผ่าตัดที่จำเป็นต้องมีมากกว่านี้ นางมีเพียงมีดผ่าตัดและคีมในกล่องยา นางไม่มีแม้แต่เครื่องขยาย ใช่! นอกจากนี้ คนบาดเจ็บหายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ.....

ของที่จำเป็นทั้งหลาย ค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในหัวนางทีละอย่าง ๆ พลันได้ยินเสียงท่านเจ้าอาวาสเอ่ยขึ้นว่า "จงลืมตาเถิด"

หยวนชิงหลิงลืมตาขึ้นช้า ๆ สิ่งที่ปรากฏตรงหน้า ทำเอานางตกใจจนแทบตกจากเก้าอี้เลยทีเดียว

กล่องยาขยายขนาดขึ้นจนใหญ่มาก มันใหญ่มากจนถึงขั้นที่ว่าแทบจะกินพื้นที่ทั่วทั้งอารามที่นางอยู่ กล่องมีความยาว กว้าง และสูงเกือบสามเมตร พูดได้ว่า กล่องยาที่ขนาดเท่ากล่องไม้ขีดไฟเล็ก ๆ กลับขยายกลายเป็นกล่องขนาดใหญ่ ที่วัดได้น่าจะราว ๆ เก้าตารางเมตรเลยทีเดียว

ทั้งเก้าอี้และโต๊ะต่างล้มระเนระนาดไปหมด อาจเป็นไปได้ว่า ขณะที่กล่องยาขยายใหญ่ขึ้นมา คงไปเบียดเอาของพวกนั้นล้มเอียงกระเท่เร่อย่างนี้

“พระชายาลองไปเปิดกล่องดูสิ!” เจ้าอาวาสกล่าว

หยวนชิงหลิงเดินเข้าไปด้วยความประหลาดใจ แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า กล่องยาใบนี้เป็นกล่องใบเดิมของนาง

เป็นไปได้ไหมว่าท่านมหา นี่แหละ ที่เป็นผู้ควบคุมกล่องยา ? ทั้งยังเป็นคนที่ทำให้วิญญาณของนางเดินทางข้ามเวลามายังที่นี่ด้วย ? เอ๋ นางเริ่มจะเชื่อในเรื่องเทววิทยาขึ้นมาแล้วนะเนี่ย

เมื่อกดปุ่มเปิด กล่องยาก็ดีดตัวเปิดออกมาโดยอัตโนมัติ ทุกอย่างในนั้นปรากฏขึ้นต่อหน้าหยวนชิงหลิง

นี่คือห้องผ่าตัดขนาดเล็ก มีทั้งโต๊ะผ่าตัด เครื่องมือผ่าตัดและอุปกรณ์ครบครัน เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ มีดผ่าตัดถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ กระทั่งเสื้อคลุมปลอดเชื้อสำหรับการผ่าตัดก็รวมอยู่ด้วย ทุก ๆ อย่างที่นางคิดอยู่ในใจตอนนี้ สามารถเห็นได้จากในกล่องยาทั้งหมด

นางตกตะลึงอึ้งค้าง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองท่านมหา “ท่าน... ท่านเป็นคนควบคุมกล่องยาใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

เจ้าอาวาสยิ้ม “พระชายาคิดว่าอย่างไรล่ะ?”

สมองของหยวนชิงหลิงตีกันยุ่งเหยิง สิ่งที่นางได้เห็นตรงหน้านี้ มันน่าตกตะลึงเกินไปแล้ว

สรุปแล้ว ระหว่างท่านมหา กับการเดินทางข้ามกาลเวลาของนาง มีความเกี่ยวพันเชื่อมโยงต่อกันอย่างไรแน่? ทำไมความสามารถของเขาถึงได้ร้ายกาจมากมายขนาดนี้? พอจะให้นางวัดคลื่นสมองของเขาบ้างได้หรือไม่หนอ?

ถ้าเป็นในยุคปัจจุบัน นางจะต้องดึงตัวท่านมหา ไปห้องทดลองอย่างแน่นอน เพื่อวิจัยดูโครงสร้างในสมองของเขา คิดว่าจะต้องมีอะไรบางอย่าง ที่แตกต่างจากคนทั่วไปอยู่แน่ๆ

“นี่ท่านเป็นใครกันแน่?” หยวนชิงหลิงถามขึ้นมาอีกครั้ง

เจ้าอาวาสพูดอย่างมีความหมายลึกซึ้ง ทั้งกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกสนใจว่า "พระชายายังจำลิงที่พอออกจากห้องทดลองไป ก็ถูกรถชนตายได้หรือไม่"

“พี่ลิง?” หยวนชิงหลิงตกใจ “ท่านรู้จักกระทั่งพี่ลิงด้วยรึ?”

โอ้ สวรรค์ เขาเป็นเทพจริง ๆ หรือนี่?

