บัลลังก์หมอยาเซียน ตอนที่ 275 มีสิทธิ์อะไร

sprite

ในตอนแรกหยวนชิงหลิงไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดนั้นมากนัก แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงอันเกลียดชังของนางแล้ว จึงเงยหน้าขึ้นมามองไปยังนาง

ในฐานะหญิงสาวคนหนึ่ง ที่จริงแล้วพระชายาจี้ก็ไร้ซึ่งทางเลือก

หรือต่อให้มีทางเลือก และนางได้เลือกเส้นทางอื่นแล้ว แต่สุดท้ายสิ่งที่รอคอยนางมีเพียงชีวิตที่เศร้าโศก

ถึงอย่างนั้น นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้กลายเป็นคนโหดเหี้ยมอำมหิตได้

ฉะนั้นต่อให้นางเคยพบเจอความทุกข์ทรมานมามากมายเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้เกิดความรู้สึกเห็นใจได้เลย

หยวนชิงหลิงจึงกล่าวขึ้น: “คนนั้นมีความแตกต่างจากสัตว์ก็คือมีความคิดวิเคราะห์ รู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ทุกคนล้วนมีขีดจำกัดของตน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม เจ้าเคยทำเรื่องเลวร้ายมากมาย และนั่นล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าเต็มใจที่จะทำโดยไม่มีผู้ใดมาบังคับ หรือต่อให้อ๋องจี้จะเลวร้ายกว่าเจ้าเป็นร้อยเท่า นั่นก็ไม่ได้แสดงว่าเจ้าจะเป็นผู้บริสุทธิ์”

“ข้าไม่บริสุทธิ์ และข้าก็ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์” ตอนนี้เห็นได้ชัดเลยว่าพระชายาจี้มีความหวั่นไหวเล็กน้อย “ไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามานับบาปที่ข้าเคยทำ ข้ารู้ดีว่าที่ข้าป่วยเช่นนี้เป็นเพราะกรรมสนอง”

“ฉะนั้นแล้วเจ้าต้องการพูดสิ่งใดกันแน่?” หยวนชิงหลิงมองนางด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

พระชายาจี้เริ่มซึมเศร้าขึ้นมาโดยทันที “ข้าพูดไปเจ้าก็คงจะไม่เข้าใจหรอก”

“พวกเราคุยกันไม่เข้าใจหรอก ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการหาใครสักคนเพื่อปลดปล่อยความทุกข์ในใจ บอกถึงความไร้ความรู้สึกของอ๋องจี้ หรือหาใครสักคนที่เห็นด้วยกับเจ้า คนที่จะรับฟังเจ้าได้อธิบายอย่างไม่ขัด แต่ว่าคนคนนั้นไม่มีทางเป็นข้าหรอก เจ้าเลือกผิดคนแล้ว” หยวนชิงหลิงตอกกลับ

พระชายาจี้กล่าวขึ้นอย่างเย็นชา: “เหตุใดเจ้าถึงต้องแสดงท่าทีสูงส่งเช่นนั้นด้วยเล่า?เจ้าในตอนนี้ที่ได้รับความโปรดปรานจากน้องห้า แน่นอนว่าต้องมีความหลงดีใจจนลืมตัวไปบ้าง แต่หากเจ้าเพิ่งอภิเษกได้เพียงไม่นานแล้วต้องมาคอยแก่งแย่งความโปรดปรานกับหญิงอื่น ซึ่งต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้ใจของเขา เจ้าเองก็จะยอมทำทุกสิ่งที่เหมือนกับข้าแน่นอน”

ที่จริงแล้วต่อให้ข้าจะพูดเรื่องเช่นนี้กับเจ้าไปก็คงไร้ซึ่งความหมาย แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังอยากจะบอกเจ้าว่าหากข้าอภิเษกเข้ามาแล้วต้องมาแบ่งเขากับหญิงอื่น หากเป็นเช่นนั้นผู้ชายคนนี้ก็ไม่มีความหมายใดๆ สำหรับข้าเลย ทุกสิ่งอย่างที่เจ้าทำลงไปจะบอกว่าทำเพื่อเขาก็ได้ หรือจะบอกเป็นความเห็นแก่ตัวก็ไม่ผิด แต่หากพูดตามความจริงแล้วมันไม่ใช่เลยสักอย่าง เพราะเจ้าไม่เหลือแม้แต่ตัวตนของตัวเองแล้ว

พระชายาจี้มองนางด้วยความสงสัย “ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้าพูดออกมา”

“หย่ากับเขา มันทำให้เจ้าไม่สามารถมีชีวิตต่ออีกเลยหรือ?” หยวนชิงหลิงถาม

พระชายาจี้พึมพำ : “หย่ากับเขา?แล้วลูกสาวของข้าจะเป็นอย่างไร?ข้าจะเอาเปรียบเขาได้อย่างไร?สิ่งที่ข้าพยายามทำหลายปีมานี้ ข้าจะวางใจได้อย่างไร ?”