“ปริมาณยาที่พระชายาฉีดให้แก่ลิงตัวนั้น มากเท่ากับขนาดยาที่ฉีดให้ตัวเองหรือไม่” เจ้าอาวาสถาม

หยวนชิงหลิงนั่งลงบนเก้าอี้ หายใจหอบหนัก และมองไปที่เจ้าอาวาสด้วยความประหลาดใจ "เจ้า... สรุปแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่?"

มันไม่เท่ากัน ขนาดยาที่ฉีดให้พี่ลิงนั้นค่อนข้างน้อย เดิมทีตั้งใจจะค่อยๆ เพิ่มขนาดยาให้ แต่ปริมาณยาที่นางฉีดให้ตัวเองก็น้อยเช่นกัน เพราะเดิมทีนางวางแผนไว้ว่าจะเพิ่มปริมาณยาขึ้นไปอย่างช้าๆ แต่ทันทีที่ลงเข็ม นางก็มีอันข้ามเวลามาที่นี่เสียก่อน

หยวนชิงหลิงยื่นนิ้วมือที่สั่นระริกของตัวเองออกไป ดวงตาเบิกกว้าง "ท่าน...คงจะไม่ใช่พี่ลิงหรอกนะ?"

เจ้าอาวาสยังคงยิ้มไม่ตอบคำ

หยวนชิงหลิงตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ นางไม่มีหนทางไหน ที่จะคิดเชื่อมโยงเจ้าลิงจอมคึกที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาตัวนั้น กับเจ้าอาวาสที่ดูโอบอ้อมอารีตรงหน้านางผู้นี้ ว่าเป็นคนคนเดียวกันได้เลย

นี่มันต้องเป็นฝันร้ายแน่!

นางตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ ไม่สะดุ้งตื่น

“ทิศทางการวิจัยและทฤษฎีของพระชายานั้นไม่ผิด แต่ท่านอาจไม่มีทางจินตนาการได้เลยว่าสมองจะมีพลังงานแบบไหนเมื่อมันถูกพัฒนาจนถึงที่สุด อาตมาศึกษาเรื่องนี้มาหลายสิบปีแล้ว ในที่สุดก็ค้นพบว่า แท้ที่จริงแล้ว วิทยาศาสตร์กับศาสนาพุทธนั้นมีเป้าหมายเดียวกัน เพียงแต่เส้นทางที่ใช้เดินไปสู่ผลลัพธ์แตกต่างกันก็เท่านั้น”

หยวนชิงหลิงแอบเถียงในใจตัวเองเบาๆว่า ไม่! เจ้าเป็นลิง เจ้าจะไปรู้อะไร? วิทยาศาสตร์ก็คือวิทยาศาสตร์ ไม่เกี่ยวอะไรกับพระพุทธศาสนาสักนิด

“สิ่งที่ท่านหมายถึงคือ พระพุทธเจ้าที่ท่านนับถือนั้น มีสมองที่ล้ำหน้ากว่ามนุษย์คนอื่นๆ จึงมีพลังทิพย์ที่กล้าแข็งจนใกล้เคียงกับเทพเจ้าสินะ ข้าไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ของท่าน” หยวนชิงหลิงส่ายหน้ารัว

เจ้าอาวาสเปลี่ยนเรื่องด้วยรอยยิ้ม: “อาตมาไม่ใช่คนควบคุมกล่องยาใบนี้ แต่เป็นพระชายาเองที่เป็นผู้ควบคุม เพียงแต่ท่านไม่ได้ใช้ศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง หรือจะพูดในอีกแง่คือ เรียกว่าท่านจงใจระงับพลังที่สมองสั่งการออกมามากกว่า"

หยวนชิงหลิงเกิดอาการ หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกอีกแล้ว นางยังคงส่ายหน้าและพูดว่า “ข้าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านพูด ท่านไปสวดมนต์ ไปเทศน์ ไปบรรยายพระธรรมตามคำสอนในพุทธศาสนาของท่านต่อไปเถอะ ทำเช่นนั้นผู้คนคงจะสบายใจกว่า”

“ให้คิดเสียว่าอาตมาพูดจาเรื่อยเปื่อยเถอะนะ แต่ในวันหนึ่ง พระชายาจะคิดได้อย่างทะลุปรุโปร่งเอง” เจ้าอาวาสกล่าว

หยวนชิงหลิงลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่แบบนี้อยู่นานไม่ดี ยิ่งอยู่นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกแปลก ๆ มากขึ้นทุกที

นางค่อนข้างจะเชื่อไปในทางที่ว่ามีเทพมีเซียนจริง ๆ มากกว่าเรื่องไร้สาระที่เขาพูดมาเมื่อครู่เป็นไหนๆ

“อาตมาไม่ใช่ลิงตัวนั้น เพียงแต่เคยได้ศึกษาในศาสตร์วิชาเดียวกับพระชายา และมาที่นี่ในรูปแบบที่เกือบจะเหมือนกับท่าน แต่ระยะเวลาที่อาตมาข้ามมาที่นี่ จนบัดนี้ก็ผ่านไปถึงห้าสิบสองปีแล้ว” เจ้าอาวาสพูดช้าๆ

หยวนชิงหลิงมองมาที่เขาอย่างเหลือเชื่อ “ท่าน... ท่านคือ?”