“ใช่ เพราะคำว่าวางใจไม่ลง จะทำให้เจ้าทำร้ายตัวเอง” หยวนชิงหลิงรู้ว่าไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายให้มากความ เพราะเป็นดังที่นางกล่าวนั่นแหละ พวกนางสองพูดคุยไปด้วยกันไม่ได้ “ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อน หากเรียบร้อยเจ้าค่อยเรียกข้าแล้วกัน”

พูดจบนางก็ลุกขึ้นยืนทันที

พระชายาจี้ร้องขึ้นอย่างร้อนรน: “เดี๋ยวก่อน เจ้ารู้เรื่องของตระกูลฉู่แล้วสินะ?”

หยวนชิงหลิงหันหลังกลับไปหานาง “เรื่องอะไรของตระกูลฉู่?”

“ฉู่หมิงชุ่ย ฉู่หมิงหยาง พวกนางสองคนพี่น้องต่างชื่นชอบในตัวน้องห้า เจ้ารู้หรือไม่?ทางฉู่หมิงหยางไม่ว่าจะเป็นจะตายก็จะอภิเษกกับน้องห้าจนยอมอดอาหารมาสามวันแล้ว ซึ่งโสวฝู่ฉู่จะต้องยอมประนีประนอมให้นางได้อภิเษกกับน้องห้าเป็นแน่ และนางจะกลายเป็นหนามยอกอกของเจ้า และสุดท้ายเจ้าก็จะกลายเป็นเช่นเดียวกับข้า ถึงแม้ตอนนี้น้องห้าจะไม่ชื่นชอบฉู่หมิงหยาง แต่วันข้างหน้าเขาจะต้องชอบนางแน่นอน ผู้ชายล้วนชื่นชอบเด็กสาวที่มีความสดใสและจะยิ่งชอบเด็กสาวคนนี้ที่ยอมแลกชีวิตได้เพื่อเขา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเขาจะเกิดความหวั่นไหว

หยวนชิงหลิงยิ้มออกมาทันที “ฉะนั้นตอนนี้ฉู่หมิงหยางไม่ใช่ภัยคุกคามสำหรับเจ้า แต่เป็นข้า เจ้าจึงดีใจสินะ ?นี่เจ้ากำลังโอ้อวดข้างั้นหรือ?พระชายาจี้เจ้าเป็นคนที่รู้ทันสถานการณ์อยู่เสมอ นี่เจ้าไม่รู้หรือว่าการขัดแย้งกับข้าในช่วงสถานการณ์คับขันเช่นนี้จะทำให้เกิดผลเสียกับตัวเจ้าเองหรือ ?”

พระชายาจี้กล่าวแย้งงอย่างเย็นชา: “เหตุใดเจ้าถึงต้องใช้สิ่งนี้มาข่มขู่ข้าด้วย?สิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริงทั้งนั้น”

หยวนชิงหลิงตอบอืมเพียงคำเดียว “ก็ดี เช่นนั้นข้าจะบอกกับเจ้าเอาไว้ว่าฉู่หมิงหยางไม่มีทางได้อภิเษกเข้ามาในจวนอ๋องฉู่ โสวฝู่ฉู่จะไม่เห็นด้วย และข้าเองก็จะไม่ยอม ……”

“เจ้าไม่ยอม?เจ้าประเมินตัวเองไว้สูงเกินไปแล้ว” พระชายาจี้ขัดคำของนางทันทีด้วยเสียงที่ร้อนรน “ตัวของโสวฝู่ฉู่เป็นคนที่ยากเกินจะคาดเดา เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไม่ยินยอม ?”