เจ้าอาวาสเอ่ยว่า: "สีกาหยวนจะไม่รู้จักอาตมาแน่ อาตมาเป็นคนที่ค้นคว้าเรื่องนี้ต่อจากท่านในอีกสามร้อยปีให้หลัง"

“ดังนั้น ท่านเป็นนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ที่ตอนนี้มาเป็นพระภิกษุแล้ว?” หยวนชิงหลิงตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม

“ความเข้าใจในปัญญาทางโลกคือการเรียนรู้ที่แท้จริง!” เจ้าอาวาสประสานมือ จากนั้นจึงกล่าวคำว่าอมิตาพุทธ

หยวนชิงหลิงเกือบจะสะดุดขาตัวเองล้มแล้ว

นี่มันเป็นอะไรที่ย้อนแย้งมากจริง ๆ แต่ในความย้อนแย้งนี้ กลับทำให้คนรู้สึกว่ามันกลมกลืนกันได้อย่างน่าประหลาด

“ยาเม็ดจื่อจิน คือสิ่งที่อาตมาเป็นผู้คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาเมื่อก่อนหน้านี้” เจ้าอาวาสพูดขึ้นมาอีกครั้ง

หยวนชิงหลิงอดไม่ได้ที่จะถามว่า "สรุปแล้วท่านเชื่อในพุทธศาสนา หรือว่าเชื่อในวิทยาศาสตร์กันแน่?"

“มีสิ่งใดที่มันขัดแย้งกันด้วยรึ?” เจ้าอาวาสถามพลางจ้องมองนาง

หยวนชิงหลิงไม่รู้

ตอนนี้นางไม่รู้แล้วจริงๆ

เจ้าอาวาสยิ้ม “ดอกเตอร์ หากท่านมีโอกาส ไปต้าโจวเพื่อขอเข้าเฝ้าหลงไทเฮาสักหน่อย บางทีนางอาจให้คำตอบท่านได้ นางรู้ละเอียดถี่ถ้วนกว่าอาตมามากนัก”

หลงไทเฮา? หยวนชิงหลิงรู้จักดี นางก็คือคนที่พัฒนายาเม็ดอู๋โยวคนนั้น

นางตัวสั่นพลางถามว่า “ไม่ใช่ว่านางก็ทำการวิจัยและพัฒนายาด้วยหรอกนะ? นางเองก็มาจาก...... หมู่บ้านเดียวกับพวกเราด้วยงั้นรึ?”

เจ้าอาวาสเงียบไปอีกครั้ง

หยวนชิงหลิงรู้สึกเหมือนว่า ตัวเองโปร่งใสไม่รู้อะไรเลยต่อหน้าเขาเหลือเกิน โปร่งใสจนเกือบจะเป็นคนโง่สมองทึบไปแล้ว

“ท่านเพิ่งบอกว่า กล่องยานี้ควบคุมโดยจิตใต้สำนึกของข้าเองอย่างนั้นสินะ?” หยวนชิงหลิงถาม

“ใช่!” ท่านมหา ตอบ

หยวนชิงครุ่นคิด “เก็บ!”

กล่องยาค่อย ๆ หดเล็กลง จนกลับสู่รูปลักษณ์ของกล่องไม้ขีดไฟอีกครั้ง หยวนชิงหลิงหยิบมันขึ้นมาและใส่ไว้ในแขนเสื้อ เก็บงำประกายซ่อนสีหน้ามิดชิด พูดว่า "หากมีโอกาส วันหลังข้าจะมาเยี่ยมเยือนท่านมหา อีกนะเจ้าคะ"

ท่านมหา กล่าวอย่างมีนัยและชวนให้คิดตามว่า “พระชายาโปรดทะนุถนอมด้วย กล่องยาใบนี้มีประโยชน์กับพระชายามาก ยังรวมไปถึงท่านอ๋องด้วย แต่สรรพสิ่งในโลกหล้าล้วนมีความเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งจะพลิกกลับอย่างสุดขั้ว จะสำเร็จได้ก็เพราะเซียวเหอ หากว่าจะล้มเหลว ก็ยังเพราะเซียวเหอ” (เซียวเหอ เป็นชื่อของนักปกครองหนึ่งในสามวีรบุรุษต้นราชวงศ์ฮั่น ปรากฏชื่ออยู่ในสามก๊ก)

หยวนชิงหลิงดึงประตูเดินออกไป ไม่หันหลังกลับมามอง

นางต้องสงบสติอารมณ์ตัวเองให้เย็นลงหน่อย ค่อย ๆ ย่อยข้อมูลให้ดีกว่านี้