หยวนชิงหลิงตอบกลับ: “เพราะโสวฝู่ฉู่ไม่ใช่ต้องการเพียงการรักษาเกียรติ แต่ยังรู้รุกรู้รับ ตอนนี้เรื่องที่อ๋องจี้จะอภิเษกฉู่หมิงหยางเป็นพระชายารองกำลังมีการวางแผนแล้ว อีกทั้งฝ่าบาทและไทเฮาเองต่างเห็นชอบด้วย โสวฝู่ฉู่จะต้องบ้าไปแล้วแน่ถึงยอมมอบนางให้แก่หยู่เหวินเห้าเพียงเพราะฉู่หมิงหยางอดอาหาร”

หยวนชิงหลิงกล่าวจบก็เดินออกไปทันที เพราะไม่อยากที่จะไปต่อปากต่อคำกับนางอะไรมากมาย

ที่จริงที่พระชายาจี้พูดเช่นนี้ ทำให้อำนาจในตัวตนของนางสูญหายไป หรือจะกล่าวว่าทำให้นางดูเป็นคนขาดสติปัญญาโดยทันที

ทั้งที่ความจริงแล้วนางรู้ดีว่าฉู่หมิงหยางไม่มีทางได้อภิเษกเข้ามาอยู่ในจวนอ๋องฉู่หรอก เพราะนางเองก็คิดเช่นเดียวกับหยวนชิงหลิง

แต่ในตอนที่นางได้รู้เรื่องการอดอาหารของฉู่หมิงหยาง ในใจของนางก็มีความปีติ และเปลวไฟแห่งความหวังก็เพิ่มขึ้นมาโดยทันที ดังนั้นนางจึงไม่คิดลังเลเลยที่จะแสดงความอ่อนแอของตัวเองออกมา เพียงเพราะอยากรับรู้ถึงความกังวลใจเช่นเดียวกับนางที่ออกมาจากปากของหยวนชิงหลิง ซึ่งเป็นอย่างที่หยวนชิงหลิงได้พูดไปว่านางต้องการเสาะหาคนที่มีความรู้สึกเดียวกันด้วยเท่านั้น การที่นางร่วงลงมาถึงจุดนี้ ทำให้นางเจ็บปวดทรมานใจอย่างทนไม่ได้

ทางด้านฉู่หมิงหยางตอนนี้อดอาหารมาได้สามวันแล้ว

นับตั้งแต่วันที่หยู่เหวินเห้ามาอาละวาด นางก็ได้ตั้งมั่นแล้วว่าจะอภิเษกกับเขา

ซึ่งความดื้อรั้นนี้ก็ไม่มีผู้ใดที่สามารถเกลี้ยกล่อมได้เลย

นางเคยได้เห็นท่าทีของเขาที่รักและดูแลปกป้องหยวนชิงหลิง แววตาที่เขามองหยวนชิงหลิง ใบหน้ายิ้มแฉ่งที่แสนสงบนิ่ง ปลายคิ้วที่เชิดขึ้นด้วยความสุข นางเคยได้เห็นเขาที่มีความตื่นเต้นจนห้ามตัวเองไม่ได้จนต้องวิ่งเข้าไปจูงมือของหยวนชิงหลิง เขาดูหวานหยดย้อยราวกับเด็กน้อยที่ขโมยน้ำตาลมาได้เสียอย่างนั้น

และนั่นคือชายที่นางวาดฝันเอาไว้

นางเคยหมายปองเขา และสิ่งที่นางคิดหมายปองเขาในตอนนั้นเพราะรู้สึกว่าเขาเป็นแม่ทัพที่โดดเด่น เป็นถึงทายาทของราชวงศ์ แต่หลังจากที่เขาอภิเษกกับหยวนชิงหลิง นางก็ไม่ชอบเขาอีกเลย

แต่ทว่าแท้จริงแล้วคนที่นางไม่ชอบมีเพียงหยวนชิงหลิงเท่านั้น นางเพียงแค่โกรธเขาเท่านั้นโดยที่ในใจไม่เคยปล่อยเขาไปได้เลย

เคยเสนอเรื่องการอภิเษกเป็นพระชายารองของเขาทั้งสองครั้งนั้น นางกลับไม่เคยรู้สึกเต็มใจเลย

แต่เมื่อได้ยินว่าเขายิ่งไม่เต็มใจที่จะอภิเษก นางก็ยิ่งโกรธมากขึ้น นางสามารถที่จะไม่ยินยอม แต่เขามีสิทธิ์อะไร?

จนท้ายที่สุดมาจบลงที่อ๋องจี้ ซึ่งนั่นทำให้นางมีความสุขอยู่พักหนึ่ง เพราะนอกจากความรักแล้วยังมีตำแหน่งและอำนาจที่รอคอยอยู่

และด้วยความไม่ตั้งใจทำให้นางงบังเอิญไปได้ยินเสด็จปู่กับเสด็จพ่อพูดคุยกัน ซึ่งเสด็จปู่นั้นมีความชื่นชมในตัวหยู่เหวินเห้าอย่างมาก แต่เมื่อพูดถึงอ๋องจี้ น้ำเสียงของเสด็จปู่กลับเปลี่ยนไปอย่างไม่ชัดเจน